ข่าว

จากขึ้นค่ารถเมล์ ถึงฟุตบอลโลกเพื่อใครในบราซิล

จากขึ้นค่ารถเมล์ ถึงฟุตบอลโลกเพื่อใครในบราซิล

23 มิ.ย. 2556

จากขึ้นค่ารถเมล์ ถึงฟุตบอลโลกเพื่อใครในบราซิล : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์

                  ประเทศที่คลั่งไคล้กีฬาลูกหนังอย่างบราซิลในเวลานี้ น่าจะอยู่ในห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและรวมพลังเชียร์ทีมชาติทำศึกฟุตบอล "คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ" ซึ่งเป็นรายการใหญ่ และถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปี 2014 ตามด้วยโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2016 ทว่าตั้งแต่วันที่คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ เปิดฉากเมื่อวันเสาร์ที่แล้วเป็นต้นมา ท้องถนนในเมืองหลวงของรัฐต่างๆ โดยเฉพาะนครริโอเดอจาเนโร และเซาเปาโล กลับคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนหลายแสนที่อยู่ในอารมณ์โกรธแค้นกับความเป็นไปของประเทศ

                  แม้ไม่ใช่ตัวแทนชาวบราซิลทั้งหมดกว่า 180 ล้านคน แต่ภาพของคลื่นมหาชนเนืองแน่นมากพอที่จะทำให้โลกต้องสวมแว่นตาอันใหม่เพื่อหันมามองยักษ์ใหญ่แห่งอเมริกาใต้ ขณะที่รัฐบาลพรรคกรรมกร (พีที) ที่บริหารประเทศมานาน 10 ปี และเคยชินกับคะแนนนิยมในระดับปลอดภัยเสมอมา ก็คาดไม่ถึงและนั่งไม่ติด และประธานาธิบดีดิลมา รูสเซฟ ตัดสินใจยกเลิกเดินทางไปญี่ปุ่น ระหว่าง 23-28 มิถุนายน 

                  การชุมนุมเริ่มที่เซาเปาโล เพื่อประท้วงการขึ้นค่ารถโดยสารและรถไฟใต้ดินราว 2.7 บาทหากคิดเป็นเงินไทย วันแรกๆ มีประชาชนออกมาแค่หลักสิบหรือหลักร้อย และเริ่มเป็นข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน  "ขบวนการสัญจรฟรี"  ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อบริการรถสาธารณะฟรีมานานหลายปีในนครเซาเปาโล จัดการชุมนุมเป็นครั้งที่ 4 มีผู้ออกมาเข้าร่วมราว 2,000 คน แต่ไม่ถึงกับได้รับความสนใจมากนัก ขณะรัฐบาลของรัฐเซาเปาโลไม่คาดคิดว่าจะสร้างปัญหา เพราะปรับขึ้นไม่ถึง 7% แถมเป็นครั้งแรกที่ขึ้นในรอบสองปี และต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อมาก

                  แต่พอวันจันทร์ (17 มิ.ย.) เท่านั้น กลายเป็นการชุมนุมของฝูงชนกว่าสองแสนในเมืองต่างๆ 20 แห่ง เนื่องจาก 3 วันระหว่างนั้น ภาพและคลิปวิดีโอแสดงความโหดและยั่วยุของตำรวจ ได้เผยแพร่ออกไปโดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะการที่มีผู้ถูกจับกุม 235 คน ส่วนมากถูกจับเพราะถือน้ำส้มสายชูเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแก๊สน้ำตา และมีตำรวจคนหนึ่งถูกจับภาพได้ว่าทำรถตนเองเสียหายเองหวังโยนบาปผู้ชุมนุม จึงเป็นแรงผลักดันให้คนจำนวนมากออกมาร่วมแสดงพลัง

                  ซึ่งต่อมา จากแผ่นป้ายและคำขวัญที่ร้องตะโกนระหว่างชุมนุม สะท้อนออกมาเป็นภาพความไม่พอใจร้าวลึกต่อความพิกลพิการในสังคม นำไปสู่ข้อสรุปว่าการขึ้นค่าบริการขนส่งมวลชนที่แพงและแย่ คือฟางเส้นสุดท้าย เพราะสิ่งที่สร้างความไม่พอใจยิ่งกว่าและไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นคือ ค่าครองชีพ โรงเรียน โรงพยาบาล ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการใช้ความรุนแรงของตำรวจ

                  แม้ว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลรัฐเซาเปาโลและริโอเดอจาเนโร ได้ประกาศยกเลิกการขึ้นค่ารถแล้ว แต่นั่นก็สายเกินไปและยังไม่มากพอ ชาวบราซิลออกมาชุมนุมกันมากกว่าเดิมในคืนวันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน จำนวนเกือบล้านคนในหลายเมืองใหญ่

                  ขณะที่การจัดการแข่งฟุตบอลโลกซึ่งใช้งบประมาณราว 15,000 ล้านดอลลาร์ ยิ่งใกล้เข้ามาเท่าไหร่ เห็นภาพพิธีเปิดสนามฟุตบอลโอ่อ่ามากเท่าไหร่ ประชาชนยิ่งตั้งคำถามว่าการสร้างสนามกีฬาใหม่ๆเพื่อรองรับในหลายเมืองนั้น ประโยชน์ตกแก่ประชาชนตรงไหน ในเมื่อถนนหนทาง โรงพยาบาลและโรงเรียน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์และสอดรับความต้องการของคนจนและชนชั้นกลางมากกว่า ยังย่ำแย่อยู่  ที่สำคัญ พวกเขายังไม่เห็นสาธารณูปโภคที่ควรจะเป็นมรดกจากการเป็นเจ้าภาพจัดการงานใหญ่ยักษ์อย่างเป็นรูปธรรมเลย ยังไม่นับรวมกับปัญหาทุจริตที่ทำให้งบรายจ่ายบานปลาย และการละเมิดสิทธิมนุษชนจากการไล่ที่ และอื่นๆ ระหว่างเตรียมงานใหญ่ 

                  มีการเปิดเพจเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า "ฟุตบอลโลกเพื่อใคร" แผ่นป้ายประท้วงมีข้อความว่า "หากลูกฉันป่วย จะพาไปสนามกีฬาได้ไหม" "ขอแลกสนามกีฬา 10 สนามกับโรงพยาบาลดีๆ สักแห่งในประเทศนี้"  "ขอยกเลิกจัดแข่งบอลโลกเพื่อการศึกษาที่ดีกว่าในประเทศนี้"  

                  บราซิลอยู่ภายใต้การบริหารของพรรคกรรมกร (พีที) มานาน 10 ปี โดย 8 ปีภายใต้ประธานาธิบดีขวัญใจมหาชน นายลูอิซ อินาซีโอ ลูลาเดอ ซิลวา อดีตกรรมกรโรงงานโลหะที่สร้างชื่อจากการเป็นผู้นำมวลชนและผละงานประท้วง ต่อด้วยนางดิลมา รูสเซฟ อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่นายลูลาเลือกเองกับมือเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง

                  10 ปีผ่านไปภายใต้ลูลาและรูสเซฟ และพรรคกรรมกร บราซิลอวดว่ามีประชากร 40 ล้านหลุดพ้นความยากจน ยกระดับเป็นชนชั้นกลางใหม่ ที่ส่วนมากมีการศึกษาและอยู่ในเขตเมือง แต่ไม่ทันตั้งรับว่าพวกเขากำลังเป็นพลังกลุ่มใหม่ ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความน่าเชื่อถือจากชนชั้นการเมืองมากขึ้น เพราะหมดความอดทนกับอาชญากรรมบนท้องถนน ปัญหาทุจริต จ่ายภาษีแพงแต่บริการสาธารณะไม่มีหรือแย่ตลอดกาล ราคาข้าวของแพงขนาดว่าอาหารมื้อหนึ่ง ตั๋วภาพยนตร์ หรือกาแฟสตาร์บัคส์ 1 แก้ว บางที่แพงกว่าในนิวยอร์ก และแม้เศรษฐกิจขยายตัว แต่เงินเดือนไม่ได้ปรับตามมากนัก 

                  หนึ่งทศวรรษแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ความสำเร็จทางการศึกษาของบราซิล อยู่เกือบท้ายตารางใน 66 ประเทศที่องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาจัดอันดับ และมีประชาชนอีกราว 13 ล้านคนที่ยังไม่รู้หนังสือ ค่าตั๋วรถเมล์สองเที่ยว คิดเป็นรายจ่ายที่มากกว่า 1 ใน 4 ของรายได้ขั้นต่ำในเซาเปาโล และกระทรวงสาธารณสุขบราซิลเพิ่งประกาศไม่นานมานี้ว่า บราซิลต้องการหมอเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน และเป็นการขาดแคลนเร่งด่วนขนาดที่จะต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากคิวบา     

                  ลอรินโด ลาโล ฟิลโย ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยเซาเปาโล กล่าวว่า คนรุ่นใหม่บราซิลใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือก้าวข้ามการเมืองแบบเก่า และรัฐบาลเองก็คาดไม่ถึง พรรคกรรมกรที่ก็พัฒนามาจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม กลายเป็นสถาบันที่ไม่เปิดช่องทางใหม่ๆ ให้ประชาชนได้สื่อสารโดยตรงดังที่ประชาชนต้องการ

                  ผลสำรวจหลายครั้งจึงสะท้อนถึงความเบื่อหน่ายในเหล่าอภิสิทธิชน เงินเดือนสูงและทุจริต ผลสำรวจของสถาบันดาตาโฟลยา ในเซาเปาโล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันการเมืองต่างๆ เสื่อมลงอย่างน่าใจหายในทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 19% เท่านั้นที่ระบุว่าให้ความเชื่อถือประธานาธิบดี  ขณะเมื่อ 10 ปีก่อน ตัวเลขนี้สูงถึง 51% ส่วนรัฐสภา ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเชื่อถือเหลือเพียง 12% จาก 30%         

                  ทัศนะของนายโรดริเกซ นูเนส นักวิชาการบราซิลที่เขียนบทความบนเว็บไซต์อัลจาซีรา อธิบายอย่างสนใจว่า มีการดิ้นรนต่อสู้สองแนวในบราซิล ด้านหนึ่งคือชนพื้นเมืองในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ ที่ต่อต้านการรุกล้ำของกลุ่มธุรกิจการเกษตรที่ได้รับหนุนหลังจากรัฐ และอภิมหาโครงการของรัฐบาล อาทิ เขื่อนเบโล มอนเต ที่กระทบที่ทำกินและวิถีชีวิต กับอีกด้านคือคนเมืองจำนวนมากที่เดือดร้อนจากการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และค่าครองชีพ ทั้งสองกลุ่มไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลในช่วงหลายปีมานี้  และอาจกล่าวได้ว่า เป็นเหยื่อของการพัฒนาเชิงปริมาณ

                    และเวลานี้ คนในเขตเมืองกำลังลุกขึ้นมาเรียกร้องการพัฒนาเชิงคุณภาพ อย่างการขนส่งสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสิทธิอื่นๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นเสียทีหลังจากการพัฒนาเชิงปริมาณมานานหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองเห็นความเกี่ยวโยงกันระหว่างชุมชนยากจนที่ได้รับผลกระทบจากอุตสากรรมน้ำมัน และอุตสาหกรรมรถยนต์เอกชนได้รับการอุดหนุนจากรัฐมหาศาล แต่ไม่มีการลงทุนในระบบขนส่งมวลชน หรือพื้นที่สาธารณะหดหายให้แก่โครงการพัฒนาเมืองรองรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกและโอลิมปิก

                    แม้ว่าการต่อสู้สองแบบอยู่คนละเขตพื้นที่ แต่ก็เกี่ยวโยงกันด้วยปฏิกิริยาของรัฐบาลที่ไม่รับฟังเสียงร้องเรียนของประชาชน พรรคกรรมกร ซึ่งโดยหลักการคือพรรคแนวกลาง-ซ้าย ที่เติบโตมาจากการต่อสู้ทางสังคมและให้ความหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่แล้ว พรรคกรรรมกรกลายเป็นรูปบริษัทที่ทำงานเพื่อประโยชน์การเมืองของตนเอง และมีทัศนคติว่า ตราบใดที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังดี รัฐบาลจะอยู่เหนือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ 

                      ด้าน อเลสซานโดร โอโรฟิโน หนึ่งในผู้จัดการประท้วง กล่าวว่า โดยพื้นฐาน คนที่ออกมาบนถนน มีเรื่องคับข้องใจแตกต่างกันไป แต่ไม่มีเวทีให้พวกเขาได้แสดงออก และไม่มีคนรับฟัง เธอหวังว่าการประท้วงตลอดสัปดาห์จะเป็นจุดเปลี่ยนในบราซิล ประเทศที่ประชาธิปไตยยังเยาว์อยู่มาก หากรัฐบาลไม่เปิดใจ ไม่โปร่งใสมากกว่านี้ และขานรับการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ ประชาชนจะออกมาชุมนุมอีกอย่างแน่นอน จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง  

 

.................................................................

(จากขึ้นค่ารถเมล์ ถึงฟุตบอลโลกเพื่อใครในบราซิล : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์  : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา : ที่มา ลอสแองเจลิสไทม์ส อัลจาซีรา ซีเอ็นเอ็น)