
ปชป.แฉชาวนาจ่ายเพิ่มเหตุ'จำนำข้าว'ทำพิษ
"ปชป."แฉค่าใช้จ่ายชาวนาเพิ่มเท่าตัวเหตุจำนำข้าวทำพิษ วอน"ปู"ตั้งสติ เลิกโยนขี้ขรก.ยอมรับความผิดพลาดแก้ปัญหาให้ตรงจุ
วันที่ 23 มิ.ย.56 เมื่อเวลา 10.00 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข้าว จ.พิจิตร ที่หายไปจากโกดัง ภายหลังจากที่ชาวนาไปทวงถามข้าวที่นำเข้าโครงการแต่ไม่ได้รับเงินจนมีการตรวจสอบ และพบว่าข้าวไม่มีอยู่ในโกดังแล้วว่า เรื่องนี้พรรคได้ตรวจสอบมาตั้งแต่ต้นว่าชาวนาที่พิจิตรไม่ได้รับใบประทวนทั้งที่นำผลลิตเข้าโครงการแล้ว และยังไม่ได้รับเงินจากโรงสี ทำให้ผู้ว่าราชการจ.พิจิตร เข้าไปตรวจสอบจนเรื่องแดงขึ้นมาว่า ข้าวหาย ชาวนาไม่ได้ใบประทวน เงินก็ไม่ได้ ซึ่งพรรคจะตรวจสอบต่อว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาและช่วยเหลือชาวนาอย่างไร
ส่วนกระบวนการตรวจสอบโรงสีทั่วประเทศที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ กำหนดว่าจะดำเนินการในวันที่ 29 มิ.ย. 56 เป็นแค่ความพยายามที่จะกลบเกลื่อนความผิดพลาดของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอแต่แก้ที่ปลายเหตุ และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องถามว่าสองปีที่ผ่านมาทำไมจึงไม่มีการตรวจสอบ จึงเชื่อว่าเป็นแค่การเล่นปาหี่อีกฉากหนึ่งของรัฐบาลเท่านั้น อาจได้ปลาซิวปลาสร้อยมาแต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจากการทุจริตเพราะบริหารล้มเหลว หากไม่แก้ตรงจุดนี้ไม่ว่าจะลดราคาจำนำอย่างไรก็แก้ไม่ได้แต่ปัญหาจะสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีหูตาสว่างเปิดใจให้กว้าง รับข้อมูลจากคนอื่นนอกจากคนรอบข้างที่ป้อนด้วยข้อมูลไม่จริง
"องอาจ"แฉค่าใช้จ่ายชาวนาเพิ่มเท่าตัว เหตุโครงการจำนำข้าวทำพิษ
นายองอาจ กล่าวถึงคำชี้แจงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวที่ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อว่า โครงการนี้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นแบบครบวงจร ดังนั้นรัฐบาลต้องเลิกโยนบาปให้ข้าราชการเพราะความผิดพลาดเกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดเชื่อว่ากำหนดราคาสูงจะดึงราคาตลาดโลกให้สูงตาม ประกอบกับมีการทุจริต บริหารล้มเหลวก็ยิ่งทำให้เกิดการขาดทุน ยิ่งเมื่อลดราคาจำนำลงเหลือ 12,000 บาทก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อชาวนามากขึ้น และโครงการนี้สร้างความเสียหายมากจนประชาชนยอมรับไม่ได้ รวมถึงนักวิชาการหรือแม้แต่ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยเอง เพราะเห็นว่าทำให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน อีกทั้งผลสำรวจความเห็นของประชาชนก็เห็นว่าล้มเหลวก่อให้กิดความเสียหาย นายกจึงควรตั้งสติทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในฐานะที่เป็นนายกและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(ก.ข.ช.)ที่มีหน้าที่โดยตรง อย่าโยนความผิดให้ใคร เพราะคนที่ท้วงติงมีเจตนาดีอยากให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มที่ไม่ให้ หากจะเดินหน้าโครงการต่อไปต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นไม่ใช่เลวร้ายลงเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นายองอาจ กล่าวต่อว่า ดังนั้น นายกจึงต้องดูใน 3 ส่วนคือ 1.ต้องพิจารณาว่าการซื้อข้าวโดยรัฐบาลเป็นพ่อค้าซื้อแพงไม่สามารถระบายออกได้ในราคาที่ซื้อมาแต่ต้องขายขาดทุนเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปหรือไม่ 2.งบประมาณที่ต้องหมดไปกับการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพเกิดช่องว่างให้หาประโยชน์โดยมิชอบจะมีกาปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และ 3.งบประมาณที่ถูกนำไปเล่นแร่แปรธาตุให้ตกไปอยู่ในกระเป๋า พ่อค้า นักการเมือง และข้าราชการบางคน นายกฯยังไม่เคยส่งสัญญาณที่จะแก้ปัญหา ซึ่งพรรคยืนยันว่ารัฐบาลมีสิทธิดำเนินนโยบายเพื่อส่วนรวมแต่ไม่มิสิทธิทำนโยบายที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ จึงอยากให้นายกฯตั้งสติมองการท้วงติงในทางบวกก็จะเห็นหนทางในการแก้ปัญหา แต่ถ้าปิดหูปิดตาไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ปัญหาก็จะยังคงอยู่
ทั้งนี้ นายองอาจ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคได้มอบหมายให้ส.ส.ของพรรคตรวจสอบข้อมูลหลายพื้นที่ หลังรัฐบาลประกาศลดราคารับจำนำจาก 15,000 บาทเหลือ 12,000 บาท พบว่าค่าใช้จ่ายของชาวนาก่อนจะมีการรับจำนำ 15,000 บาท ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 4,500 บาทต่อไร่ ตอนนี้เพิ่มขึ้นไปประมาณเกือบ 9,000 บาทต่อไร่ ซึ่งหลายปัจจัยมีการปรับเพิ่มขึ้น อาทิ ค่าเช่าจาก 1,000 เพิ่มเป็น 3,000 บาทต่อไร่ ปุ๋ยคอกจาก 8 บาทต่อถุงเป็น 30 บาทต่อถุง ค่าแรงพ่นยากำจัดศัตรูพืช 100 บาทต่อถังเป็น 250 บาทต่อถัง ค่าจ้างคนงานเก็บข้าวดีดที่ในมากับพันธุ์ข้าวจาก 150 บาทต่อไร่ เป็น 300 บาทต่อไร่ ค่าปั่นนา (ปั่นดินให้อยู่ในสภาพพร้อมทำนา) เดิม 180 บาทต่อไร่ เป็น 300 บาทต่อไร่ ค่าทำเทือกจาก 180 บาทต่อไร่ เพิ่มเป็น 250 บาทต่อไร่ ค่าพันธุ์ข้าวปลูกจาก 550 บาท เพิ่มเป็น 750 บาทค่าแรงหว่านข้าวเดิม 30 บาทต่อไร่ เพิ่มเป็น 60 บาทต่อไร่ ค่ายาฆ่าหญ้าวัชพืชจาก 75 บาท เป็น 150 บาท ค่าแรงฉีดยา 30 บาทต่อไร่เเพิ่มเป็น 60 บาทต่อไร่ และค่ายาคุมหญ้าวัชพืช 50 บาทต่อไร่ เพิ่มเป็น 70 บาทต่อไร่ ค่าปุ๋ยเคมีเดิม 800 บาทเป็น 1,500 บาทต่อไร่ ค่าแรงใส่ปุ๋ยเคมีเดิม 30 บาทต่อไร่ เป็น 60 บาทต่อไร่ ค่ายาบำรุงข้าวและฮอร์โมนเดิม 650 บาทต่อไร่เพิ่มเป็น 900 บาทต่อไร่ ค่าแรงพ่นยาบำรุงข้าว 30 บาทต่อไร่ เป็น 60 บาทต่อไร่ ค่าน้ำมันสูบน้ำเข้านาไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่ค่ารถเกี่ยวข้าวและบรรทุกไปจำนำจาก 400 บาทต่อไร่ เพิ่มเป็น 600 บาทต่อไร่ เฉลี่ยค่าใช้จ่ายของชาวนาเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จึงขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่าสาเหตุที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นเพราะพ่อค้ารู้ว่าชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นจึงไปเพิ่มราคา แต่ในขณะนี้ชาวนามีรายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายไม่ลดตาม รัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไรเพาะเป็นผลพวงจากการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล เพราะยังไม่เห็นทางออกว่ารัฐบาลจะเข้ามาควบคุมให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมก่อนที่จะมีโครงการจำนำข้าว 15,000 บาทอย่างไร
"องอาจ" ซัด รัฐบาล หยุดขู่ ปชช. หลังออกมาระบุจะมีเหตุรุนแรงกับกลุ่มต่อต้านรัฐ
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลว่า รัฐบาลกำลังหวั่นไหวกับการเคลื่อนไหวมีมากขึ้นและต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ จึงพยายามสร้างเงื่อนไขว่าจะเกิดความรุนแรงกับกลุ่มคนที่เห็นต่างจากรัฐบาล อ้างหน่วยงานความมั่นคง และข่าวกรองของรัฐบาล ว่าจะมีความรุนแรงกับกลุ่มหน้ากากขาว ซึ่งตนเห็นว่าการอ้างดังกล่าวขาดข้อมูลที่ชัดเจนและไม่สามารถยุติความเคลื่อนไหวของประชาชนได้ แต่จะยิ่งเพิ่มการเคลื่อนไหวให้มีมากขึ้น ถ้ารัฐบาลหวั่นไหวก็ต้องทบทวนดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของประชาชนที่แสดงความเห็นคัดค้านต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นในระยะหลัง ทั้งที่ช่วงปีแรกในการบริหารงานของรัฐบาลไม่มีปัญหานี้ เป็นเพราะรัฐบาลบริหารงานที่ก่อให้เกิดปัญหาใช่หรือไม่ ถ้ารัฐบาลทบทวนตัวเองโดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเห็นว่าการทำงานของรัฐบาลมีชนวนเหตุที่ทำให้กลุ่มบุคคลออกมาต่อต้านรัฐบาล ซึ่งมูลเหตุสำคัญคือ 1. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งที่ดำเนินการไปแล้วและที่กำลังจะดำเนินการก็ส่อเจตนาทุจริตเกิดขึ้นหลายโครงการ เช่น โครงการรับจำนำข้าว รับจำนำมันสำปะหลัง โครงการจัดการบริหารน้ำ 3.5แสนล้าน หรือเงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่กำลังพิจารณาในสภา
นายองอาจ กล่าวต่อว่า 2.การใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถี่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับบุคคลที่เห็นตรงข้ามกับรัฐบาลวิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา 3.การแสดงออกให้เห็นถึงการลุแก่อำนาจที่แสดงต่อประชาชนโดยตรง ไม่ใช่แค่กรณีของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯเท่านั้นแต่ยังมีพฤติกรรมอื่นด้วย เหล่านี้ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่สามารถยอมรับการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ และที่สำคัญคือ 4.นายกและรัฐมนตรีไม่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน จึงทำให้ประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล
" ดังนั้นหากไม่ต้องการให้มีประชาชนต่อต้านก็ไม่ต้องอ้างหน่วยงานความมั่นคงมาข่มขู่ประชาชนแต่ให้ไปแก้ปัญหา 4 ข้อของรัฐบาลก็เชื่อว่าจะไม่มีใครคัดค้านการชุมนุมของรัฐบาล แต่ถ้ายังเดินหน้าเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องไปหาข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง แต่ผู้คนจะแสดงออกมากขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่ารัฐบาลจะประสบภาวะความยุ่งยากมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้พรรคอยากเห็นรัฐบาลทำงานต่อเนื่อง 4 ปี เพราะจะเป็นประโยชน์กับประชาชน จึงไม่มุ่งหวังให้รัฐบาลล้มก่อน 4 ปี แต่รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลเอง"นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ กล่าวด้วยว่า ส่วนการปรับครม.นั้น ตนมองว่าเป็นเพียงลูกเล่นของรัฐบาลที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาลอยู่เท่านั้น แต่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางมาใกล้ประเทศไทยเพื่อปรับครม.นั้น ก็เป็นเพียงลูกเล่นเดิมๆ ที่ต้องการสร้างข่าวใหม่กลบกระแสความล้มเหลวของรัฐบาล เพราะความจริงหากพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการปรับ ครม.จะอยู่ที่ไหนก็สามารถสั่งการได้ ไม่จำเป็นต้องมาอยู่สิงคโปร์ อยู่ในถ้ำกับเอสกิโมก็ยังสั่งการได้ แต่กำลังพยายามจะเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมไปจากความล้มเหลวของรัฐบาล ซึ่งพรรคไม่สนใจว่าจะปรับครม.หรือไม่ เราสนใจว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาให้กับประเทศและชาวนาอย่างไรมากกว่า เนื่องจากไม่ว่าใครจะมารับตำแหน่งก็ต้องทำตามคำสั่งจากผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลทั้งสิ้น ดังนั้นรัฐบาลจะกลบกระแสข่าวความล้มเหลวของรัฐบาลอย่างไรก็ไม่สำเร็จ รวมถึงการขู่ว่าจะมีความรุนแรงกับผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลด้วย



