ข่าว

จ่าทหารปืนใหญ่กลับจากชายแดนใต้เครียดยิงตัวตาย

จ่าทหารปืนใหญ่กลับจากชายแดนใต้เครียดยิงตัวตาย

08 มิ.ย. 2552

จ่าทหารปืนใหญ่ลพบุรี เกิดอาการเครียดที่กลับมาพักจากการปฏิบัติหน้าที่ ใน 3 จว . ชายแดนภาคได้ แล้วหนีไปทำจิตที่สำนักสงฆ์ แล้วเขียนจดหมายลาตายไว้ 2 ฉบับ และใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม . จ่อท้ายทอยตัวเองดับ ผู้บังคับบัญชายังสงสัยการตายเนื่องจากลักษณะของลูกกระสุนเข้

 วันที่ 8 มิ.ย. พ.ต.ท.วิไล นุชศิลา สารวัตรเวร สภ.สระโบสถ์ ลพบุรี ได้รับแจ้งจากสำนักสงฆ์ วิเวกวังทอง อยู่หมู่ที่ 6 ต.นิยมชัย อ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี ว่า มีคนฆ่าตัวตายภายในสำนักสงฆ์ วิเวกวังทอง จึงพร้อมด้วยมูลนิธิโคกสำโรงสงเคราะห์ รุดไปยังที่เกิดเหตุ  เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิต เป็นเพศชาย นอนตายหงายท้องอยู่ใต้ต้นไม้หน้าศาลาสำนักสงฆ์ โดยแต่งกายสวมเสื้อยืดกีฬาสีน้ำเงิน นุ่งกางเกงขาสั้น โดยที่มือขวา พบอาวุธปืนขนาด 11 มม . ตก อยู่ห่างจากมือประมาณ 20 ซม .

 ตรวจสอบพบว่าในรังเพลิงบรรจุกระสุนไว้จำนวน 8 นัด ได้ยิงไปแล้ว 1 นัด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้ประกอบหลักฐาน สภาพศพพบที่บริเวณท้ายทอยด้านซ้ายของผู้ตายพบมีรูกระสุน 1 นัด และทะลุออกทางขวา 1 นัด จึงประสานไปยังผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดมาร่วมชันสูตรพลิกศพ ด้วย  สอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นทหารสังกัดทหารปืนใหญ่ ชื่อ จ่าสิบเอก สมศักดิ์ ระนาดเงิน อายุ 47 ปี สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 721 ค่ายพิบูลสงคราม ต . ท่าแค อ.เมือง จ.ลพบุรี ผู้ตายพักอยู่บ้านเลขที่ 271/1 ม .7 ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

 ทั้งนี้จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนหน้านี้ผู้ตายได้มาพักอยู่ในสำนักสงฆ์ให้การว่า จ.ส.อ.สมศักดิ์  ได้มาปรับทุกข์กับทางสำนักสงฆ์ว่า รู้สึกไม่สบายใจและมีอาการเครียดมาก เนื่องจากเพิ่งกลับจากการไปปฏิบัติหน้าที่ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้เดินทางมาปฏิบัติธรรมสงบสติอารมณ์ เพื่อให้เกิดความสบายใจ  นอกจากนี้ จ.ส.อ.สมศักดิ์ ยังได้พูดอีกว่า ในวันรุ่งขึ้น ก็จะเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่จู่ ๆ ก็มาฆ่าตัวตาย โดยไม่มีใครได้รู้เรื่องมาก่อน 

 ตรวจสอบพบว่า ห่างจากผู้ตายเล็กน้อยพบรถยนต์กระบะของผู้ตาย ยี่ห้อ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน บฉ 7089 ลบ จอดอยู่โดยที่บริเวณด้านหน้ารถ มีจดหมายลาตายของผู้ตายเสียบไว้กับที่ปาดน้ำฝน เขียนหน้าซองว่า “ ลาตาย ” นอกจากนี้จากการตรวจค้นภายในรถยนต์ของผู้ตาย ยังพบจดหมายลาตายอีก 1 ฉบับ วางไว้โคนโซนหน้ารถอีก 1 ฉบับ แต่ฉบับนี้ได้เขียนหน้าซองว่า “ ฝากให้กำนันแดง ( ซึ่งเป็นกำนันที่บ้านเกิดของผู้ตาย ) เป็นคนเปิดอ่านพร้อมกับครอบครัวของผม ” เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้ และประสานให้กำนันแดง มานำไปอ่านพร้อมกับครอบครัวตามความประสงฆ์ของผู้

 ขณะที่ผู้บังคับบัญชาของผู้ตาย กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สาเหตุการตายของผู้ตายนั้นไม่น่าจะมาคิดสั้นเลย แล้วปกติผู้ตายก็เป็นคนนิสัยดี โดยเฉพาะผู้ตายได้มีการนัดหมายกับเพื่อนๆ ว่า จะไปตกปลากันในวันที่ 10 มิ.ย. นี้ด้วย จึงไม่มีสาเหตุที่ผู้ตายจะเครียดถึงกับฆ่าตัวตาย

 ส่วนบิดาของผู้ตาย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ลูกชาย เคยมาบ่นให้ฟังตลอดเวลา โดยว่าระบุว่า รู้สึกเครียดนับตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาส่งไปปฏิบัติหน้าที่ราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นักวิชาการสันติวิธีเตือนรัฐแก๊งป่วนใต้เบนเป้าบอมบ์พื้นที่นอกสนามรบ

 นายฮัอหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการอิสระด้านสันติวิธี และอดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากสถิติความรุนแรงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญแก่ประชาชน และผู้ที่อาศัยในพื้นที่อย่างมาก ทั้งการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ ลอบวางระเบิดเส้นทาง ไล่ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมไปถึงการลอบทำร้ายครูจนถึงแก่ชีวิต3รายในรอบสัปดาห์ และสำคัญหตุการณ์วางระเบิดในพื้ทยี่งอ เมื่อวันที่7มิ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นการก่อเหตุด้วยการระเบิดที่รุนแรงและมีอานุภาพทำลายชนิดที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อนในพื้นที่

 “ภาพระเบิดอ.ยี่งอครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าทรัพย์สิน บ้านเรือนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุเสียหายเป็นวงกว้างมากกว่าเหตุการวางระเบิดหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ความรู้สึกของคนในพื้นที่เป็นไปในลักษณะสวนทางกับข้อมูลที่เจ้าหน้าที่รัฐมักบอกเสมอว่าสามารถควบคุมพื้นที่ได้มากขึ้นจนสถิติความรุนแรงลดจำนวนลงเมื่อเทียบกับ2 -3 ปีก่อนหน้านั้น แต่วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแฝงไปด้วยความรุนแรงที่มากขึ้นกว่าเดิมทำให้เกิดช่องว่างทางความรู้สึกขึ้น” นายฮัอหมัดสมบูรณ์ กล่าว

 นักวิชาการอิสระด้านสันติวิธี กล่าวต่อว่า ความรุนแรงช่วงนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าคนร้ายได้เน้นการใช้ความรุนแรงและกำหนดพื้นที่ก่อเหตุได้ผลอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอยี่งอซึ่งเป็นเขตสีเขียวแสดงให้เห็นว่าคนร้ายลงมือก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะที่ไม่ใช่พื้นที่เป้าหมายทางการรบทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดมากยิ่งขึ้น

ศูนย์เฝ้าระวังไฟใต้ชี้“บอมบ์ยี่งอ”โจรพัฒนาอานุภาพบึ้มแรงรอบ4ปี

 ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เปิดเผยว่า เหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุด้วยการดัดแปลงถังแก๊สหุงต้มซุกซ่อนในรถยนต์ก่อนจุดชนวนระเบิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่7มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น หากมองในแง่รูปแบบการก่อเหตุอาจไม่ต่างไปจากปฏิบัติการในอดีตที่ผ่านมา ด้วยการก่อเหตุล่อให้เจ้าหน้าที่ ออกมาตรวจสอบที่เกิดเหตุก่อนจุดระเบิดซ้ำ   แต่สิ่งที่ผิดจากการก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมานั้นคืออานุภาพทำลายล้างของวัตถุระเบิดครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายและกินรัศมีเป็นวงกว้างอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนในพื้นที่ หากเทียบเคียงกับภาพความรุนแรงจากการใช้ระเบิดของฝ่ายตรงข้าม

 “ภาพที่ปรากฎบ้านเรือน และทรัพย์สินต่างๆที่อยู่ในรัศมีแรงระเบิดครั้งนี้ได้รับความเสียหนักแตกต่างในแง่ความรุนแรงของผลพวงจากแรงระเบิดในช่วง3 -4 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นพัฒนาการในการก่อเหตุของคนร้ายมุ่งหวังสร้างความสูญเสีย และสั่นสะเทือนขวัญของประชาชนในพื้นที่มากขึ้นอีกระดับ ”  ผศ . ดร . ศรีสมภพ กล่าวว่า  พัฒนาการด้านการก่อความรุนแรงด้วยวิธีการระเบิดของคนร้ายมีแนวโน้มอันตราย และในอนาคตมีโอกาสที่ผู้ก่อการจะหาช่องว่างในการก่อเหตุด้วยการสร้างความรุนแรง และมีอานุภาพมากกว่านี้ เนื่องจากที่ผ่านมาวิธีการและรูปแบบที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่อเป้าหมายด้วยการลอบวางระเบิดเริ่มสัมฤทธิ์ผลมากขึ้นนั่นเอง

 "สิ่งที่รัฐต้องเฝ้าระวังนับจากนี้ คือ การเร่งสถานการณ์ในพื้นที่ด้วยการก่อเหตุที่รุนแรง และสะเทือนขวัญมากขึ้น แม้อัตราความถี่จะไม่เท่ากับในอดีตก็ตาม แต่แนวโน้มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะผลักดันให้ปัญหาชายแดนภาคใต้ อาจเดินไปสู่จุดที่น่าเป็นห่วงอีกครั้งในความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการรุกพื้นที่สีเขียว ที่รัฐเชื่อว่าสามารถครองฐานมวลชนได้สำเร็จเพราะเห็นได้ชัดว่าอำเภอยี่งอเป็นพื้นที่หนึ่งที่ไร้ความรุนแรงมานานแต่คนร้ายยังสามารถหาโอกาสสร้างความรุนแรงด้วยการวางระเบิดที่มีอานุภาพทำลายสูงได้สำเร็จ”ผศ . ดร . ศรีสมภพ กล่าว

นอภ.ยี่งอแฉโจรใต้ป่วนเขตสีเขียวคาร์บอมบ์แรงสุดรอบปี

 นายศุภวริศ เพชรกาฬ  นายอำเภอยี่งอ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า แผนปฎิบัติการคาร์บอมในอ.ยี่งอ จ.นราธิวาสทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บกว่า 20 คนและทรัพย์สิน บ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก นับเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียและเสียหายครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 1 ปีของอ.ยี่งอ ขณะที่ก่อนหน้านี้มีเพียงเหตุเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ทำให้ถูกจัดเป็นพื้นที่เขตปลอดภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้

 โดยเบื้องต้นเชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผนยุทธวิธีของกลุ่มขบวนการก่อเหตุความไม่สงบชายแดนใต้ที่พุ่งเป้าเลือกพื้นที่อำเภอปลอดภัยก่อเหตุความรุนแรงเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เป็นที่จดจำของสังคม เนื่องจากสามารถสร้างกระแสได้ง่ายๆเมื่อเทียบกับการก่อเหตุรายวันเหมือนพื้นที่อื่นๆ

 "เราเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายมีรูปแบบการก่อเหตุที่เป็นแบบแผน หรือ ยุทธวิธีที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกใช้พื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่สีเขียวสร้างสถานการณ์ให้มีอานุภาพรุนแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ เช่น กรณีจยย.บอมบ์ 2 จุดในพื้นที่อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 51มีผู้บาดเจ็บกว่า 80ราย เช่นเดียวกับเหตุคาร์บอม อ.ยี่งอ ครั้งนี้มีผู้บาดเจ็บกว่า 20 รายและบ้านเรือนเสียหายหนัก 9 หลัง โดยทั้ง 2 อำเภอล้วนตั้งอยู่ในเป็นเขตปลอดภัยที่เข้มแข็งด้านความร่วมมือ แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุมักประสบแต่เหตุการณ์ที่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆที่มีการก่อเหตุรายวัน" นายศุภวริศ กล่าว

 นายอำเภอยี่งอ กล่าวอีกว่า  หลังเกิดเหตุได้เรียกประชุมชาวบ้านเพื่อกำหนดแผนและมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เชื่อว่ากลุ่มคนร้ายที่ลงมือน่าจะเป็นคนมาจากนอกพื้นที่แฝงตัวมาก่อเหตุในอ.ยี่งอ โดยเฉพาะกรณีนำรถยนต์ซ่อนระเบิดมาจอดทิ้งไว้นานกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งหากเป็นวันปกติเชื่อว่าชาวบ้านสามารถตรวจสอบสิ่งที่ผิดปกติดได้ แต่คนร้ายอาศัยช่วงวันหยุดวันอาทิตย์ซึ่งร้านค้า 50 %จะปิดทำการก่อเหตุทำให้ไม่มีใครสังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น โดยเรื่องดังกล่าวต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่อื่นๆที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

 อย่างไรก็ตามในส่วนของการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นนั้นได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่เดือดร้อนที่บริเวณที่ว่าการอำเภอยี่งอ จ.นราธิวาส

พตท.ปูพรมแผนรปภ.ครูใต้ระดมคอปเตอร์-ยุทโธปกรณ์หนุนลาดตระเวน

พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผบ.พตท. (รับผิดชอบแผนรปภ.ครู) เปิดเผยว่า  การสร้างสถานการณ์ป่วนตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้ข้าราชการครูเสียชีวิตไปแล้วถึง 3 รายส่งผลกระทบอย่างหนักต่อขวัญและกำลังใจครูในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนอย่างน้อย 3 แห่งที่ปิดการเรียนการสอนชั่วคราวมีกำหนดเปิดเรียนในวันนี้ ล่าสุดได้สั่งกำชับเจ้าหน้าที่ระดับผบ.หน่วยเฉพาะกิจทุกพื้นที่เข้มงวดการดูแลความปลอดภัยครูระดับสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง

 โดยเฉพาะการนำเครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ในความรับผิดชอบเข้าสนับสนุนการดูแล รปภ.ครูทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวนทางอากาศโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธพร้อมเจ้าหน้าที่ทหารชุดเคลื่อนที่เร็วประจำเครื่อง 1 ชุดปฏิบัติภารกิจตรวจสอบตลอดเส้นทางสำคัญในช่วงรับ-ส่งคณะครูในช่วงเช้าและเย็น

 ขณะที่ภาคพื้นดิน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่นำรถยนต์หุ้มเกราะวี 150  และรถหุ้มเกราะรีว่าเป็นพาหนะรับ-ส่งคณะครูแทนรถยนต์ทั่งไปเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีกองกำลังลาดตระเวนเส้นทางออกปฎิบัติการตรวจสอบเส้นทางก่อนเดินทาง 1 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันเหตุ และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็จะสามารถเข้าสนับสนุนได้ทันท่วงที

 พล.ท.กสิกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในช่วงกลางวันได้สั่งการให้ผบ.หน่วยเฉพาะกิจลงพื้นที่ไปเยี่ยมให้กำลังใจครูถึงที่โรงเรียนในพื้นที่รับผิดชอบทุกแห่ง เพื่อซักถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยครูว่ายังมีความบกพร่องหรือต้องการให้เพิ่มในส่วนใดบ้างเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคณะครูให้มากที่สุด

ครู-นร.บ้านดุซงยอผวามาเรียนไม่ครบ

 นายมาหามะ มาลีเย๊าะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดุซงยอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า วันนี้(8มิ.ย.)โรงเรียนบ้านดุซงยอกลับมาเปิดเรียนตามปกติอีกครั้งเป็นวันแรก หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้หยุดทำการเรียนการสอนชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้กับข้าราชการครูได้งานพิธีทางศาสนา และเป็นการอาลัยครั้งสุดท้ายแก่นางอัชราพร เทพษร ครูของโรงเรียนที่กำลังตั้งครรภ์8เดือน ซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตขณะเดินทางกลับบ้านพร้อมทั้งเพื่อให้ครูทุกคนได้เรียกขวัญและกำลังใจกลับมาอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

 บรรยากาศการเปิดเรียนเป็นไปท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยจากหน่วยกองกำลังในพื้นที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในจังหวัดนราธิวาส ขณะนี้ได้ส่งผลให้ครูในโรงเรียนยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ ประกอบกับการสูญเสียข้าราชการครู3ราย ในรอบสัปดาห์ ทำให้วันนี้ครูของโรงเรียนบ้านดุซงยอทั้งหมด 32คน เดินทางมาโรงเรียนเพียง28คน ส่วนนักเรียนที่มีอยู่จำนวน638คน เดินทางมาโรงเรียนจำนวน600คนเท่านั้น ทำให้การเรียนการสอนในบางรายวิชายังไม่สามารถดำเนินการได้เพราะครูบางรายยังไม่พร้อมเดินทางมาทำหน้าที่

 “สถานการณ์ในจังหวัดนราธิวาสเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายวัน รวมถึงมีความรุนแรงโดยสูญเสียเพื่อนครูไปแล้ว3ราย ในขณะเดียวกันยังมีการวางระเบิดที่อำเภอยี่งอ สร้างความเสียหายอย่างมากจนส่งผลให้ข้าราชการครูหลายคนต่างยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยขณะนี้ ” นายมาหามะ กล่าว

 ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดุซงยอ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้มีข้าราชการครูจำนวน1รายของโรงเรียนได้ทำเรื่องขอย้ายไปช่วยราชการนอกพื้นที่ หลังจากเกิดเหตุการณ์คนร้ายยิงนางอัชราพร เทพษร ครูของโรงเรียนที่กำลังตั้งครรภ์8เดือนเสียชีวิต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ความปลอดภัย  เบื้องต้นได้หาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเตรียมจัดหาบ้านพักให้กับข้าราชการครูทุกคนในโรงเรียน เพื่อลดความหวาดระแวง และเพื่อลดอัตราเสี่ยงการถูกลอบสร้างสถานการณ์ระหว่างเส้นทางในช่วงก่อนและหลังเลิกเรียน

"ผบ.สส."เชื่อจนท.เข้าใจนโยบายดับไฟใต้ชี้ปัญหาภาคใต้จะสงบแน่

 ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร์   ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 คิดว่าทุกคนเข้าใจและมีแนวทางแก้ปัญหาตามแผนและนโยบาย ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะเวลามีเหตุการณ์เกิดขึ้นขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีเวลาทำงานตามนโยบายอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ปัญหาภาคใต้มีมานาน และพัฒนามาเรื่อยๆ คิดว่าต่อไปใน 3 จังหวัดภาคใต้จะเหมือนทุกพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกัน   ซึ่งต้องปรับแผนให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ทุกอย่างจะให้พลิกฝ่ามือคงไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำงาน และเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน   ซึ่งงานทางด้านความมั่นคงของชาติบางครั้งก็ไม่สามารถพูดคุยได้ว่า ทำอะไรมาบ้าง