ข่าว

ฝนหลวงเติม'น้ำเขื่อน'สู้วิกฤติแล้ง

ฝนหลวงเติม'น้ำเขื่อน'สู้วิกฤติแล้ง

22 มิ.ย. 2556

ปฏิบัติการฝนหลวงเติม'น้ำเขื่อน' สู้วิกฤติแล้ง...ลุ่มน้ำเจ้าพระยา : ปราโมทย์ พุทไธสงรายงาน


             วิกฤติภัยแล้งส่อเค้ามาเยือนเร็วกว่าทุกปี และมีแนวโน้มจะยาวนานกว่าที่ผ่านมา อย่างที่ ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ได้เปิดเผยข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 47 ของปริมาณน้ำทั้งหมด

             โดย เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ประมาณร้อยละ 5 หรือประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ในช่วงต้นฤดูฝน ทว่าจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าปีนี้อาจมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย กรมชลประทานจึงดำเนินมาตรการใช้น้ำในช่วงฤดูฝน คือ ให้อ่างเก็บน้ำแต่ละแห่งลดปริมาณการปล่อยน้ำในแต่ละวัน สำหรับเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ให้ลดการปล่อยน้ำจากวันละ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร

             นอกจากนี้ "ปฏิบัติการฝนหลวง" ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการบรรเทาเยียวยา และช่วยเติมน้ำในเขื่อนสำหรับการเพาะปลูกของเกษตรกร

             ล่าสุด ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่สังเกตการณ์สภาพน้ำเขื่อนภูมิพล และกดปุ่มปฏิบัติการฝนหลวงที่สนามบินจังหวัดตาก

             ชวลิต ยืนยันว่า ทันทีที่กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ ปัจจุบันว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่การทำเกษตรในหลายจังหวัด จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการเติมน้ำให้แก่เขื่อนต่างๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรเป็นการเร่งด่วน

             จากนั้นกรมฝนหลวงฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ประจำจังหวัดตาก ปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนภูมิพล ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีปริมาณน้ำอยู่ประมาณร้อยละ 40-50 เท่านั้น แม้จะเพียงพอต่อการดูแลพื้นที่ชลประทาน แต่ถ้าไม่เร่งเติมน้ำไว้เมื่อสิ้นฤดูฝน น้ำจะเหลือน้อยจนไม่เพียงพอต่อพื้นที่ทำการเกษตร รวมทั้งอุปโภคบริโภค จึงจำเป็นต้องเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้ได้ปริมาณร้อยละ 80 เพื่อสามารถสร้างความอุ่นใจ ว่ามีน้ำเพียงพอใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป ขณะเดียวกันเพื่อไม่ประมาทได้วางแผนในการบริหารจัดน้ำในระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาวะน้ำท่วมตามมาภายหลังอีกด้วย

             "ศักยภาพปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรครอบคลุมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิงและลุ่มแม่น้ำน่านทั้งหมด ตั้งแต่ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ มั่นใจได้ว่าจะเพียงพอกับการใช้ในการอุปโภค-บริโภค สำหรับการทำการเกษตร ปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝน ประกอบกับน้ำในเขื่อนที่อยู่ 40-50% เชื่อว่าจะสามารถช่วยบรรเทาได้ แต่ก็เป็นห่วงในช่วงปลายฝน หรือฝนทิ้งช่วง อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำจะไม่เพียงพอที่จะเติมน้ำให้ได้ 80% ที่จะใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป” นี่คือคำอธิบายของปลัดกระทรวงเกษตรฯ

             ขณะเดียวกัน วราวุธ ขันติยานันท์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการฝนหลวง ระบุว่า กรมฝนหลวงฯ ได้ปรับยุทธศาสตร์ในแผนปฏิบัติการฝนหลวงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหามากขึ้น ทั้งให้การช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรช่วงฤดูฝน ป้องกันการเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคทั้งหมด 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออก จ.ระยอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น และภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี

             ทั้งนี้ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องในการปฏิบัติการทำฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละศูนย์ประกอบด้วย หน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบ และหน่วยปฏิบัติการซึ่งมีเครื่องบินปฏิบัติงานประจำฐานที่ตั้ง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานข้อมูลประเมินสถานการณ์ในการเข้าช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันท่วงที

             "ขณะนี้แต่ละศูนย์อยู่ระหว่างการสร้างองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ได้แก่ ที่ทำการศูนย์ฯ พื้นที่เก็บสารทำฝนหลวง และสถานีตรวจอากาศประจำภาค คาดว่าไม่เกิน 3 ปีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์" วราวุธกล่าว

             ในส่วนของภารกิจศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จะรับผิดชอบในการบริหารน้ำในเขตพื้นที่ภาคเหนือครอบคลุม 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนแควน้อย

             ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการเตรียมรับวิกฤติภัยแล้งตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะสายเกินรับมือ

...............................

(หมายเหตุ : ปฏิบัติการฝนหลวงเติม'น้ำเขื่อน' สู้วิกฤติแล้ง...ลุ่มน้ำเจ้าพระยา : ปราโมทย์ พุทไธสงรายงาน)