
'ปึ้ง'ไม่ทราบพม่าปัดให้ยืม'ช้างเผือก'
'สุรพงษ์' เผยยังไม่ได้รับแจ้ง พม่าปัดให้ยืมช้างเผือก รายงาน 'นายกฯ' สถานการณ์ค้ามนุษย์ไทย อยู่ระดับจับตามอง ทาบทาม 'ฟิลิปปินส์' นำเข้าข้าวไทยเพิ่ม
21 มิ.ย. 56 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ระบุว่า นายวันนา หม่อง ละวิน รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ได้แจ้งกลับไปมาถึงนายสุรพงษ์ โดยปฏิเสธคำขอยืมช้างเผือกจากรัฐบาลพม่า เพื่อทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรี และถือเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 65 ปี ไทย - พม่า ว่า ตนยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ จากรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า แต่เบื้องต้นตนได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับรายงานข่าวที่ออกมา โดยจะนำเรื่องนี้ สอบถามรัฐมนตรีต่างประเทศพม่าอีกครั้งในการประชุมอาเซียน ระดับรัฐมนตรี ที่กรุงบันดาเสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม อย่างไรก็ตาม ตนพร้อมจะชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการขอยืมช้าง ซึ่งยังไม่ได้พูดคุยกันมาก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องการขนย้าย การจัดที่อยู่ดูแลช้าง ซึ่งรัฐบาลไทย จะดูแลเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากทางการพม่า จะไม่ส่งช้างเผือกมายังไทย เชื่อว่าจะไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ เพราะเข้าใจพม่าว่าอาจมีข้อจำกัด
ส่วนที่มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การที่พม่าไม่ยอมทำตามคำขอของไทย สะท้อนให้เห็นถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติที่แท้จริง นายสุรพงษ์ กล่าวปฏิเสธและระบุว่าอย่าไปคิดมาก
แหล่งข่าวระดับสูงแจ้งว่า รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าได้แจ้งยังนายสุรพงษ์ต่อกรณีดังกล่าวด้วยวาจาในระหว่างที่ได้พบปะกันนอกรอบของการประชุม FEALAC ที่บาหลีแล้ว โดยแหล่งข่าวระบุว่า การยืมช้างเผือกถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจเป็นเรื่องยาก หากจะให้ช้างเผือกเป็นทูตสันถวไมตรีตามแบบอย่างหมีแพนด้าจากประเทศจีน เนื่องจากช้างเผือกถือเป็นช้างคู่บารมีและคู่บ้านคู่เมือง ในทางประวัติศาสตร์ไทยและเมียนมาร์ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ที่ต้องคำนึงอย่างยิ่ง
รายงาน 'นายกฯ' สถานการณ์ค้ามนุษย์ไทยอยู่ระดับจับตามอง
นายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ประจำปี 2556 ซึ่งยังคงประเทศไทยไว้ที่ระดับจับตามอง (Tier 2Watch List) ว่า ทันทีที่ทราบได้รายงานให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรี รู้สึกพอใจ โดยตนจะเรียกประชุมเพื่อสรุปข้อมูลแจ้งให้นายกฯ ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย ที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดีมาก เพราะรัฐบาลไทยได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหาได้เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลเหล่านี้ได้รายงานให้ทางการสหรัฐทราบเป็นระยะๆ ขณะที่สหรัฐก็พอใจ แต่ยังไม่สามารถเลื่อนอันดับของไทยได้ โดยให้เหตุผลว่า การดำเนินคดีผู้ต้องหามีความล่าช้า ทั้งนี้ ตนในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ได้หารือกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ช่วยเร่งรัดการทำงานและกำชับศาลผู้รับพิจารณาคดีให้ช่วยดำเนินการให้เร็วขึ้น โดยต้องการให้แยกกลุ่มคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ออกจากคดีทั่วไป มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยเฉพาะ ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้ต่อจากนี้ รายงานให้กับสหรัฐต่อไป ตนเชื่อว่า หากสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาการค้ามนุษย์ได้เร็วขึ้น ลำดับของไทยก็จะดีขึ้นในปีหน้า
ทาบทาม 'ฟิลิปปินส์' นำเข้าข้าวไทยเพิ่ม
นายสุรพงษ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การเยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการครั้งนี้ ได้เข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีเบนิโน่ ซีมอน นอยนอย โคฮวงโก อาคิโน ที่ 3 ผู้นำฟิลิปปินส์ เพื่อแสดงความยินดีกับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของฝ่ายรัฐบาลฟิลิปปินส์ พร้อมกันนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ฝากความปรารถนาดีและความยินดีมาถึงรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่บริหารประเทศจนมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน เมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมหวังว่า ทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนของไทยเริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในฟิลิปปินส์มากขึ้น โดยตนได้ขอให้ทางการฟิลิปปินส์ดูแลและสนับสนุนนักธุรกิจไทยด้วย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ฝากคำขอบคุณมายังทางการฟิลิปปินส์ที่อนุญาตให้นำเข้าสัตว์ปีกจากไทยได้อีกครั้ง โดยตนย้ำให้ทางการฟิลิปปินส์เร่งดำเนินการในกรณีดังกล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ได้ขอให้ไทยร่วมสนับสนุนการดำเนินการป้องกันและเตรียมการรับมือภัยพิบัติธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่อง โดยเสนอว่าอาเซียนควรมีส่วนร่วมในการศึกษาและดำเนินการเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ผู้นำฟิลิปปินส์ ยังได้สอบถามถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังการพูดคุยระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของไทยกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยมีมาเลเซียเป็นผู้ช่วยประสานกลาง โดยตนได้ชี้แจงว่า เหตุความไม่สงบยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้นำฟิลิปปินส์ ระบุว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลา โดยฟิลิปปินส์นั้นมีประสบการณ์ในลักษณะเดียวกันกับไทยและมาเลเซียที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกลาง ใช้เวลา 10-20 ปี แต่ท้ายที่สุดก็สำเร็จ ดังนั้นหากไทยต้องการให้ฟิลิปปินส์เสนอแนะแนวทางแก้ไขต่างๆก็ยินดี
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อด้วยว่า ตนได้เสนอต่อผู้นำฟิลิปปินส์ ว่า รัฐบาลไทยต้องการขายข้าวโดยตรงต่อภาคธุรกิจของฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์ มีประชาการกว่า 100 ล้านคน มีอัตราการเติบโตประชากรราวร้อยละ 0.2 จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลไทยจะเพิ่มช่องทางการตลาด ให้ชาวฟิลิปปินส์มีโอกาสได้บริโภคข้าวหอมมะลิของไทย เพราะไม่สามารถขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับฟิลิปปินส์ได้ โดยคาดว่าราคาต้นทุนข้าวหอมมะลิไทยน่าจะอยู่ที่ราว 45 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ปัจจุบันชาวฟิลิปปินส์บริโภคข้าวหอมมะลิจากเวียดนามในราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม
ส่วนกรณีพิพาททะเลจีนใต้ นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ด้วย โดยประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ระบุว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ โดยฟิลิปปินส์ยืนยันจะยึดตามมติคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ขณะที่ฝ่ายไทยระบุว่า ต้องการเห็นอาเซียนและจีนได้ข้อสรุปเรื่องการจัดทำร่างแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ระหว่างอาเซียน-จีน (ซีโอซี) เพื่อป้องกันปัญหาการกระทบกระทั่งและความรุนแรงในอนาคต นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ฟิลิปปินส์แยกแยะกรณีพิพาทออกจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอาเซียนกับจีนด้วย เพราะรัฐบาลจีนชุดใหม่ มองการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์และในเชิงบวกมากขึ้น โดยไทยจะหารือเรื่องการดำเนินการ ซีโอซี ระหว่างการประชุมอาเซียน-จีน ระดับรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นที่หัวหิน ในเดือนส.ค.นี้
สำหรับผลการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซีบีซี) ไทย - ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 5 นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ได้มีการลงนามเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน 2. ถ้อยแถลงร่วมการจัดตั้งเวทีด้านพลังงาน และ 3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาธุรกิจไทย-ฟิลิปปินส์ และฟิลิปปินส์-ไทย
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การลงนามที่เกิดขึ้นจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนความร่วมมือของทั้งสองประเทศในด้านต่างๆ และกระทรวงกลาโหมจะจัดจั้งกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกลาโหมฯของทั้งสองประเทศด้วย นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะมีการลงนามความตกลงแลกเปลี่ยนครูสอนภาษาอังกฤษ ในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านทักษะภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นของคนไทย เนื่องจากฟิลิปปินส์นั้น ถือว่าเป็นชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดในอาเซียน รวมทั้ง จะมีความร่วมมือด้านวิชาการที่ฟิลิปินส์ขอให้ไทยถ่ายทอดประสบการณ์การทำฟาร์มโคนม อาหารแปรรูป นอกจากนี้ ในส่วนการจัดตั้งเวทีด้านพลังงาน ในรายละเอียดว่า จะรวมถึงพลังงานทดแทนและหมุนเวียนด้วย โดยจะช่วยในเรื่องของการลดค่าไฟที่อยู่ที่ 7 บาทต่อยูนิต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในฟิลิปปินส์



