
'กล้าณรงค์'ปัดยุ'ถวิล'ร้องถอด'นายกฯ'
20 มิ.ย. 2556
'กล้าณรงค์'ปัดยุ'ถวิล'ร้องถอด'นายกฯ' 'ถวิล'เตรียมหาช่องทางหลัง'นายกฯ'อุทธรณ์คดีคืนตำแหน่ง 'ธงทอง'ยัน'นายกฯ'ยื่นอุทธรณ์มีสิทธิ-ปัดกลั่นแกล้ง
20 มิ.ย.56 เมื่อเวลา 12.30 น. นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ยุยงให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ในฐานะอดีตเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยื่นถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง หลังออกคำสั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรมว่า ตนไม่ได้ให้ข่าวในทำนองยุยงให้นายถวิล มายื่นเรื่องถอดถอนตามที่ปรากฎเป็นข่าว เพียงแต่เมื่อมีคนมาถามว่า ในกรณีนี้สามารถยื่นเรื่องแก่ ปปช.เพื่อถอดถอนนายกฯ ได้หรือไม่ ตนก็ระบุว่า ทุกคนสามารถยื่นมาได้ เพียงแต่เมื่อยื่นมาแล้ว ปปช.จะต้องดูว่าเรื่องที่ยื่นเข้ามานั้นอยู่ในอำนาจที่จะพิจารณาหรือไม่ว่าบุคคลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีพฤติกรรมทุจริต ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือร่ำรวยผิดปกติ ก็ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่ ปปช.จะรับไว้พิจารณา ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ตนไม่ยุให้ใครมาร้อง การพิจารณาทั้งหมดอยู่ที่กรรมการ ปปช.ทั้ง 9 คน ไม่ได้อยู่ที่ตนหรือกรรมการคนใดคนหนึ่ง
ทั้งนี้ นายกล้านรงค์ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมเพื่อพิจารณาคดีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 821 ล้านบาท ในสมัยที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.สาธารณสุข ว่า ที่ประชุม ปปช. มีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไปในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เนื่องจากเรื่องนี้มีการไต่สวนมาแล้วโดยคณะอนุกรรมการ แต่ผู้ถูกกล่าวหาได้ขอความเป็นธรรม และยื่นเอกสารเพิ่มเติมเพื่อหักล้างเอกสารเดิม และปปช.ได้พิจารณาหลักฐานและทำการไต่สวนเพิ่มเติม เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าคณะอนุกรรมการชุดเดิมได้ตั้งข้อกล่าวหาไว้กับบุคคลใดบ้าง และข้อเท็จจริงที่สอบสวนเพิ่มเติมมาได้นั้น ตรงหรือแตกต่างกับที่คณะอนุกรรมการชุดเดิมไต่สวนไว้หรือไม่ เพราะ ปปช.ต้องวินิจฉัยโดยใช้พยานหลักฐานที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งวันนี้ยังไม่สามารถวินิจฉัยลงไปได้ว่าผิดหรือไม่ผิดอย่างไร อย่างไรก็ตาม จะพิจารณาเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิ.ย.นี้
"แม้เรื่องนี้จะมีการตั้งข้อสังเกตกันว่ามีการพิจารณาไต่สวนมานานหลายปี แต่ยืนยันว่า ปปช.ไม่ได้ทำงานช้า แต่การวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่นั้น ต้องใช้พยานหลักฐานที่ชัดเจน ครบถ้วน รวมถึงการใช้คำวินิจฉัยของศาลทั้งศาลปกครองและศาลแขวงมาประกอบการพิจารณา ส่วนประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบให้รอบคอบนั้น ขณะนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าคือประเด็นใด เพราะอาจจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งส่งสำนวนชี้แจงเพิ่มเติมเข้ามาอีก"นายกล้านรงค์ กล่าว
"ถวิล"เตรียมหาช่องทางหลัง'นายกฯ'อุทธรณ์คดีคืนตำแหน่ง
นายถวิล กล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องแล้ว แต่จะขอดูรายละเอียดที่ชัดเจนในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้เสียก่อน อย่างไรก็ตาม ตนยังติดใจเหตุผลของการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางในกรณีของตน แต่รัฐบาลกลับไม่ยื่นอุทธรณ์สำหรับกรณีของนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะอ้างว่า เป็นเพราะนายพีรพลเกษียณอายุราชการไปแล้วก็คงไม่ได้ ทั้งนี้ ตนขอศึกษาข้อมูลทั้งหมดและอาจจะพิจารณาดำเนินการในช่องทางอื่นต่อไป
เมื่อถามว่า นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่มีตำแหน่งและผลตอบแทนเท่าเทียม แต่มีหน้าที่แตกต่างกันนั้น นายถวิล กล่าวว่า ไม่ควรอ้างเช่นนี้ หรือการพูดแบบนี้แสดงว่าในอนาคตจะมีการออกคำสั่งโยกย้ายเหมือนกับกรณีของตนอีกใช่หรือไม่
"ธงทอง"ยัน"นายกฯ" ยื่นอุทธรณ์มีสิทธิ-ปัดกลั่นแกล้ง
นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมกลั่นกรองให้ความเห็นกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้กับนายถวิล แถลงว่า ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลข หมายเลขแดง ที่847/2556 ระหว่างนายถวิล ผู้ฟ้องคดี กับนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (กพค.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น สำนักงานคดีปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาคำพิพากษาของศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้ว เห็นว่า กรณีมีประเด็นที่สามารถอุทธรณ์เพื่อหักล้างเหตุผลได้ หากสำนักนายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลของศาลปกครองกลางดังกล่าว และจากการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน อัยการอาวุโส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) เห็นว่า นายกรัฐมนตรีสมควรใช้สิทธิอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดได้ เนื่องจากกรณีนี้ยังมีประเด็นข้อกฎหมายที่ยังต้องการความชัดเจนโดยการชี้ขาดจากศาลสูงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารงานภาครัฐ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางอาจก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินทั้งระบบ ในระนาบต่างๆ โดยรวม เพราะหากถือลักษณะงานมาเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการชี้ความเท่าเทียมกันของระดับตำแหน่งแล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานบุคคลอย่างยิ่ง
นายธงทอง กล่าวต่อว่า หากยึดแนวทางตามคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจะไม่สามารถโอนย้ายข้าราชการในระดับเดียวกันจากตำแหน่งที่เป็น Active Position ไปยังตำแหน่งที่เป็น Inactive Position ได้เลย เนื่องจากจะถือเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ หรือหากมีการนำประเด็นนี้ไปเทียบเคียงกับการบริหารงานในระดับกระทรวง จะเห็นว่ามีตำแหน่งงานที่มีอำนาจหน้าที่ หรือมีบทบาท มีระดับความท้าทายที่ต่างกันเช่นกัน อันจะทำให้ฝ่ายบริหารไม่อาจโอนย้ายผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการ หรือตำแหน่งใดๆ ที่แม้มีระดับเดียวกันแต่มีหน้าที่แตกต่างกันได้เลย ทั้งนี้ สำหรับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นระดับ11 กับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ค่าของงานที่มีการประเมินของสำนักงาน กพ.ที่เท่ากัน เงินเดือนค่าตอบแทน และผลประโยชน์ต่างๆ เป็นค่าตอบแทนตามกฎหมายที่เหมือนกัน
“ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนายกรัฐมนตรีจึงเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯที่เห็นเป็นการสมควรที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางในคดีนี้ ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์เป็นการเฉพาะคดีนี้เท่านั้น แต่เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานและเป็นประโยชน์สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวมต่อไปในอนาคตให้มีความชัดเจนต่อไป และการยื่นอุทธรณ์ยังเป็นการใช้สิทธิทางศาลของนายรัฐมนตรี ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง โดยมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ในเมื่อยังมีประเด็นข้อกฎหมายที่ยังต้องการความชัดเจนโดยการชี้ขาดจากศาลสูงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารงานภาครัฐต่อไป” นายธงทอง กล่าว
ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประเด็นการเปรียบเทียบกับกรณีของนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่ได้มีการอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งศาลปกครองกลางได้มีการวางหลักในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้นั้น เนื่องจากข้อเท็จจริงแตกต่างกัน โดยนายพีรพลได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว การอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวเมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว ไม่ว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินเช่นไร ย่อมไม่เกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม ซึ่งแตกต่างจากกรณีนี้ที่หากไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและประโยชน์สาธารณะในภาพรวมได้



