
ฮอตอิชชู : เหตุจาก...ปัจจัยถวายศรัทธา
ฮอตอิชชู : เหตุจาก...ปัจจัยถวายศรัทธา
"หลักการถวายของพระ คือเอื้ออำนวยให้คำสอนของพระองค์มีอยู่ในแผ่นดิน ถ้าฆราวาสไม่ถวายอะไรเลย ต่อไปในอนาคตลูกหลานก็ไม่ซึมซับ แล้วศาสนาจะเป็นอย่างไร..."
เมื่อวิชาพระพุทธศาสนาสอนเราตั้งแต่เด็กๆ ว่าพระสงฆ์คือผู้ปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจาก "กิเลส" ทั้งปวง แต่ไฉนเล่าเมื่อสังคมยิ่งเติบใหญ่ยิ่งได้เห็นวัดเป็นธุรกิจ ผู้ทรงศีลกลับกลายเป็นผู้ที่สุขสบายด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน มีสมบัติเป็นกิเลสติดตัวประหนึ่งอภิมหาเศรษฐี...ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสั่นสะเทือนต่อผู้ศรัทธาในศาสนาว่าของเหล่านี้มีที่มาจากเงินวัดหรือเงินบ้าน? เหมาะสมแล้วหรือกับการใช้ของฟุ่มเฟือยทั้งที่ยังห่มผืนจีวรอยู่ แต่หากบางส่วนเป็นปัจจัยธรรมจากศิษย์ผู้เลื่อมใสอันมิใช่ของพระ ถือเป็นความผิดของชาวพุทธเหล่านั้นหรือไม่ที่เชื่อว่าต้องถวายของดีๆ เพื่อมหาบุญจะบังเกิด...?!?
เป็นประเด็นให้ "แคลงใจ" เพียงนี้ เห็นทีต้องรีบขอความเห็นจากสังคมพุทธบางส่วนว่าคิดเห็นกันอย่างไร เริ่มจากพุทธศาสนิกชน "เจิ้น" เจนเนตร เจริญศิริวัฒน์ ที่เตรียมอาหารใส่บาตรทุกเช้า เล่ามุมมองส่วนตัวให้ว่า พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าหากถวายของดีๆ แด่พระสงฆ์ เมื่อเกิดชาติหน้าก็จะมีสิ่งของเหล่านั้นใช้หรือมีใช้ดีกว่า พระสงฆ์จึงควรปราบญาติโยมหรือชี้ทางอันสมควรแก่ผู้ศรัทธาเหล่านั้น
"พระที่รับควรให้สติและให้ข้อคิดกับญาติโยม ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องมอมเมาตัวเอง เมื่อมอมเมาตัวเองแล้วก็อย่านำมาถวายเพื่อมอมเมาพระสงฆ์ต่อ ถ้าถามส่วนตัวว่าคิดจะนำของแพงๆ หรือของใช้หรูไป ถวายพระหรือไม่ ไม่เคยคิดเลย ต่อให้มีเงินเป็นสิบๆ ล้านก็ไม่คิด ยิ่งเป็นรถราคาแพง หรือสิ่งของฟุ่งเฟือยยิ่งไม่ควร แต่จะเลือกใช้เงินกับเด็กด้อยโอกาส อย่างการสนับสนุนเรื่องการศึกษาหรือวิชาชีพ สร้างคนให้เป็นคน ให้อนาคตทางด้านการศึกษาจะคุ้มค่าเงินมากกว่า อย่างน้อยเขาก็มีความรู้ไปทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป หากมองว่าทำบุญเพื่อได้บุญ ทำอย่างนี้ดีกว่านะ" เจ้าของธุรกิจส่วนตัว บอกแง่มุมของตัวเอง
สอดคล้องกับวิถีการทำบุญของนักธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ "โจ้" นิธิ เลิศสุมิตรกุล แห่ง "พรีเมียร่า เอ็กซ์ควิซิท จิวเวลรี่" เห็นว่าการถวายปัจจัยทำบุญอยู่ที่ความตั้งใจ ไม่ใช่อยู่ที่ราคาหรือลักษณะสิ่งของ ส่วนตัวเน้นทำบุญแล้วไม่หวังว่าจะได้บุญตอบแทน เพียงได้ทำแล้วสบายใจ และไม่เดือดร้อนก็พอ
"ที่ผ่านมาผมเน้นทำบุญช่วยเหลือคนมากกว่า อย่างการบริจาคช่วยคนด้อยโอกาส ให้การศึกษา ข่าวสะเทือนความรู้สึกชาวพุทธที่เกิดขึ้น บางครั้งทำให้เราไม่มีความเชื่อถือพระหรือวัดบ้าง ยิ่งถ้ารู้ว่าของแพงๆ ที่ถวายไปพระเอาไปใช้ส่วนตัว แล้วใช้ศาสนามาหลอกลวงก็ยิ่งรับไม่ได้ ผมอยากให้คนถวายมองที่ประโยชน์ที่จะเกิดกับส่วนรวมมากกว่า ง่ายๆ อย่างการช่วยจ่ายค่าไฟค่าน้ำแค่นี้ก็ช่วยวัดและช่วยให้คนไปทำบุญได้รับความสะดวกสบายแล้ว ช่วยให้ศาสนาคงอยู่ก็พอ ให้คนมีที่พึ่งทางใจไม่ได้มีเป้าหมายให้พระสบาย" หนุ่มนักเรียนนอก เผย
ด้านเจ้าหน้าที่จัดซื้อ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง "ตุ้ย" สุรีย์ สุขสว่าง ให้ความเห็นว่า การรับของที่ญาติโยมนำมาทำบุญเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งนี้ จะนำไปทำอะไรต่อควรดูที่ความเหมาะสมว่าสิ่งที่ได้รับมานั้นเป็นเหมาะกับกิจของสงฆ์หรือไม่ หากเกี่ยวข้องและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ก็เป็นเรื่องสมควร แต่หากไม่ใช่ก็อาจนำไปเปลี่ยนเป็นเงินแล้วนำมาทำนุบำรุงวัดมากกว่าที่จะเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
"ที่ผ่านมาไม่เคยทำบุญด้วยสิ่งของที่มีค่ามากเพราะเกินกำลัง แต่ถ้าเป็นปัจจัยสี่แน่นอนว่าต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เช่นถ้าจะถวายข้าวสักถุงก็ต้องเลือกข้าวหอมมะลิ หรือหากจะถวายแชมพูสระผมก็อาจเลือกที่ยี่ห้อดีๆ ให้ท่านได้ใช้จริงๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าถวายอะไรก็ได้ จะใช้ได้หรือไม่ก็ไม่สนใจ เคยมีบางครั้งที่คิดว่าหากทางบ้านมีฐานะดีกว่านี้ แล้วมีรถตู้ก็อยากจะถวายให้พระสงฆ์ได้ใช้ในการปฏิบัติกิจของสงฆ์ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในการรับกิจนิมนต์ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่ความจำเป็นและความเหมาะสมเป็นหลัก" อุบาสิกา บอก
อีกหนุ่มที่ชื่นชอบการสะสมบุญด้วยการเดินสายไปถวายปัจจัยตามวัดต่างๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัด พ.อ.อ. กฤษดา ปัทมโรจน์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการถวายและการรับปัจจัยสูงค่าระหว่างญาติโยมกับพระสงฆ์ว่า ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่มีเหตุสมควร โดยพฤติกรรมดังกล่าวในทางวินัยสงฆ์ ถือเป็นความประพฤติไม่เหมาะสมกับความเป็นสมณสารูป เรียกกรณีนี้ว่า "โลกวัชชะ" หรือโลกติเตียน เป็นความผิดเล็กน้อย เพราะจุดมุ่งหมายของการบวชก็เพื่อศึกษาพระธรรม ไม่ใช่เป็นการแสวงหาความสบายใส่ตัว
"ถ้าพุทธศาสนิกชนไม่ทำบุญกันเลยศาสนาก็อยู่ไม่ได้ แต่หลักของการทำบุญนั้นมีอยู่แค่เพียงทำแล้วผู้ให้ต้องไม่เดือดร้อน ไม่เกินแรงของตัวเอง นั่นคือไม่ทำให้ตัวเองต้องลำบาก สมมุติมีเงิน 100 บาท ทำบุญแค่ 20 บาทก็โอเคแล้ว สำหรับกรณีที่เป็นข่าวว่าโยมถวายของมีค่ามากๆ ให้พระสงฆ์นั้น อาจจะเป็นเพราะเขามีเหลือเฟือจึงอยากทำบุญมากๆ ก็ได้ จึงต้องหันมาดูฝ่ายสมณเพศว่า จริงๆ แล้วที่รับนั้นเพราะใจอยากได้หรือ เพราะว่ามีความจำเป็นต้องใช้ของนั้นๆ แต่ถ้ารับมากเกินไป นั่นย่อมแสดงว่า ยังตัดกิเลสไม่ได้ เนื่องจากการอยู่ในเพศบรรพชิตไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องใช้ของเลิศหรู และสามารถปฏิเสธญาติโยมได้ไม่ถือว่าผิดศีลเพราะขัดศรัทธาญาติโยม" หนุ่มทัพฟ้าหัวใจ (ใฝ่) ธรรมะให้มุมมอง
ขณะที่มุมมองของไฮโซหัวใจธรรมะ "หมู" พัฒพงษ์ ธนวิสุทธิ์ บอกว่า ก่อนอื่นคนที่รับข่าวต้องวางใจให้เป็นกลาง อย่าด่วนตัดสินว่าใครดีใครไม่ดี แก่นหลักของพระพุทธศาสนา คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เน้นว่าพระสงห์ต้องใช้ชีวิตสมถะ เมื่อยุคเปลี่ยนไปก็ต้องมีการปรับตัวตามไปกาลสมัยจะมาให้พระสงฆ์เดินเท้าไปเผยแพร่คำสอนอย่างเช่นในสมัยพุทธกาลก็คงไม่ใช่ แต่ถ้าถึงกับต้องนั่งเครื่องบินส่วนตัวก็คงไม่เหมาะ
"เครื่องบิน หรือรถยนต์ ถ้าเป็นเครื่องมือในการแพร่คำสอนให้ได้กว้างไกลขึ้น นับว่าเป็นข้อดี เพราะสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยเอื้อให้เข้าถึงธรรมะได้ แต่ในทางตรงข้ามถ้าใช้เพื่อความโก้เก๋ก็ไม่ควร อยู่ที่ความเหมาะสม เพราะหลักการถวายของพระ คือเอื้ออำนวยให้คำสอนของพระองค์มีอยู่ในแผ่นดิน ถ้าฆราวาสไม่ถวายอะไรเลย ต่อไปในอนาคตลูกหลานก็ไม่ซึมซับ แล้วศาสนาจะเป็นอย่างไร ตรงกันข้ามญาติโยมต้องไม่ลืมด้วยว่า พระก็คือ มนุษย์ แค่เข้าไปศึกษาธรรมคำสอน แม้จะอยู่ในกฎระเบียบข้อบังคับมากมายก็ตาม หากได้รับการถวายมากเกินไปก็จะกลายเป็นแรงจูงใจให้พระออกนอกเส้นทางได้ ฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัว นั่นคือ เราเองต้องรับผิดชอบต่อบรรพชิต ส่วนบรรพชิตต้องอยู่ในกรอบของศาสนา ทุกอย่างอยู่ในสมดุลย์ที่เหมาะสม" ว่าที่เจ้าของพ็อคเก็ตบุคส์ "ไอ เลิฟ ธรรมะ" แสดงความคิดเห็นพร้อมกับย้ำว่า พระจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่คำสอนยังบริสุทธิ์
พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า “อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองเงินหรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์” นั่นหมายถึง แม้ภิกษุจะไม่ได้รับด้วยตนเอง แต่หากมีความยินดี (โลภะ) ในเงินทองที่ผู้อื่นเก็บรักษาไว้ให้แล้วก็ยังผิดวินัยสงฆ์อยู่ดี ทั้งนี้ เงินทองหรือของฟุ่มเฟือยไม่ใช่ปัจจัย 4 ของสงฆ์ อันได้แก่ อาหารบิณฑบาต จีวร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคเท่านั้น และธุระของพระภิกษุก็มีเพียง 2 อย่าง คือ "คันถธุระ" ศึกษาพระธรรม และ " วิปัสสนาธุระ" อบรมเจริญวิปัสสนาเพื่อความเป็นพระอรหันต์
เราในฐานะพุทธศาสนิกชนก็ควรจะรู้และเข้าใจพระวินัยบัญญัติไว้บ้าง เพื่อจะได้อนุเคราะห์พระภิกษุได้ถูกต้อง และไม่เป็นเหตุทำให้ท่านต้องอาบัติด้วย
------------------------
(ฮอตอิชชู : เหตุจาก...ปัจจัยถวายศรัทธา)



