
690วัน'ยิ่งลักษณ์'ล้างโคลน'พี่ชายใหญ่'
690วัน'ยิ่งลักษณ์'ล้างโคลน'พี่ชายใหญ่' เลือกเกมเซฟหรือเดินเกมเสี่ยง? : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน
“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” คือน้องนุชสุดท้องของตระกูล “ชินวัตร” ที่ได้รับการดูแลจากพี่ชายนาม “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ต่างจาก “บุตรสาว” ด้วยเพราะมีอายุต่างกันถึง 18 ปี
ตลอดเวลาที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” เรืองอำนาจทางการเมือง “ยิ่งลักษณ์” เลือกทำหน้าที่ “นักธุรกิจ” บริหารทรัพย์สมบัติของตระกูลให้งอกเงย โดยไม่เคยคิดเล่นการเมือง เพราะทั้ง “เกลียด” และ “กลัว”
แต่แล้ว “ยิ่งลักษณ์” ในวัย 44 ปี ก็ก้าวขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรีคนที่ 28” ของประเทศไทย ด้วยเหตุผล “ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า” โดยอาศัยเวลาเพียง 49 วัน กรุยทางเข้า “ตึกไทยคู่ฟ้า” ทั้งนี้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2554 “พ.ต.ท.ทักษิณ” ให้ความเชื่อมั่นแก่น้องสาวและสังคมว่า “ยิ่งลักษณ์” คือ “โคลนนิ่ง” ของเขา อะไรที่เขาคิดและทำได้ น้องสาวก็คิดและทำได้ไม่ต่างกัน
ผ่านมา 690 วัน หลังการบริหารประเทศ การณ์กลับไม่เป็นดังเดิม เมื่อสิ่งที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” คิด ไม่มีคำสั่งจาก “ยิ่งลักษณ์” ให้ผู้เกี่ยวข้องรับไปทำ เมื่อกุนซือข้างกาย “ยิ่งลักษณ์” ไม่ปรากฏคนคุ้นเคยของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามเรื่องความขัดแย้งทางอำนาจของ 2 ผู้นำ ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “สตรีหมายเลข 1” ผู้อายุครบ 46 ปี เต็มในวันที่ 21 มิถุนายน ต้องการสลัดคราบ “โคลนนิ่ง” หรือไม่?
แหล่งข่าวจากสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ “ยิ่งลักษณ์” ต้องพยายามเป็นตัวของตัวเอง ในฐานะที่มีตำแหน่งนายกฯ และต้องรับผิดชอบสูงสุดในทุกการตัดสินใจ อย่างทีมงานของ “ยิ่งลักษณ์” ก็เป็นคนวัยใกล้เคียงกัน พูดจากันรู้เรื่อง แม้บางคนจะเป็นคนที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไว้วางใจน้อย หรือไม่ไว้วางใจเลย เนื่องจากเคยทิ้งพรรคไปหลังปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 แต่ตอนนี้ก็กลับมามีตำแหน่ง อีกทั้งสไตล์การทำงานของ 2 ผู้นำ ก็ต่างกัน “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะเลือกคนที่ไว้วางใจที่สุดมาอยู่ใกล้ตัวที่สุด แต่ “ยิ่งลักษณ์” เลือกคนที่เข้าใจเธอมากที่สุดมาช่วยงาน แม้จะมีประสบการณ์และความสามารถน้อยกว่าก็ตาม
“บางครั้งคนเก่ง คนรู้มาก ก็ทำให้นายกฯ รู้สึกเหมือนไม่ได้รับเกียรติ ปัจจุบันท่านก็ยังติดใจบางคนที่เคยสั่งสอนท่านผ่านสื่อช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สิ่งแวดล้อม” มีผลโดยตรงต่อ “เนื้องาน” หลายวาระที่ถูกชี้แนะโดย “ทีมทักษิณ” กลายเป็นเรื่องที่ “ทีมยิ่งลักษณ์” ฟัง แต่ไม่ได้ยิน ทำให้สถานการณ์ลุกลามยาก จะเยียวยาในหลายเรื่อง อาทิ การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่มีชุดคำอธิบายที่สมเหตุสมผลในช่วงแรก จนฝ่ายค้านชิงนิยามว่าเป็นโครงการแจกหนี้ให้คนไทยแบก 50 ปี, การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งรัฐบาลไม่กล้าชี้นำธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งแต่จับสัญญาณผิดปกติของค่าเงินบาทได้ จนเกิดผลกระทบต่อภาคการส่งออก และล่าสุด คือโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งปล่อยให้สังคมจมอยู่กับปัญหา และจำตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ที่ฝ่ายค้านระบุ จนไม่รับคำอธิบายใดๆ จากซีกรัฐบาล
“สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบายสไตล์การทำงานของ “ยิ่งลักษณ์” ว่า ในแต่ละวันจะไล่ดูข้อมูลที่ตนนำเสนอ ตรวจสอบซ้ำ ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาเอาหมด บางครั้งไม่เอาเลยก็มี ส่วนที่ถูกวิจารณ์เรื่องการพูดผิด ไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้เรื่อง แต่เป็นเพราะคิดเร็ว สมองคิดไปแล้ว แต่เรียบเรียงคำพูดได้ไม่ทันสิ่งที่คิด
“สไตล์ท่านจะไม่สบายใจให้สื่อมาจี้ถาม อย่างตอนไปกล่าวสุนทรพจน์ที่มองโกเลีย ท่านเตรียมตัวนะ และไม่ใช่เรื่องใครมาชี้นำอะไรเลย ท่านบอกว่าปูโดนมาเยอะแล้ว ไม่เคยได้พูดเลย เมื่อจังหวะเหมาะสม ท่านก็คิดก็เตรียมของท่าน พอนายกฯ ทักษิณอ่านแล้วยังตกใจเลย บอกโห.. เอาอย่างนี้เลยหรือ อย่างไรก็ตาม วันนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่ใช่นักการเมืองนะ ผมคิดว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะถ้ามีคุณสมบัติเป็นนักการเมืองเมื่อไร ความจริงใจมันจะหายไปเลย” เลขาธิการนายกฯ กล่าว
แล้วตัวตนแท้ของ “ยิ่งลักษณ์” เหมือน หรือต่างจากตัวโคลน “ทักษิณ” ?
“สุรนันทน์” บอกว่า ที่ผ่านมาทั้ง “พ.ต.ท. ทักษิณ” และ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” พี่สาว ให้เกียรตินายกฯ มากในฐานะคนที่ต้องบริหารจริงๆ ต้องรับผิดชอบจริงๆ แน่นอนในฐานะพี่น้องอาจคุยกันบ้าง ขนาดตนหากมีโอกาสยังขอคำปรึกษาอดีตนายกฯ แล้วนี่เป็นพี่น้องกันเรื่องอะไรจะไม่คุยกัน
“2 พี่น้องเหมือนกันในแง่ความคิดที่ไปข้างหน้า นายกฯ ทักษิณอาจใจร้อนกว่า อยากเห็นผลเร็วๆ แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์อาจดูเหมือนถอยบ้าง รุกบ้าง ยอมอดทนรอ แต่สุดท้ายก็คือเดิน ไม่ล้มเลิก นายกฯ เคยบอกว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าต้องอดทนใช้เวลาแก้ไขปัญหา” นายสุรนันทน์กล่าว
เมื่อถามว่า ในการปรับ ครม.ทุกครั้ง เป็นอำนาจเต็มของ “ยิ่งลักษณ์” ในการพิจารณาหรือไม่?
“ทั้งหมด ใครจะเสนออะไรมา สุดท้ายก็อยู่ที่นายกฯ” นายสุรนันทน์ตอบ
ด้าน “นพดล ปัทมะ” ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า “ยิ่งลักษณ์” ไม่จำเป็นต้องสลัดการเป็นตัวโคลนของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” เพราะคนเป็นพี่น้องอย่างไรต้องเหมือนกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ความนิยมในตัวนายกฯ ส่วนหนึ่งถูกถ่ายโอนมาจากคนรักทักษิณ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ยิ่งลักษณ์” มีแสงในตัวเอง
“หลังทำงานมา 2 ปี นายกฯ สามารถก้าวออกจากภาพ “เป็นน้องสาวอดีตนายกฯ ที่ได้เป็นนายกฯ” มาสู่การ “เป็นนายกฯ ที่บังเอิญเป็นน้องสาวอดีตนายกฯ” ซึ่งการเป็นตัวของตัวเอง การมีภาวะผู้นำ ไม่ใช่ความขัดแย้ง อย่างไรเสียเลือดย่อมเข้มกว่าน้ำ พี่น้องเขาไม่มาทะเลาะกันด้วยเรื่องเท่านี้หรอก” นายนพดลระบุ
ทว่าในอีกมุมหนึ่งคล้าย “นพดล” ยอมรับว่า “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ต้องตกอยู่ภายใต้เงา “พี่ชายใหญ่” จนครบอายุขัย? เขาไม่ตอบตรงๆ แต่ยอมรับว่า “ความนิยม-บารมี-ผลงาน” คือมรดกที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ฝากไว้กับสังคม ซึ่งมันหยั่งรากลงไปลึกมาแล้ว และทำให้องคาพยพต่างๆ เดินไปได้แม้เจ้าของ “ระบอบทักษิณ” จะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย
สวนทางกับภาพ “ยิ่งลักษณ์” นำพรรคเพื่อไทยไปพบกับความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานครซ้ำกัน 2 หน ทั้งในการเลือกผู้ว่าฯ กทม. และการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตดอนเมือง เกี่ยวกับเรื่องนี้ “นพดล” แก้ต่างว่า “เราไม่ได้แพ้สงคราม เราแค่แพ้ศึก ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่มีแพ้-ชนะ ผมเชื่อว่า หากมีการเลือกตั้งหลังรัฐบาลเคลียร์ตัวเลขโครงการรับจำนำข้าวได้แล้ว ผลจะออกมาพลิกผัน”
ขณะที่ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล หลายนโยบายที่ “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทำ” หรือไม่ก็ทำแล้วล้มเหลว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายมีปัญหาโดยตัวของมันเอง อาทิ โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งพบการรั่วไหล โครงการรถคันแรกซึ่งทำให้เกิดปัญหาการจราจรอยางหนัก การขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ฯลฯ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากการบริหารจัดการ โดยนายกฯ คล้ายลอยตัวเหนือปัญหา อ้างว่ามีรัฐมนตรีดูแลอยู่แล้ว ขณะที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนัก หลายเรื่องกว่าจะสรุปได้ก็สร้างความเสียหายไปมากแล้ว เช่น ปัญหาเงินบาทแข็งค่า
“นายกฯ คนนี้แทบไม่ได้ทำอะไรเองเลย เพราะมีทีมทำแทนหมดทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง แต่ขณะเดียวกันทีมงานพยายามวางบทบาทให้เธอเล่นในเวทีระหว่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ด้านบวก ทำให้เป็นผู้นำสตรี ถามว่าทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นความพยายามสลัดความเป็นโคลนของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ก็เป็นไปได้ เพราะในหลายเรื่องที่ผ่านมา จะเห็นว่าคุณยิ่งลักษณ์แสดงความเป็นตัวของตัวเอง แต่บางเรื่องก็หาข้อยุติไม่ได้”
ก่อนเข้าสู่ครึ่งเทอมหลังของรัฐบาล “สุรนันทน์” และ “นพดล” วิเคราะห์จุดเด่น-จุดด้อย-โอกาส-อุปสรรคของ “ผู้นำหญิง” โดยเห็นตรงกันว่า สมองของ “นายกฯ น้อง” ไม่ต่างจาก “นายกฯ พี่” แต่ความต่างของเพศ ทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ละเอียดอ่อนกว่า จึงถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันในแง่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากจากวันแรกที่เข้าสู่การเมือง คือ ภาวะผู้นำที่มากขึ้น เข้าใจระบบราชการมากขึ้น และรู้จักตัวละครบนกระดานมากขึ้น และทั้งหมดนี้ คือ เหตุผลที่ทำให้รัฐบาลได้ไปต่อ
ขณะที่ “อภิรักษ์” มองต่าง-เห็นว่า เรตติ้งรัฐบาลกำลังดิ่งเหวจากสารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งการทุจริต ของแพง เสื้อแดงใช้ความรุนแรง เสื้อแดงขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม “พ.ต.ท.ทักษิณ” เคยทิ้งคำบัญชาการให้ลูกพรรคเพื่อไทยเกหมดหน้าตัก-เล่นเกมเสี่ยงตามยุทธศาสตร์ High risk high return ทันทีที่เข้าสู่ช่วงครึ่งเทอมหลังของรัฐบาล สวนทางกับวัตรปฏิบัติของ “ยิ่งลักษณ์” ที่ยึดสไตล์ Play save
“คุณยิ่งลักษณ์มีวันนี้ได้เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ อันนี้พูดตรงๆ เพราะโดยลำพังไม่มีทาง ไม่มีโอกาสจะได้เป็นนายกฯ หรอก หากผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณไม่เลือกเข้ามา แต่คนเป็นนายกฯ มา 2 ปี ก็ย่อมต้องเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะมีวิธีไหนให้ตัวเองได้กลับประเทศไทย โดยที่รัฐบาลยังยืนต่อได้” นายอภิรักษ์กล่าว
เมื่อถึงตอนนั้นจะเป็นอีกครั้งที่ “ยิ่งลักษณ์” ต้องตัดสินใจเลือก ระหว่าง “เกมเซฟ” กับ “เกมเสี่ยง” ระหว่างคืนความฝันให้ “พี่ชายใหญ่” กับรักษาอนาคตของตัวเอง!!!
.............................
(หมายเหตุ : 690วัน'ยิ่งลักษณ์'ล้างโคลน'พี่ชายใหญ่' เลือกเกมเซฟหรือเดินเกมเสี่ยง? : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน)



