
ไขรหัสมรณะ13ปมอุ้มฆ่า'เอกยุทธ'
ไขรหัสมรณะ 13 ปมอุ้มฆ่า 'เอกยุทธ' : โอภาส บุญล้อม, ปฏิญญา เอี่ยมตาลรายงาน
ความพยายามในการแกะรอยคลี่คลายคดีสังหาร "เอกยุทธ อัญชันบุตร" นักธุรกิจชื่อดัง ซึ่งถูกฆ่าและนำร่างเปลือยเปล่าไปฝังไว้ที่บริเวณใกล้เขาจิงโจ้ ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง แม้ว่าตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน คือ นายสันติภาพ หรือบอล เพ็งด้วง อายุ 23 ปี คนขับรถของนายเอกยุทธ นายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร อายุ 27 ปี นายชวลิต หรือเชา วุ่นชุม อายุ 23 ปี และนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี โดยให้น้ำหนักในประเด็นฆ่าชิงทรัพย์เงินสด 5 ล้านบาท
ทว่าคดียังมีความน่าสงสัยในหลายจุด กระทั่ง "สุวัตร อภัยภักดิ์" ทนายความของนายเอกยุทธ ได้ยื่นประเด็นสงสัย 13 ข้อ ให้แก่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ไขปริศนาและให้ความกระจ่างต่อสังคม
"คม ชัด ลึก" ได้แยกเยอะเงื่อนงำทั้ง 13 ประเด็น ผ่านมุมมองของ "ตำรวจชุดสืบสวนและนอกชุดสืบสวน" และ "เจษฎา อนุจารี" ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความ เพื่อให้สังคมได้เห็นถึงแง่มุมของคดีที่ละเอียดยิ่งขึ้น
1.มูลเหตุจูงใจในการฆ่า... หากผู้ต้องหาประสงค์ต่อทรัพย์จริง เหตุใดจึงนำทรัพย์สินไปทิ้งน้ำ
ตำรวจ - มีความเป็นไปได้ที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าฆ่าเพื่อต้องการเงิน 5 ล้านบาท เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนย้อนหลังพบว่า นายสันติภาพมีพฤติกรรมชอบเล่นการพนันบอล และมีการติดหนี้พนันอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าถูกทวงถามหนี้ และบ่ายเบี่ยงมาตลอดจนในที่สุดจนตรอกจริงๆ จึงวางแผนก่อเหตุ เพราะเป็นคนรู้ดีที่สุดว่าแต่ละวันนายเอกยุทธเดินทางไปไหนบ้าง เป้าหมายของการจับตัวเรียกค่าไถ่น่าจะอยู่ที่เงินจำนวน 5 ล้านบาท มากกว่า อีกทั้งนายสันติภาพได้นำเงินจำนวนดังกล่าวที่ได้จากนายเอกยุทธไปซ่อน และนำไปฝากพ่อแม่และญาติไว้ โดยแบ่งให้เพื่อนเพียง 1 แสนบาทเท่านั้น
ส่วนกรณีทรัพย์สินของมีค่าที่นายสันติภาพอ้างว่าไปโยนทิ้งน้ำนั้น ความจริงอาจจะทิ้งจริง หรือไม่ทิ้งก็ได้ หรืออาจจะเอาไปฝากใครไว้ หรือเพื่อนที่ลงมือด้วยกันอาจหยิบไปแล้วไปซ่อนไว้ หรืออาจมองว่า ทรัพย์สินส่วนนี้ยากต่อการแปรสภาพเป็นเงิน จึงไม่สนใจและนำไปโยนทิ้ง
เจษฎา - หากต้องการฆ่าเพื่อเอาทรัพย์สิน ไม่มีเหตุผลใดที่จะเอาทรัพย์สินมีค่า เช่น สร้อยคอทองคำ พระสมเด็จเลี่ยมทอง และนาฬิกาโรเล็กซ์ ไปโยนทิ้ง น่าจะมีการเก็บไว้ก่อน เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่สืบค้นถึงที่มาได้ง่าย แล้วค่อยแปรจากสภาพเดิม จากนั้นจึงค่อยนำไปจำหน่ายจ่ายโอนทีหลัง แสดงว่าการฆ่าอาจไม่ใช่มุ่งต่อทรัพย์สินโดยตรง แต่ก็อาจเป็นได้ว่า เนื่องจากทรัพย์สินประเภทนี้ มักจะมีรหัสอยู่ ทำให้สืบค้นถึงที่มาได้ง่าย หากนำไปขายก็สามารถสาวจากคนซื้อไปยังคนขายได้ จึงนำไปทิ้ง
2.การลงมืออุ้มนายเอกยุทธ ก่อเหตุเพียงผู้ต้องหา 2 คนหรือไม่ ทำไมนายเอกยุทธไม่ต่อสู้ขัดขืน หรือหลบหนี
ตำรวจ - นายสันติภาพ และนายสุทธิพงศ์ อาจจะพูดไม่หมดว่าใช้อาวุธใดบ้าง คนทั้งสองอาจจะมีปืนคนละกระบอกขู่บังคับนายเอกยุทธ หรืออาจจะใส่ถุงคลุมศีรษะไว้ ตรงนี้ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป เพราะผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์มากที่สุดในขณะนั้นคือ ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน นายเอกยุทธอาจจะมีความพยายามในการหลบหนี แต่ก็กลัวผู้ต้องหาจะลั่นไกใส่ก็เป็นได้
เจษฎา - ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร อาจจะมีแค่ผู้ต้องหา 2 คนนี้ ลงมืออุ้มนายเอกยุทธ หากเป็นเช่นนั้นต้องมีอาวุธ หรือการควบคุมที่ดี จึงจะเอานายเอกยุทธอยู่ เพราะนายสันติภาพ และนายสุทธิพงศ์เป็นคนตัวเล็ก แต่นายเอกยุทธเป็นคนตัวใหญ่และสู้คน หรืออาจมีมากกว่าสองคนนี้ก็ได้ ที่ลงมืออุ้มฆ่านายเอกยุทธ
3.ให้ติดตามหาโทรศัพท์มือถือของนายสันติภาพที่คุยระหว่างอยู่ที่ร้านอาหารตามภาพวงจรปิด โดยตรวจสอบว่านายสันติภาพพูดคุยกับใคร
ตำรวจ - เรื่องการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์มือถือของคนร้ายช่วงก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุนั้น ตำรวจมีการตรวจสอบในส่วนนี้อย่างละเอียดอยู่แล้ว เป็นแนวทางในการสืบสวนเลยทีเดียว เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะคลี่คลายข้อสงสัยว่ามีการว่าจ้าง หรือสั่งงานมาจากใครหรือไม่ หากตรวจสอบย้อนหลัง 1 เดือน พบความผิดปกติของเบอร์โทรซ้ำๆ บ่อยๆ หรือเบอร์โทรเข้าออกที่นอกเหนือจากชีวิตประจำวัน ต้องตรวจสอบอย่างแน่นอนแสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น การที่นายสันติภาพคุยโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา อาจมีผู้สั่งการก็เป็นได้ ซึ่งต้องตรวจสอบเบอร์ที่โทรเข้าออกที่ผิดปกติตรงนี้ตรวจสอบได้ไม่ยาก
เจษฎา - ถ้าทราบหมายเลขโทรศัพท์ของนายสันติภาพ สามารถตรวจสอบได้ว่าโทรศัพท์หาใครบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องเจอเครื่องโทรศัพท์มือถือของนายสันติภาพด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากหาโทรศัพท์มือถือพบก็อาจเจอข้อมูลบางอย่างที่อยู่ในเครื่องโทรศัพท์
4.ให้ติดตามหา ”นายเปี๊ยก” ตามที่นายสันติภาพอ้างว่าเป็นผู้นำกุญแจมือและโทรศัพท์มือถือมาให้เพื่อใช้ในการปฏิบัติการ
ตำรวจ - เรื่องนายเปี๊ยก เป็นประเด็นที่เกิดมาจากการเปิดเผยของทนายเอกยุทธ ไม่ได้มาจากตำรวจ ยังไม่รู้ว่านายเปี๊ยกมีตัวตนจริงหรือไม่ กำลังไล่ตรวจสอบอยู่ และจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดในจุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ก็ไม่พบบุคคลที่อ้างว่าเป็นนายเปี๊ยกแต่อย่างใด
เจษฎา - หากมีใครเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ตำรวจต้องไปตามหาตัวมา ตำรวจต้องถามผู้ต้องหาเพื่อหาความจริงให้ได้ว่า นายเปี๊ยกมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ หากมีจริงนายเปี๊ยกอยู่ที่ไหน แล้วก็ตามหาตัวนายเปี๊ยกจากญาติมิตร เพื่อนฝูง หรือแหล่งมั่วสุมของนายเปี๊ยก
5.การตามหาฮาร์ดดิกส์กล้องวงจรปิดที่ทำงานนายเอกยุทธที่หายไป และให้ผู้เชี่ยวชาญกู้คืนข้อมูล
ตำรวจ - ตำรวจยังหาฮาร์ดดิกส์ไม่เจอ และกำลังประสานกับบริษัทที่รับจ้างติดกล้องวงจรปิดให้ที่ทำงานนายเอกยุทธ ว่ามีแบ็กอัพข้อมูลไว้หรือไม่
เจษฎา - มีข้อน่าสงสัยอย่างมากว่า ทำไมต้องเอาตัวนายเอกยุทธ จากร้านอาหารกลับมายังที่ทำงานของนายเอกยุทธอีกทั้งที่สามารถพาตัวไปที่อื่นได้เลย อาจเป็นเพราะว่า คนร้ายต้องการข้อมูลในฮาร์ดดิกส์ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่ไม่ต้องการให้นายเอกยุทธนำไปเปิดเผย หรือต้องการนำเอาข้อมูลในฮาร์ดดิกส์ไปใช้ประโยชน์ และหากตำรวจได้ฮาร์ดดิกส์มา อาจมีภาพของฆาตกรที่ถูกบันทึกไว้ อาจไม่ใช่มีเพียงนายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์ก็ได้ แต่ตำรวจต้องตามหาฮาร์ดดิกส์ให้ได้โดยเร็ว เพราะยิ่งเวลาล่วงเลยนานเท่าไหร่ ก็จะกู้ข้อมูลคืนได้ยากเท่านั้น
6.คำให้การของนายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์ ยังมีความขัดแย้งกัน นายสันติภาพบอกว่า ตอนพานายเอกยุทธไป จ.พัทลุง ไม่มีการแวะ แต่นายสุทธิพงศ์บอกว่า มีการแวะพักที่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ต้องตรวจสอบว่าเป็นบ้านของใคร และแวะทำอะไร
ตำรวจ - ตำรวจทีมสอบได้ทำการประสานไปยังตำรวจภูธรภาค 9 เจ้าของพื้นที่ ทำการตรวจสอบเส้นทางรถที่พานายเอกยุทธไป ไม่พบเบาะแสว่ามีการแวะพักที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่อย่างใด
เจษฎา - ตำรวจต้องค้นหาข้อเท็จจริงให้ได้ว่ามีการแวะจริงหรือไม่ หากมีการแวะที่บ้านแห่งหนึ่งที่ จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจต้องสอบสวนว่าคนในบ้านเกี่ยวข้องหรือไม่ มีใครในบ้านนั้นบ้าง แวะไปทำอะไรที่บ้านนั้น เพราะอาจจะมีการฆ่านายเอกยุทธ ที่บ้านดังกล่าวก็เป็นได้
7.หาหลักฐานกล้องวงจรปิดจุดที่นายเอกยุทธถูกฆ่าตาย และตามหาพยานที่เห็นเหตุการณ์ รวมถึงคนขับรถสิบล้อที่นายเอกยุทธวิ่งไปขอความช่วยเหลือ
ตำรวจ - จากการที่ตำรวจลงสแกนพื้นที่เกิดเหตุ บริเวณจุดกลับรถ ถนนลาดกระบัง เยื้องหมู่บ้านราชพฤกษ์ ไม่พบว่ามีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ และยังไม่มีใครแจ้งเบาะแสมายังคณะทำงานสืบสวนสอบสวนนครบาลเกี่ยวกับพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ หรือคนขับรถสิบล้อที่นายเอกยุทธวิ่งไปขอความช่วยเหลือ จึงยังไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
เจษฎา - ต้องดูว่าคนขับรถสิบล้อมีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีตำรวจก็ต้องตามตัวมาสอบถาม แต่หากไม่มีเหตุการณ์ที่นายเอกยุทธวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคนขับรถสิบล้อ ก็แสดงว่าอาจมีการฆ่านายเอกยุทธในรถ สำหรับกล้องวงจรปิดจุดที่นายเอกยุทธถูกฆ่าสำคัญมากทีเดียว แต่ถ้าฆ่าในรถ กล้องวงจรปิดก็จับภาพไม่ได้ เนื่องจากรถติดฟิล์มกรองแสง แต่ถ้ามีการวิ่งออกนอกรถไปขอความช่วยเหลือ กล้องวงจรปิดก็จะจับภาพไว้ได้ รวมทั้งถ้ามีคนเห็นเหตุการณ์ก็จะเป็นพยานบุคคล ที่จะสามารถสอบถามได้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร
8.ให้ตรวจสอบว่าใบหน้าของนายเอกยุทธถูกทำร้ายหรือไม่
ตำรวจ - ต้องรอผลตรวจพิสูจน์จากทางแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ จะมีการสอบปากคำแพทย์เพิ่มเติมในประเด็นที่ญาติตั้งข้อสงสัย
เจษฎา - การตรวจสอบสภาพใบหน้าของผู้ตาย จะทำให้รู้ได้ว่าถูกทำร้ายอย่างไร บาดแผลถึงตายหรือไม่ มีการต่อสู้หรือไม่ อาจมีดีเอ็นเอของคนร้ายติดอยู่ ถ้าเป็นดีเอ็นเอของนายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์ก็แสดงว่าสองคนนี้เป็นฆ่า แต่ถ้ามีดีเอ็นเอบุคคลที่สามอยู่ด้วย แสดงว่าคนร้ายที่ลงมือฆ่านายเอกยุทธไม่ใช่มีเพียงสองคนนี้
9.บุคคลใดนำกระเป๋าใส่เอกสารของนายเอกยุทธไป
ตำรวจ - ตำรวจกำลังค้นหากระเป๋าเอกสารแต่ยังไม่เจอ สันนิษฐานว่า อาจมีการนำไปทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานหรือให้ใครนำไปซ่อนไว้
เจษฎา - กระเป๋าเอกสารที่หายไปหากหาเจอเป็นผลดีต่อคดีแน่นอน เพราะจะทำให้รู้ว่า ทำไมต้องเอาเอกสารนั้นไป เอกสารนั้นมีใครเกี่ยวข้องบ้าง อาจทำให้รู้ว่าใครต้องการเอกสารนั้น
10.ลูกอัณฑะของนายเอกยุทธถูกทำร้าย
ตำรวจ - ต้องรอผลตรวจพิสูจน์จากทางแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ จะมีการสอบปากคำแพทย์เพิ่มเติมในประเด็นที่ญาติตั้งข้อสงสัย
เจษฎา - การที่ลูกอัณฑะนายเอกยุทธถูกทำร้าย อาจเพราะว่าเป็นการทำให้นายเอกยุทธหยุดต่อสู้หรือว่าเป็นการทรมาน ต้องการความลับหรือโกรธแค้น เกลียดชัง
11.ประเด็นพบผู้ต้องสงสัยเป็นชายฉกรรจ์แต่งตัวคล้ายตำรวจทหารหลายคน บริเวณปากซอยประดิพัทธ์ 17 ไม่ห่างจากร้านอาหารครัวกระแต และมีการโทรศัพท์พูดคุย
ตำรวจ - ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวแล้ว ไม่พบชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว
เจษฎา - หากรู้เบอร์โทรศัพท์ของนายสันติภาพ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่า ในวันเวลาดังกล่าวมีการโทรศัพท์ไปยังจุดนั้นหรือไม่ ถ้ามีต้องตามหาผู้ต้องสงสัยที่อยู่บริเวณปากซอยประดิพัทธ์ 17
12.ขอให้ตำรวจตรวจสอบรถโฟล์คตู้ของกลางอีกครั้ง เพื่อหาลายนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอของบุคคลอื่น
ตำรวจ - ตำรวจได้มีการตรวจสอบร่องหลักฐานต่างๆ ในรถตู้ของกลางไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลายนิ้วมือหรือดีเอ็นเอ จึงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบรถโฟล์คตู้ของกลางอีก
เจษฎา - เป็นหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ตอนอุ้มหรือฆ่า อาจเกี่ยวข้องในรถโฟล์คตู้ของกลาง จึงต้องตรวจดีเอ็นเอในรถ มีดีเอ็นเอใครบ้างตรวจให้หมด อาจเจอดีเอ็นเอคนอื่นในรถนอกจากนายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์ ตรวจว่ามีรอยเลือดใครบ้าง ถ้ามีการต่อสู้ในรถก็ต้องมีรอยเลือดของคนร้าย
13.หาเสื้อผ้านายเอกยุทธ เพราะอาจทิ้งหลักฐานดีเอ็นเอ เพราะอาจมีเลือดของผู้ร่วมกระทำผิดติดอยู่
ตำรวจ - ตำรวจกำลังหาอยู่แต่ยังไม่เจอ อาจมีการโยนเสื้อผ้านายเอกยุทธทิ้งน้ำไปแล้วเพื่อทำลายหลักฐาน
เจษฎา - เสื้อผ้าผู้ตาย บอกได้ว่าผู้ตายตายเพราะอะไร ตายเพราะถูกมีดฟัน ตายเพราะถูกยิง ถ้ามีรอยฉีกขาดก็แสดงว่ามีการต่อสู้กัน และถ้ามีคราบเลือด ซึ่งไม่ใช่ของนายเอกยุทธ ก็น่าจะเป็นของคนร้าย
.................................
(หมายเหตุ : ไขรหัสมรณะ 13 ปมอุ้มฆ่า 'เอกยุทธ' : โอภาส บุญล้อม, ปฏิญญา เอี่ยมตาลรายงาน)



