
'นายกฯ'ชี้ลดราคาจำนำข้าวรักษาสมดุล
'ยิ่งลักษณ์' ชี้ปรับลดราคาจำนำข้าวเพื่อรักษาสมดุลตามกลไกของตลาด ยันเดินหน้าโครงการต่อ หวังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา พร้อมสั่งผวจ.เร่งแจงปชช.
20 มิ.ย.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชี้แจงต่อชาวนาหลังรัฐบาลปรับลดราคาจำนำข้าวเหลือ 12,000 บาท ต่อตันว่า ได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รวมถึงรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องได้ใช้โอกาสในการชี้แจงกับชาวนา สำหรับที่ครม. รับทราบมติของ กขช. นั้นจะเป็นฤดูของนาปรัง ส่วนของรัฐบาลเองก็ต้องมีการคำนึงถึงเรื่องความสมดุล ทั้งเรื่องของราคาต้องให้สอดคล้องกับตลาดโลก รายได้ของชาวนา และการรักษาวินัยการเงินการคลัง ต้องเรียนว่าเป็นการยากที่เราต้องรักษาสมดุลนี้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าตลาดมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราก็ยินดีที่จะปรับในเรื่องราคาต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นสะท้อนกับความเป็นจริง เพราะสิ่งที่เราต้องการคืออยากเห็นคุณภาพชีวิตของชาวนาที่ดีขึ้น และไม่อยากเห็นการที่ชาวนาต้องขาดทุนเหมือนในอดีตอีกแล้ว ซึ่งนี่เป็นเจตนาและวัตถุประสงค์
ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการที่รัฐบาลปรับลดราคาลง ระหว่างนี้จะมีมาตราการอะไรช่วยชาวนาเสริมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มี โดยจะให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปในพื้นที่ ถ้าพบว่าพื้นที่ไหนเพาะปลูกและผลผลิตไม่เพียงพอ ไม่ได้คุณภาพที่ดี ซึ่งจริงๆเรามีทางเลือกอื่น อย่างเช่นการปลูกพืชชนิดอื่น เช่นพืชพลังงาน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ยังขาดพื้นที่ในการปลูก ถ้าเราสามารถที่จะพูดคุยกัน และหันมาส่งเสริมพืชอื่นที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า หรืออาจจะได้เยอะกว่าด้วย ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นส่วนที่รัฐบาลจะเร่งลงไปในพื้นที่และไปพูดคุยกับชาวนานี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นคือรายได้ของชาวนาดีขึ้น เกษตรกรอาจจะเพาะปลูกอย่างอื่นเสริมไปด้วย
เมื่อถามว่ากลุ่มชาวนาระบุว่าราคาที่รับจำนำที่เหมาะสมคือ 13,500 บาท จะมีการทบทวนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะให้คณะกรรมการรับเรื่องนี้ไปพิจารณา อย่างที่เรียนว่าเราต้องให้ความเป็นธรรม ดูความเหมาะสม ดูเรื่องการรักกษาสมดุลเรื่องวินัยการเงินการคลัง ดูในเรื่องที่สะท้อนต้นทุนของชาวนาจริงต่อรอบการผลิต ต่อประเภทพันธุ์ข้าว และสะท้อนในเรื่องของราคาตลาดโลกด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีการถามถึงความรับผิดชอบทางการเมืองเนื่องจากรัฐบาลได้สัญญากับประชาชนตอนหาเสียงไว้ แต่กลับทำไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของนโยบาย ของรัฐบาลต้องเรียนว่า โครงการรับจำนำข้าวนั้นเป็นการยกรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนในปีแรก ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 1 ปี และเราก็พยายามทำต่อในปีที่สอง แต่ว่าในระยะยาว นั้นเราต้องปฏิรูปการเกษตร ปรับความสมดุลในเรื่องของเกษตรโซนนิ่ง ที่มีการทำรายละเอียดลงไปในพื้นที่และสำรวจว่า พื้นที่ใดที่จะเหมาะเพาะปลูกอะไร ซึ่งตรงนี้เราก็คงจะปรับในเรื่องของความสมดุลและในเรื่องของการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรด้วย เรียนว่านโยบายจำนำข้าวก็ยังเป็นนโยบายที่รัฐบาลยังเดินหน้าต่อ
'นายกฯ' ยื่นอุทธรณ์คดีคืนตำแหน่ง 'ถวิล'
นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมกลั่นกรองให้ความเห็นกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้กับนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ แถลงว่า ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลข หมายเลขแดง ที่847/2556 ระหว่างนายถวิล ผู้ฟ้องคดี กับนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น สำนักงานคดีปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาคำพิพากษาของศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้ว เห็นว่ากรณีมีประเด็นที่สามารถอุทธรณ์เพื่อหักล้างเหตุผลได้ หากสำนักนายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลของศาลปกครองกลางดังกล่าว และจากการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน อัยการอาวุโส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เห็นว่า นายกรัฐมนตรีสมควรใช้สิทธิอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดได้
เนื่องจากกรณีนี้ยังมีประเด็นข้อกฎหมายที่ยังต้องการความชัดเจนโดยการชี้ขาดจากศาลสูงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารงานภาครัฐ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางอาจก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินทั้งระบบ ในระนาบต่างๆ โดยรวม เพราะหากถือลักษณะงานมาเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการชี้ความเท่าเทียมกันของระดับตำแหน่งแล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานบุคคลอย่างยิ่ง
นายธงทอง กล่าวว่า หากยึดแนวทางตามคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจะไม่สามารถโอนย้ายข้าราชการในระดับเดียวกันจากตำแหน่งที่เป็น Active Position ไปยังตำแหน่งที่เป็นInactive Position ได้เลย เนื่องจากจะถือเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ หรือหากมีการนำประเด็นนี้ไปเทียบเคียงกับการบริหารงานในระดับกระทรวง จะเห็นว่ามีตำแหน่งงานที่มีอำนาจหน้าที่ หรือมีบทบาท มีระดับความท้าทายที่ต่างกันเช่นกัน อันจะทำให้ฝ่ายบริหารไม่อาจโอนย้ายผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการ หรือตำแหน่งใดๆ ที่แม้มีระดับเดียวกันแต่มีหน้าที่แตกต่างกันได้เลย ทั้งนี้ สำหรับตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นระดับ11 กับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ค่าของงานที่มีการประเมินของสำนักงานก.พ.ที่เท่ากัน เงินเดือนค่าตอบแทน และผลประโยชน์ต่างๆ เป็นค่าตอบแทนตามกฎหมายที่เหมือนกัน
“ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนายกรัฐมนตรีจึงเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯที่เห็นเป็นการสมควรที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางในคดีนี้ ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์เป็นการเฉพาะคดีนี้เท่านั้น แต่เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานและเป็นประโยชน์สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวมต่อไปในอนาคตให้มีความชัดเจนต่อไป และการยื่นอุทธรณ์ยังเป็นการใช้สิทธิทางศาลของนายรัฐมนตรี ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง โดยมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ในเมื่อยังมีประเด็นข้อกฎหมายที่ยังต้องการความชัดเจนโดยการชี้ขาดจากศาลสูงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารงานภาครัฐต่อไป” นายธงทอง กล่าว
ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเปรียบเทียบกับกรณีของนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่ได้มีการอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งศาลปกครองกลางได้มีการวางหลักในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้นั้น เนื่องจากข้อเท็จจริงแตกต่างกัน โดยนายพีรพลได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว การอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวเมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว ไม่ว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินเช่นไร ย่อมไม่เกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม ซึ่งแตกต่างจากกรณีนี้ที่หากไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและประโยชน์สาธารณะในภาพรวมได้



