
เสวนา'จำนำข้าว'ชี้ลดราคาไม่ช่วย!
เสวนา 'จำนำข้าว' นักวิชาการอัดลดราคาไม่ช่วย ชาวนาเตรียมยื่นหนังสือนายกฯ จี้ทบทวน
23 มิ.ย. 56 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยจัดเสวนาในกิจกรรมราชดำเนินเสวนา “ลดราคาจำนำข้าว : ลดขาดทุน-ป้องกันทุจริตได้จริงหรือ?” วิทยากร นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ นายรังสรรค์ กาสูลงค์ ผู้แทนชาวนาไทย นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน และพล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา โดยมีนายฑิฆัมพร ศรีจันทร์ หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์กรุงธุรกิจ ผู้ดำเนินรายการ
โดยนิพนธ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลลดราคาจำนำข้าวจะเป็นการลดการขาดทุนป้องการทุจริตนั้น หากคำนวณย้อนหลัง 2 โครงการทำรัฐขาดทุนแค่ 8.7 หมื่นล้าน แต่ไม่ช่วยแก้ไขการทุจริตได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากการดำเนินการตามโครงการจำนำไปแล้วได้รั่วไหลจากการระบายข้าวไม่โปร่งใส การลดจำนวนเงินในโครงการไม่ได้ลดผลประโยชน์โรงสี ขณะที่รัฐบาลไม่เปิดข้อมูลการขายข้าว ทำให้แม้จะลดราคารับจำนำ แต่ในทางปฏิบัติจริงจะสามารถลดการขาดทุนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่มีการแอบขายข้าวกันรัฐบาลยังไม่มีทีท่าการแก้ปัญหาทุจริต โดยเฉพาะการขายข้าวที่ใช้อำนาจระดับสูงในการตัดสินใจแต่ละครั้ง หากรัฐบาลมีความจริงใจควรเปิดระบายอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะช่องทางการระบายเป็นการทุจริตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกระบวนการรับจำนำข้าว
นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาการทุจริต จึงควรไปเริ่มจากการยกเลิกกติกาการสีข้าวแปรสภาพ 7 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้โรงสีมีเวลานำข้าวสารราคาถูกจากส่วนอื่นไปส่งมอบแทนหรือไม่จำเป็นต้องส่งมอบ เพราะการกำหนดเวลา 7 วันทำให้โรงสีสามารถนำข้าวจากเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นไปตามการอนุมัติให้นำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้าน ที่มีราคาถูกกว่ามาส่งมอบแทน ซึ่งประเมินได้ว่า ข้าวในประเทศมีมากผิดปกติประมาณ 3 ล้านตัน เป็นข้าวที่มีการอ้างว่า ยังไม่ได้ส่งมอบเข้าโกดังกลาง ประมาณ 2 ล้านตัน ขณะที่ข้าว 1 ล้านตัน ไม่สามารถบอกที่มาได้ เนื่องจาก ข้าว 3 ฤดูกาล จะมีปริมาณรวม 40 ล้านตัน ข้าวเปลือกที่อยู่ในโครงการฯ ยังมีปริมาณจากการบริโภคภายใน 18 เดือน รวม 26.1 ล้านตันข้าวสาร และที่มีการผ่านตลาดทั่วไป 8.9 ล้านตัน เมื่อเอาไปรวมกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ได้ชี้แจ้งต่อรัฐสภาว่า ได้ระบายข้าวผ่านจีทูจี 7 ล้านตัน ทำให้มีข้าวเกินอยู่ในระบบ อย่างไรก็ตามปริมาณข้าวที่เกินมาทำให้ราคาข้าวสาร ที่รัฐบาลนี้บอกว่าราคาถูกว่า ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนี้เชื่อว่ามีข้าวประมาณ 1.9 ล้านตันถูกระบายออกมา และเมื่อรวมกับข้าวในมือเอกชน ต้องมีสต็อกอีกประมาณ 2 ล้านตัน รวม 3.9 ล้านตัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมปิดบัญชี 2555-56 ไม่ได้ เพราะมีข้าวมากกว่าที่ควรจะเป็น
"มีใครบางคนมีอำนาจเอาข้าวสารแอบไปขาย และอนุญาตให้โรงสีสีแปรใน 7 วัน ทำให้เอาข้าวเปลือกออกไป ไม่ต้องส่งมอบ เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องร่วมรับผิดชอบ คนที่ไม่มีอำนาจระดับสูงจะทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้เด็ดขาด"
ชาวนาเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ
ขณะที่นายรังสรรค์ กล่าวว่า ในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ จะเดินทางพร้อมมวลชนไปยื่นหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะชาวนาไม่ยอมการปรับลดราคาเหลือตันละ 1.2 หมื่นบาท แต่เห็นด้วยการกำหนดเพดานรายละไม่เกิน 5 แสนบาท เพราะเป็นชาวนาส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์ เพราะชาวนาเองก็ไม่ได้เรียกร้อง 1.5 หมื่นบาท ตอนนั้นเอามาให้เอง เมื่อเอามาแล้วต้นทุนก็เพิ่มขึ้น ค่าเช่านาจากไร่ละ 500-700 บาท ปัจจุบันขึ้นไป 1,000-1,500 บาทต่อปี โดยบางรายมีการเก็บค่าเช่าทุกครั้งที่ทำนา เมื่อขอให้ลดต้นทุนชาวนาก็ไม่สามารถทำได้เพราะค่าแรงงานมันขึ้นไปแล้ว เมื่อรัฐบาลสัญญากับเราไว้แล้ว มาลดราคาจะฟ้องรัฐบาลที่รัฐบาลพูดวันนั้นกับวันนี้ เพราะพูดไม่เหมือนกัน
อัด 'บุญทรง' กล่าวหาชาวนาใจร้อนรีบเก็บเกี่ยว
"ผมขอตำหนิ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ไม่มีความรู้เรื่องข้าวเลย หลังจากออกมาพูดว่าเกษตรกรไม่สามารถขายข้าวได้เต็มราคา เพราะเกษตรกรรีบเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรใจร้อน ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีความรู้เรื่องข้าว เนื่องจากการเก็บเกี่ยวที่ความชื้น 22-25% เมื่อนำมาทำข้าวแห้งข้าว 10 กก.จะเหลือ 5.5 กก. แต่ถ้าเก็บเกี่ยวความชื้นต่ำกว่านั้นจะทำให้น้ำหนักข้าวไม่ได้เท่านั้น" นายรังสรรค์ กล่าวและว่า ในทุกขั้นตอนเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรเป็นที่มาของการทุจริต ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโครงการประกันรายได้แล้ว ที่พบว่า จำนวนพื้นที่ทำนาเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ แล้วยังมีประเด็นการส่งมอบข้าวสาร หรือเปาเกา คือโรงสีรับข้าวไว้แล้วไม่สีแปรแต่ซื้อข้าวสารไปส่งมอบแทน ซึ่งอาจเป็นการไปซื้อจากโกดังหนึ่งไปอีกโกดังหนึ่ง และประเด็น ข้าวสารในโกดังที่รัฐบาลไม่สามารถบอกได้ว่า ขายไปเท่าใดปริมาณ เท่าใด เมื่อบอกไม่ได้ทำให้สงสัยว่า มีการทุจริตหรือไม่ ดังนั้นการลดราคาจึงมีส่วนเล็กน้อยที่จะลดการทุจริตลงไปได้
'ปชป.' จี้เปิดข้อมูล 'จีทูจี'
ด้านนายเรื่องนี้ พรรคได้ยื่น ป.ป.ช.ไปแล้ว หน้าที่ของเราคือชี้ตัวว่า ผู้ร้ายอยู่ตรงไหน อย่าให้เราไปจับด้วย เรื่องนี้ต้องไปเร่ง ป.ป.ช. นอกจากนี้ในการลดราคาจำนำข้าวไปแล้วได้อะไร คนที่เสียหายอย่างเดียวคือ เกษตรกร เพราะราคาที่ขายได้โดนทอนออกไป ทั้งที่ต้นทุน ค่าเช่าที่นาก็เพิ่มขึ้น สำหรับการระบายข้าว ช่วงที่ผ่านมา ปีนี้มีการส่งออกไป 1.99 ล้านตันส่งออกไปแล้ว ถือว่าต่ำมากเพราะไทยไม่สามารถส่งออกได้ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพ่อค้าแต่เป็นปัญหาของรัฐบาลด้วย เมื่อรับจำนำทุกเมล็ด ก็จะต้องหาที่เก็บทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้แต่ไม่ให้ข้อมูลแล้วจะตรวจสอบอย่างไร เข้าใจข้าราชการร แต่ฝ่ายการเมืองน่าจะมีอะไรบางอย่างจึงไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาประชุมกับฝ่ายตรวจสอบ ยกตัวอย่าง ออกหนังสือเรียก องค์การคลังสินค้า (อคส.) 6 ครั้งไม่มาเลยเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบ การขายข้าวแบบ จีทูจี ถ้าเป็นส่วนที่กำลังเจรจายอมรับให้เป็นความลับได้ แต่เมื่อซื้อขายเสร็จ ต้องประกาศ และเมื่อสอบถามจะได้คำตอบว่าเป็นเพียงการทำเอ็มโอยู ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่มีความผูกพันทางการค้ากันเลย เมื่อการระบายข้าวมีปัญหาไม่โปร่งใสจึงเป็นที่มาของภาระขาดทุนมหาศาล
'ส.ว.' ชี้ทำข้าวถุงเอกชนกำไร 1.5 หมื่นล้าน
ส่วน พล.ต.ท.ยุทธนา กล่าวว่า การระบายข้าวมีปัญหามาก กรณีระบายข้าวราคาถูกเพื่อให้ประชาชน มีความไม่โปร่งใส มีการอนุมัติแล้ว 2.5 ล้านตัน ผลิตเป็นข้าวถุง 500 ล้านถุง ผ่าน 3 ช่องทางได้แก่ ช่องแรก ร้านถูกใจของกระทรวงพาณิชย์ให้ขายข้าวถุง 5 กก.ถุงละ 70 บาท ช่องสอง ร้านถูกใจและงานธงฟ้าจังหวัดต่างๆ โดยกรมการค้าภายในเป็นแม่งาน ซึ่งมีข้าวถุงขายบ้างแต่ไม่มาก และช่องที่ที่สามคือเอาข้าวจำนวนนี้ไประบายช่องทางร้านค้าทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของการดำเนินโครงการเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน จึงไปตรวจสอบพบว่า มี 3 บริษัทที่เข้าไปทำสัญญาซื้อข้าวปริมาณดังกล่าวจาก อคส. แต่ไม่ได้ส่งมอบตามเป้าหมายของรัฐบาล ทำให้เอกชน มีส่วนต่างกำไรมูลค่า มากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นความสูญเสียของรัฐจากการดำเนินโครงการรับจำนำเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ มากที่ข้าวถุงหายไป เป็นล้านๆ ตัน ซื้อจากตันละ 7.5 พันบาท จากตลาดราคา 1.5 หมื่นบาท ทำถุงขาย 80-90 บาท จาก 70 บาท เป็นการขาย มีส่วนต่างกำไรได้ 1.5-2.0 หมื่นล้านบาทเรื่องเหล่านี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เอาข้าวมาคืนให้ประชาชน
'พณ.' ยันไม่ละเลยดูแลทุจริต
ขณะเดียวกันนางสาววิบูลย์ลักษณ์ กล่าวชี้แจงว่า ในโครงการรับจำนำข้าว ไม่ว่าราคารับจำนำจะอยู่ที่เท่าใด การดำเนินโครงการก็ไม่ได้ละเลยการดูแลไม่ให้เกิดการทุจริต มีการตั้งคณะกรรมการและดำเนินคดีจริงๆ ทั้งเรื่องการสวมสิทธิ์ เกษตรกร ศาลตัดสิน ไม่รอลงอาญา เช่น กรณีที่นครนายรก กรณีโรงสีรับใบเกษตรกรและสวมสิทธิ์ ซึ่งดำเนินคดีทั้งโรงสีไม่ให้ร่วมโครงการและหากดำเนินคดีถึงที่สุดจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการอีกเลย รวมถึงชาวนาด้วย เรื่องคลังสินค้าก็มีการดำเนินคดี ส่วนคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานได้ตรวจสอบทุกเดือน และยังมีสายด่วนส่วนกลางไปสุ่มตรวจ
น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การลดราคาจะช่วยการทุจริตลดลงได้หรือไม่ ตรงนี้มีประเด็นเห็นว่าส่วนต่างลดอาจจะมีแรงจูงใจลดลงตาม แต่มาตรการการปราบทุจริตจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิม สำหรับวิธีการคำนวนผลการดำเนินโครงการโดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการฯ ถือว่า เป็นวิธีที่ไม่เคยเห็นและนำมาใช้ในโครงการดูแลสินค้าเกษตรของรัฐบาลมาก่อน เพราะใช้วิธีคำนวณแบบธุรกิจที่นำต้นทุนที่สูงสุดมาคำนวณ ขณะที่การคำนวณที่เคยทำมาจะกำหนดว่า มีเงินต้องใช้สำหรับดำเนินโครงการต่อขาดเหลือเท่าใด เพื่อตั้งงบประมาณเพิ่มเติม เพราะโครงการลักษณะนี้จะไม่คิดเรื่องกำไรขาดทุนอยู่แล้ว
"การที่กขช.รับรอง ตัวเลขอนุฯไปแล้ว แต่ยังคงเหลือตัวเลขของโครงการปี 55/56 ที่ยังลงข้อมูลที่ผิด โดยช่องทางควรให้กรรมการกขช.ได้ดูก่อน แต่ไม่ได้มีการผ่านช่องทางนี้ ทำให้ไม่มีการนำตัวเลขข้าวที่ยังไม่ส่งมอบโกดังกลางมาคำนวณ และ ทั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) และอคส. ก็ไม่ได้ส่งตัวเลขให้อนุฯดูทำให้ยังเป็นข้อผิดพลาด" อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวและว่า ทางภาครัฐมีแผนการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เป็นแผนที่ดำเนินการสำหรับโครงการถัดไปอยู่แล้ว เรื่องราคารับจำนำต้องสะท้อนราคาตลาดโลก และราคาภายในประเทศให้มากขึ้นและให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกรที่ปลูกข้าวปีละครั้ง ลดความเหลื่อมล้ำลง ซึ่งกรอบใหม่เป็นการคำนวณแบบใหม่ สำหรับฤดูกาลใหม่
"ในส่วนของความเสียหายจากโครงการข้าวถุงนั้น ขอขี้แจงว่า อนุกรรมการระบายข้าวกำหนดระบายข้าว ปริมาณ 2.5 ล้านตัน สำหรับ 1. ข้าวบริจาค ฟรี ดำเนินการรัฐบาลทุกสมัย ระบายไปแล้ว 5,000 ตัน ซึ่งจริงๆ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาคืนโครงการทำให้ตัวเลขขาดทุนต้องต่ำกว่านี้ 2. ระบายให้หน่วยงานรัฐบาล เช่น กรมราชทัณฑ์ ระบายควบคู่กับการจัดสรร ปริมาณให้สำหรับกรณีเกิด ภัยพิบัติ เป็นข้าว 4 ก.ก.ให้ สส.ทุกคนจะมีโควตา เพื่อขอข้าวเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนละ 2,000 ถุงต่อคน มีบัญชีแจ้งเข้ามาว่าจังหวัดใดบ้างขอไว้ ธงฟ้า หรือข้าวที่ใช้ในเรื่องนโยบายลดค่าครองชีพประชาชน ทั้งหมดกรอบอนุมัติ 2.535 ล้านตัน มีข้าวออกไปแล้ว ซึ่งอคส.ไปดำเนินการทั้งหมด 31 พ.ค. เอาข้าวออก 5.58 แสนตัน เอาไปทำ 3 ส่วนคือ ข้าวถูกใจ มีตราถูกใจ โดยอคส.ปรับปรุง ส่งได้เฉพาะโครงการแรก ถึง 31 มี.ค. ส่งให้ร้านถูกใจโดยตรง ข้าวสาร 4 แสนถุง ข้าวเหนียว 1 แสนถุง ข้าวถูกใจ 4 หมื่นกว่าตัน โครงการสิ้นสุด เงินเหลือ 100 กว่าล้านบาท เพื่อทำให้ร้านถูกใจยั่งยืน จากเดิมมีต้นทุนค่าขนส่งสูงมาก จากการส่งของให้ร้าน 6 พันแห่ง จึงคุยกับร้านที่เหลือ ผ่านการบอกให้มารับข้าวที่ศูนย์กระจายสินค้าเอง เพิ่มดำเนินการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เงื่อนไข 70 บาทต่อถุง ผู้ขายได้ส่วนต่าง 3.50 บาทต่อถุง ข้าวออกไปประมาณ 2 หมื่นกว่าถุง เราหยุดโครงการตั้งแต่ 31 มี.ค. ดังนั้นจึงไม่มีข้าวอยู่ในตลาด ส่วนอคส.ดำเนินการเอง 5 แสนตัน ขายในราคา 70 บาท กำลังตรวจสอบข้อมูลจากอคส. สำหรับข้าวถุง ข้าวบริจาค ข้าวลดค่าครองชีพ 5 แสนตัน ณ 31 พ.ค. ทุกโครงการมีตัวเลขตรวจสอบได้ และผู้ค้าร้านถูกใจชำระค่าข้าวไปเท่าใด และส่วนอื่นๆ ปล่อยให้เป็นอคส.ดำเนินการกำลังตรวจสอบ"
'นักวิชาการ' ระบุ รบ.ยอมแพ้กลไกการตลาดแล้ว
ส่วนนายสมพร กล่าวว่า สาเหตุลึกๆ การลดราคารับจำนำ มาจากยอดงบประมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ จากข้าวที่เพิ่มขึ้น ข้าวที่มาจากโครงการรับจำนำ มีการระบายในประเทศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ข้าวอยู่ในสต็อกที่รอระเบิด เรื่องการขายข้าวเราไม่มีอำนาจไปชี้นำตลาด กระทรวงพาณิชย์แจ้งทำรายงานสัญญาส่งออก 7 ล้านตัน เอ็มโอยู อีก 8 ล้านตัน แต่เมื่อเอาเอ็มโอยู กางดูฟิลิปปินส์ บอก 1 ล้านตันราคาตลาด แต่ปีก่อนนำเข้าแค่ 3 แสนตัน บังคลาเทศ นำเข้าจริงแค่ 57 ตัน ข้อมูล เอ็มโอยูเป็นข้อมูลที่ไม่ได้กำหนดให้ปฏิบัติตามสัญญา โกตดิวัวร์ ไม่ได้ซื้อจริง อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ลดราคาแล้วจะทำให้กลไกในประเทศเป็นมาร์เก็ตไพรส์ เอกชนจะแข่งกับรัฐบาลได้ในแง่การซื้อเก็บ และส่งออกไปทำตลาดได้ ขณะที่รัฐขายของจะทำแบบคละไปหมด ทำให้อุตสาหกรรมเสียหาย ทำให้ประเทศไทยมีพรีเมี่ยม รัฐบาลยอมแพ้กลไกตลาดแล้ว พยายามให้ตลาดทำงาน และช่วยลดงบประมาณรัฐไม่ต้องแบกภาระ
รองเลขาฯนายกฯ ลงพื้นที่ตรวจโกดังโรงสี
ความคืบหน้ากรณีข้าวในโครงการรับจำนำข้าวหายไปจากโรงสีแอลโกลด์แมนูแฟคเจอร์ จำกัด ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร จำนวนกว่า 8,000 ตัน ซึ่งแบ่งเป็นข้าวที่เข้าร่วมโครงการ 2555/56 จำนวน 4,000 ตัน และข้าวที่เข้าร่วมโครงการเดิมปี 2555 อีก 4,000 ตัน รวมมูลค่า 96 ล้านบาทเศษ ได้หายไปจากโกดังของโรงสี และทำให้เกษตรกรจำนวน 300 ราย จำนำข้าวกับทางโรงสี นานกว่า 4 เดือนแล้ว ยังไม่ได้ใบประทวน และเข้าข่ายถูกฉ้อโกงเงินจากการเข้าจำนำข้าว
ล่าสุด พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายจักริน เปลี่ยนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ตำรวจและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนจากองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อตก.) ได้เดินทางมาตรวจและติดตามความคืบหน้าคดีโรงสีแอลโกลค์แมนูแฟคเจอร์จำกัด และได้เข้าทำการตรวจสอบข้าวในโกดังข้าว โรงสีแอลโกลด์แมนูแฟคเจอร์ จำกัด อำเภอโพทะเล ที่ตั้งอยู่เลขที่ 97/2 หมู่ที่ ตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร พบว่าเบื้องต้นไม่มีกองข้าวที่ชาวนานำข้าวมาจำนำกับโรงสีจำนวนกว่า 4,000 ตัน รวมถึงข้าวในโครงการรับจำนำของ อตก. ที่จำนำไว้ก่อนหน้านี้ อีก 4,000 ตัน หายไปทั้งหมด กว่า 8,000 ตัน รวมมูลค่า 96 ล้านบาทเศษ
พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบในโกดังโรงสี จากคำบอกเล่าของผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ที่มาตรวจโกดังก่อนหน้านี้พบเพียงกองกองข้าวเปลือก และกองแกลบ ที่กองไว้กลบเกลื่อนสายตา เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่วันนี้กลับมีการนำข้าวมาเพิ่มเติมในโกดัง เพื่อตกแต่งปริมาณข้าวให้ดูเหมือนมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อกลบเกลื่อนการกระทำผิด
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ อตก.ได้ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เฝ้าโกดังข้าวและคอยสังเกตปริมาณข้าว ที่อาจจะมีผู้ประกอบการโรงสีนำมาเติม และเน้นให้ตำรวจ สภ.โพทะเล เฝ้าพื้นที่และห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าไปในในโกดังเก็บข้าว โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงสีให้อยู่เฉพาะในออฟฟิศด้านหน้าเท่านั้น
พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสอบสวนคดีนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และจะของบประมาณจากคณะกรรมการข้าวแห่งชาติมาเยียวยาประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยจะทราบผลภายใน 30 วัน โดยขณะนี้มีชาวนาได้มาแจ้งความเพิ่มเติม จาก 4 ราย เป็น จำนวน 12 ราย ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน 12 คดี และคดียักยอกทรัพย์จากเจ้าหน้าที่ อตก.ได้แจ้งความดำเนินคดี นางสาวณัฐริกา บุญเกื้อ กรมการผู้จัดการโรงสีแอลโกลด์แมนูแฟคเจอร์ จำกัด ในข้อหายักยอกทรัพย์ อีก 1 คดี รวม 13 คดี
ในกรณีที่ชาวบนถามว่าทางภาครัฐจะช่วยเหลืออย่างไร ทางภาครัฐ จะดำเนินคดี ทางอาญาและคดีแพ่ง ซึ่งโครงการจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี แต่ผู้ปฎิบัติคือโรงสี ทำการทุจริต จึงต้องแยกแยะออกจากกัน และอยากให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไปทำการแจ้งความดำเนินคดี กับทางโรงสี ให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะสามารถให้ทางรัฐเยียวยา เนื่องจากเป็นโครงการของรัฐบาล
ด้านนายจักริน เปลี่ยนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ทางจังหวัดพิจิตรได้สั่งให้อายัดข้าวทั้งหมดของโรงสีแอลโกลด์แมนูแฟคเจอร์ จำนวน 400 ตัน ก่อนหน้านี้ ไว้ตรวจสอบห้ามเคลื่อนย้ายข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียว และสั่งห้ามโรงสีอีก 33 แห่งทั่วจังหวัดพิจิตร ที่เข้าร่วมโครงการ ทำการเคลื่อนย้ายข้าวโดยเด็ดขาด ในช่วงตั้งแต่วันที่ 22 -29 มิถุนายนนี้ โดยให้ตำรวจไปทำการเฝ้าตามโรงสีต่างไว้ ทั้ง 33 แห่ง พร้อมทั้งขอให้ อตก. เร่งทำการสำรวจความเสียหายและแจ้งความดำเนินคดี พร้อมกับตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวนา
สำหรับโรงสีแอลโกลด์แมนูแฟคเจอร์ จำกัด ชื่อเดิม คือ โรงสีข้าวก้องเกียรติ ที่เคยต้องโทษคดีฉ้อโกงชาวนา ในเขตพื้นที่อำเภอโพทะเล ที่หลอกชาวนาจำนวน 600 ราย ขายข้าวให้กับโรงสี มูลค่า เกือบพันล้านบาท เมื่อปี 2548/2549 และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงสีแอลโกลด์แมนูแฟคเจอร์ จำกัด และผู้บริหารโรงสีใหม่ มาเข้าร่วม โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2555/2556 ของทางรัฐบาล โดยใช้ช่องว่างของสิทธิ ที่เคยเข้าร่วมโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือก ปี 2555 และได้วิ่งเต้นจากอตก. ส่วนกลาง เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวทันที ท่วมกลางเสียงต่อต้าน จากทางชมรมโรงสีข้าวพิจิตร และทางคณะอนุกรรมการข้าวระดับจังหวัดพิจิตร ว่าโรงสีแห่งนี้ จะเข้าข่ายจะทุจริตโครงการรับจำนำในปี 2555 /2556 ในคราวนี้ด้วย
ชาวนาบุกศาลากลางกาญจนบุรี วอนรัฐเปิดรับจำนำข้าวถึง 15 ก.ย.
กลุ่มเกษตรกรทำนาจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย อำเภอห้วยกระเจา-พนมทวน-ท่าม่วง-ท่ามะกา-ด่านมะขามเตี้ย ประมาณ 500 คน เดินทางไปรวมตัวกันที่บริเวณสนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายสมปอง คำเที่ยง เป็นแกนนำ พร้อมกับผู้นำแต่ละอำเภอ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการรับจำนำข้าวเปลือกเกวียนละ 15,000 บาท จนสิ้นฤดูการประมาณเดือนกันยายน 2556 โดยมีข้อเรียกร้องขอให้รัฐบาลขยายโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555/56 ไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน (วันสิ้นสุดการรับจำนำข้าวของโครงการฯ) และในส่วนของโครงการต่อไป ให้ใช้ต้นทุนการผลิตข้าวเปลือกเจ้านาปีเฉลี่ยเป็นฐานในการคำนวณบวกเพิ่มผลตอบแทนแก่เกษตรกรอีกประมาณร้อยละ 40 ซึ่งจะมีราคาตันละ 12,000 บาท ขอให้มีการเปิดจุดนอกพื้นที่และข้ามเขตไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในช่วงฤดูฝนนี้ โดยมีการนำรถเครื่องขยายเสียงเข้ามาปราศรัยในหัวข้อเรียกร้อง สร้างความคึกคักให้กับผู้ร่วมชุมนุมเป็นอย่างมาก
ต่อมา นายกาศพล แก้วประพาฬ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี , นายบุญญะพัฒน์ จันทรอุไร ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี และ พ.ต.อ.ชินภัทร ตันศรีสกุล รอง ผบก.ตร.ภ.จ.กาญจนบุรี มี พ.ต.อ.บุญญฤทธิ์ รอดมา รอง ผบก.ตร.ภ.จ.กาญจนบุรี และ พ.ต.อ.พงษกร อุปพงษ์ ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี มาร่วมดูแลรักษาความปลอดภัย จากนั้นทางกลุ่มเกษตรกรชาวนาได้ส่งตัวแทนมอบหนังสือข้อเรียกร้องให้กับรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี แล้วยังแต่งตั้งตัวแทนจำนวน 10 คนไปร่วมรับฟังคำชี้แจงจากจังหวัดกาญจนบุรีที่จะดำเนินการตามข้อเรียกร้องใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ
จากนั้น นายกาศพล รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้เรียกตัวแทนชาวนา 5 คน พร้อมด้วยชาวนาจำนวนหนึ่ง ประมาณ 30 คน เข้าร่วมชี้แจงเหตุผลถึงข้อเรียกร้อง และเปิดเผยในที่ประชุมว่า จะรับข้อร้องเรียนที่ตัวแทนนำเสนอ ยื่นให้กับรัฐบาลเพื่อพิจารณาโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ทางรัฐบาลจะเปิดรับจำนำข่าวในราคา 15,000 บาท/ตัน ไปจนถึงวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ซึ่งชาวบ้านยอมรับได้ แต่คงเดินหน้าต่อหลังจากนี้ไปแล้ว โดยพิจารณาว่า จะมีชาวบ้านเดือดร้อนมากน้อยเพียงไร จากนั้นได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ
กลุ่มทำนาคาบสมุทรสทิงพระ ร้อง 'จำนำข้าว' ราคาเดิม
ชาวนากลุ่มทำนาคาบสมุทรสทิงพระ เกือบ 200 คน ได้รวมตัวกันที่บริเวณสามแยกรับแพรก ต.ระโนด อ.ระโนด จังหวัดสงขลา โดยมีแกนนำ ว่าที่ ร.ต.ไกรธนู แกล้วทะนงค์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายสุเทพ คงมาก อุปนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกร จ.นครศรีธรรมราช นายสายัณห์ สวัสดิ์อานนท์ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นายสุเทพ ชูศรี ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการรับจำนำข้าวระดับจังหวัด
โดยตัวแทนชาวนาจาก 3 จังหวัด คือ จังหวัดสงขลา พัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยังคงโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 55/56 รอบ 2 ของภาคใต้ตามนโยบายเดิมในราคา 15,000 บาท ความชื้น 15% และเกินวงเงิน 500,000 บาท ต่อครัวเรือนได้ และให้ขยายเวลาในการรับจำนำจากเดิมที่สิ้นสุดโครงการวันที่ 15 กันยายน 2556 เป็นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 เนื่องจากชาวนาในภาคใต้จะทำนารอบที่ 2 ล่าช้า เนื่องจากภัยธรรมชาติ โดยให้ทราบผลภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2556 รวมทั้งให้รัฐบาลรับจำนำข้าวโครงการปีการผลิตต่อไปในราคาเดิม คือ 15,000 บาท ต่อครัวเรือนและให้จังหวัดสงขลาขอเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ยของจังหวัดเป็น 800 กก./ไร่
ซึ่งแกนนำได้ขึ้นปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาลในการรับจำนำข้าวที่ล้มเหลว มีการคอร์รัปชั่น ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงโครงการรับจำนำข้าวจากราคาตันละ 15,000 บาท ลงมาเหลือเพียง 12,000 บาท ส่งผลให้ชาวนาได้รับผลกระทบจากการลดราคาโครงการรับจำนำข้าว และนายวิโรจน์ ทัฬหะวาสน์ ปลัดจังหวัดสงขลา ได้เดินทางไปถึงจุดที่ชาวนาชุมนุมและรับหนังสือแถลงการณ์เพื่อส่งต่อให้กับรัฐบาลภายในวันนี้ เพื่อให้ทันการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารนี้ (25 มิ.ย.) หลังจากนั้นก็สลายการชุมนุม



