
จากตุรกีถึงไทยใต้หน้ากากขาว
จากตุรกีถึงไทยใต้หน้ากากขาว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ผมเคยรับราชการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อประมาณสัก 30 ปีมาแล้ว เป็นเวลา 4 ปีสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีคนไทยไปตุรกีกันเช่นสมัยนี้ ดังนั้น เวลาที่บอกว่าเรามาจากไทยแลนด์ คนตุรกีจะนึกว่ามาจากไต้หวัน แต่ถ้าเป็นคนที่มีอายุหน่อยก็จะจดจำเรื่องกองทหารไทยในเกาหลีได้บ้าง เพราะที่ตั้งของทหารไทยกับตุรกีในเกาหลีใต้นั้นอยู่ติดกัน ซึ่งเป็นไปตามลำดับตัวอักษรในภาษาอังกฤษ นายทหารระดับสูงของตุรกีในขณะนั้นหลายคนเคยไปร่วมรบในสงครามเกาหลี และรู้จักกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของไทยที่ไปสงครามครั้งนั้น
คนตุรกีโดยทั่วไปมีนิสัยดี เป็นมิตร ชอบช่วยเหลือ เมื่อรู้จักมักคุ้นกันแล้วก็จะเป็นเสมือนญาติสนิท ชอบพาไปเยี่ยมบ้านและแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนฝูงของเขา ขณะเดียวกันก็ชอบพาเพื่อนมาบ้านเรา หรือชวนกันออกไปกินไปเที่ยวข้างนอก สมดังคำพูดที่ว่า “คนตุรกีดื่มน้ำชาร่วมกันถ้วยเดียวก็เป็นเพื่อนกันจนตาย“
ตุรกีนั้นเคยเป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่ในสมัยจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งสามารถพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันออก ได้สำเร็จ และแผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมสามทวีป คือยุโรป เอเชียโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาหรับในปัจจุบัน และแอฟริกาเหนือ อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎแห่งอนิจจัง ในที่สุดอาณาจักรออตโตมานก็ประสบกับปัญหาต่างๆ และสูญเสียอาณาเขตที่เคยยึดครอง จนเหลือดินแดนในที่ราบสูงอนาโตเลีย กับพื้นที่เล็กๆ ในยุโรป บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส ทำให้จักรวรรดิที่เคยเกรียงไกรกลายเป็นเพียง “คนป่วยแห่งยุโรป”
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อาณาจักรออตโตมานเสื่อมถอยอำนาจ ก็คือระบบการปกครองและบริหารราชการที่ยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติแบบโบราณ ขณะที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปได้มีการพัฒนาการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและสังคม ไปไกลกว่านั้นแล้ว ความล้าหลังของตุรกีก่อให้เกิดขบวนการปฏิรูปของบรรดานายทหารรุ่นหนุ่ม ที่เรียกกันว่า "ยังเติร์ก”
นายทหารกลุ่มนี้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในประเทศ แต่ผลสุดท้ายก็แตกแยกกันเอง หนำซ้ำบางคนยังหวนกลับไปหาระบอบเดิม ซึ่งทำให้ตนเองได้รับประโยชน์อย่างมาก
ในที่สุด ก่อนที่ตุรกีจะถูกยึดครองและแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ด้วยน้ำมือของกรีซซึ่งเป็นคู่แค้นเก่า ร่วมกับรัสเซียและมหาอำนาจในยุโรป นายทหารหนุ่มอดีตยังเติร์กผู้หนึ่งก็ก้าวขึ้นมานำกำลังขับไล่กรีซออกไปจากดินแดนของตน และลงมือปฏิรูปการปกครองอย่างจริงจัง เช่น การแยกศาสนาออกจากการเมือง เนื่องจากตุรกีมีการปกครองในระบบสุลต่าน ที่จักรพรรดิทรงเป็นทั้งประมุขของศาสนจักรและอาณาจักรมาตั้งแต่สมัยออตโตมาน ปฏิรูปภาษาด้วยการใช้อักษรโรมันแทนอักษรอารบิก ปฏิรูปการแต่งกาย โดยให้ชาวตุรกีแต่งกายแบบชาวยุโรป ฯลฯ พร้อมกับปลุกปลอบจิตใจชาวตุรกีที่กำลังเสียขวัญ ท้อแท้และสิ้นหวัง ให้ร่วมใจกันบูรณะชาติบ้านเมือง ซึ่งคำขวัญที่คนตุรกีจำได้ขึ้นใจก็คือ “ne mutlu turkum duyene” หรือ “จะมีความสุขเพียงใด ถ้าบอกกับใครๆ ว่า เราเป็นคนตุรกี” - นายทหารหนุ่มผู้นั้นก็คือ มุสตาฟา เคมาล ที่ได้รับฉายาว่า “เคมาล อะตาเติร์ก” หรือ เคมาล บิดาแห่งตุรกี
ด้วยการปฏิรูปของเคมาล ทำให้ตุรกีเป็นประเทศมุสลิมที่มีแนวทางแตกต่างออกไปจากประเทศมุสลิมอื่นๆ ในกลุ่มอาหรับและตะวันออกกลาง ตุรกีเป็นประเทศที่แสดงตัวชัดเจนว่าเป็นประเทศที่นิยมตะวันตกและใกล้ชิดกับสหรัฐ ถึงกับยินยอมให้สหรัฐมีฐานทัพอากาศในดินแดนของตน และต้องการที่จะเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปมาตั้งแต่แรก
อย่างไรก็ตามในระยะหลัง นักการเมืองกลุ่มศาสนานิยมก็ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในแถบจังหวัดที่ศาสนายังคงมีบทบาทอย่างสูง และมีปฏิกิริยาต่อต้านแนวคิดและนโยบายของรัฐบาลที่นิยมตะวันตกและเดินตามรอยของ เคมาล จนในที่สุดกลุ่มศาสนานิยมก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และหาทางที่จะฟื้นฟูศาสนาแบบเคร่งครัดในตุรกี จนกลายเป็นประเด็นขัดแย้งกับคนตุรกีรุ่นใหม่ที่อยู่ในโลกของวัฒนธรรมตะวันตกและเทคโนโลยีสมัยใหม่
คนตุรกีนั้นมีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายๆ คนไทย ไม่ว่าจะเรื่องการรักอิสระ ชอบทำอะไรตามแต่ใจตนเอง ไม่ชอบให้ใครมาบีบบังคับ คนตุรกีนั้นไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องเวลาหรือระเบียบวินัย และนับถือศาสนาแบบห่างๆ แถมยังชอบดื่มเหล้าและไวน์เหมือนคนไทยด้วย
แต่ตอนนี้ที่เหมือนกันมากอีกอย่าง ก็คือ ทั้งคนไทยและคนตุรกีสวมหน้ากากขาว ออกมาต่อต้านรัฐบาลของตน โดยมิได้นัดหมายนี่แหละครับ
.............
(หมายเหตุ : จากตุรกีถึงไทยใต้หน้ากากขาว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล)



