
พลิกแฟ้ม6แกนนำBRNเจรจายังไร้สัญญาณ'หยุดยิง'
4เดือน3ครั้งเจรจาดับไฟใต้ ยังไร้สัญญาณ'หยุดยิง' พลิกแฟ้ม6แกนนำบีอาร์เอ็น : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
ผ่านไปแล้ว 3 ครั้งสำหรับการพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดยขบวนการบีอาร์เอ็นกลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ แต่ดูเหมือนระยะเวลาเกือบ 4 เดือนหลังจากทั้งสองฝ่ายยอมจรดปากกาลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการสันติภาพดับไฟใต้ ดูจะยังมองไม่เห็นปลายทางแห่งสันติสุข
เพราะสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ไม่ได้ลดระดับลงเลย หนำซ้ำในทางความรู้สึก ถามใครก็บอกตรงกันว่าแรงขึ้นด้วยซ้ำ
กลายเป็นข้อกังขาว่า หากฝ่ายบีอาร์เอ็นไม่ได้มีเจตจำนงลดการใช้ความรุนแรงเพื่อก้าวเดินสู่สันติภาพไปด้วยกัน แล้วจะพูดคุยเจรจาเพื่ออะไร?
ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 18 มิถุนายน เพียงวันเดียว เกิดเหตุลอบวางระเบิดทหารและทหารพราน 3 จุด ซุ่มยิงทหาร 1 จุด ดักโจมตีตำรวจสายตรวจ 1 จุด สูญเสียชีวิตกำลังพลไปถึง 3 นาย บาดเจ็บอีก 12 นาย
หากย้อนดูสถิติความรุนแรงที่เก็บรวบรวมโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เทียบกันเดือนต่อเดือน ตั้งแต่มกราคม 2556 ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2556 จะพบว่าสถิติเหตุรุนแรงรายเดือนช่วงก่อนลงนามในข้อตกลงพูดคุยสันติภาพเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2556 กับช่วงหลังลงนาม แม้ตัวเลขจะไม่สวิงไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นค่อนข้างชัด ไม่มีสัญญาณลดลง โดยสามารถแยกแยะได้ดังนี้
จำนวนเหตุรุนแรงทุกประเภท เดือนมกราคม 46 เหตุการณ์ กุมภาพันธ์ 42 เหตุการณ์ มีนาคม 57 เหตุการณ์ เมษายน 63 เหตุการณ์ และพฤษภาคม 48 เหตุการณ์ เหตุลอบวางระเบิด เดือนมกราคม 9 ครั้ง กุมภาพันธ์ 17 ครั้ง มีนาคม 15 ครั้ง เมษายนพุ่งไปถึง 21 ครั้ง และพฤษภาคม 18 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เดือนมกราคม เสียชีวิต 38 ราย บาดเจ็บ 49 ราย รวม 87 ราย เดือนกุมภาพันธ์เสียชีวิต 50 ราย บาดเจ็บ 90 ราย รวม 140 ราย เดือนมีนาคมเสียชีวิต 45 ราย บาดเจ็บ 109 ราย รวม 154 ราย เดือนเมษายนเสียชีวิต 30 ราย บาดเจ็บ 75 ราย รวม 105 ราย และเดือนพฤษภาคม เสียชีวิต 39 ราย บาดเจ็บ 67 ราย รวม 106 ราย
ส่วนตัวเลขหมู่บ้านสีแดง หรือหมู่บ้านที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบนั้น ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น หมู่บ้านเสริมสร้างความมั่นคง (สีแดง) มีจำนวน 136 หมู่บ้าน จากจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 1,970 หมู่บ้าน ที่เหลือเป็นหมู่บ้านเฝ้าระวัง (สีเหลือง) จำนวน 234 หมู่บ้าน และหมู่บ้านเสริมสร้างการพัฒนา (สีเขียว) จำนวน 1,600 หมู่บ้าน
นับเฉพาะหมู่บ้านเสริมสร้างความมั่นคง หรือหมู่บ้านสีแดง แยกเป็น จ.ยะลา 32 หมู่บ้าน จ.ปัตตานี 47 หมู่บ้าน จ.นราธิวาส 48 หมู่บ้าน และ จ.สงขลา 9 หมู่บ้าน
นี่คือสถานการณ์ในภาพรวมที่ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าดีขึ้นกว่าเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งหมู่บ้านสีแดงเคยสูงถึงกว่า 240 หมู่บ้าน แต่นั่นไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการพูดคุยเจรจา เพราะหลังจากริเริ่มกระบวนการเจรจา เหตุรุนแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเหตุที่พุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ อส.และฝ่ายปกครอง
มุมมองของผู้ปฏิบัติอย่าง น.อ.สมเกียรติ ผลประยูร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กองทัพเรือ (ผบ.นย.ภาคใต้ ทร.) มองว่า สถานการณ์ในภาพรวมยังทรงตัว และไม่ชัดเจนว่าเหตุรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ เพราะแต่ละช่วงเวลาของทุกๆ ปีที่ผ่านมา สถิติเหตุรุนแรงก็ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ โดยเฉพาะช่วงใกล้เดือนรอมฎอน ฉะนั้นหากจะประเมินกันจริงๆ คงต้องประเมินกันในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้ ซึ่งมีข่าวว่าทางฝ่ายบีอาร์เอ็นตกลงในหลักการว่าจะลดเหตุรุนแรง
"แม้จะพูดคุยเจรจากันมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ 2 ครั้งแรกบีอาร์เอ็นไม่ได้รับปากว่าจะลดเหตุรุนแรง จึงยังประเมินไม่ได้ มีเฉพาะครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน เท่านั้น ที่รับปากว่าจะลดการก่อเหตุช่วงเดือนรอมฎอน ฉะนั้นก็ต้องไปประเมินกันช่วงนั้น ส่วนการปฏิบัติของฝ่ายความมั่นคงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราก็มุ่งบังคับใช้กฎหมาย รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ขณะที่การพูดคุยเจรจาเป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย"
สำหรับมาตรการปิดล้อมตรวจค้นที่มีข่าวว่าฝ่ายความมั่นคงจะต้องลดการปฏิบัติช่วงเดือนรอมฎอน เพื่อแลกกับการลดการก่อเหตุรุนแรงของฝ่ายบีอาร์เอ็นนั้น น.อ.สมเกียรติ บอกว่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะยังไม่มีคำสั่งลงมา จึงยังต้องปฏิบัติตามยุทธวิธีปกติ ต้องเข้าใจว่า ที่ผ่านมาถ้าไม่มีการก่อเหตุ เช่น วางระเบิด หรือยิงเจ้าหน้าที่ ฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ได้ใช้มาตรการเชิงรุกมากนัก จะปิดล้อมตรวจค้นเฉพาะเมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นก่อนเท่านั้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไร ตามนโยบายจะไม่อนุญาตให้นำกำลังทหารขนาดใหญ่ไปปิดล้อมหมู่บ้านอยู่แล้ว
ด้านความเห็นของนักการเมืองรุ่นลายคราม "กลุ่มวาดะห์" อย่าง นายเด่น โต๊ะมีนา ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้ เขาประเมินว่า การพูดคุยกับบีอาร์เอ็นดังที่ดำเนินการอยู่ไม่ค่อยได้ประโยชน์ เพราะจุดยืนและความต้องการแตกต่างกันชัดเจน ฝ่ายบีอาร์เอ็นรู้สึกว่าตนเองเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาแล้ว เพราะมีการยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อมายังรัฐบาลไทย แต่ฝ่ายรัฐบาลไทยกลับยังบอกว่าเป็นช่วงของการพูดคุยกันอยู่ มีเป้าหมายแค่ทำความรู้จัก สร้างความสนิทสนมจากการพูดคุยกันเท่านั้น
ที่สำคัญผู้มีอำนาจในรัฐบาลบางคนหรือบางหน่วยงานยังมองว่าไปเจรจากับโจร หากยังมองกันแบบนี้ก็สำเร็จยาก ประกอบกับบีอาร์เอ็นไม่ได้เต็มใจเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพ แต่ถูกทางการมาเลเซียกดดันจากการขอร้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนเรื่องการลดความรุนแรงเฉพาะหน้ายิ่งเป็นไปได้ยาก มีแต่จะยิ่งเร่งก่อเหตุรุนแรงเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
ขณะที่อดีตผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ซึ่งเคยเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ของขบวนการบีอาร์เอ็น แต่ปัจจุบันวางมือแล้ว กล่าวว่า ไม่มั่นใจเลยว่าการพูดคุยสันติภาพครั้งนี้จะยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเหตุผล 2 ประการ คือ
1.ไม่ชัดเจนว่าปัจจุบัน นายฮัสซัน ตอยิบ หัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายบีอาร์เอ็น ยังอยู่ในขบวนการจริงหรือเปล่า เพราะทางบีอาร์เอ็นไม่เคยมีนโยบายเจรจากับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะเจรจาภายใต้รัฐธรรมนูญไทย เนื่องจากเป้าหมายของบีอาร์เอ็นคือเอกราชเท่านั้น
2.ทุกครั้งไม่ว่าก่อนหรือหลังเจรจาจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในลักษณะต่อต้านการเจรจา แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ยังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาอยู่มาก ส่วนข้อเสนอของรัฐบาลไทยที่ให้ยุติการก่อเหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอน คงเป็นไปได้ยาก
เพราะว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ได้รับการปลูกฝังมาว่า การทำสงครามญิฮาดในเดือนรอมฎอนถือว่าได้บุญมากเป็นสองเท่า
พลิกแฟ้ม6แกนนำบีอาร์เอ็น
ตำราพิชัยสงครามของซุนวู บทสำคัญกล่าวไว้ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" ฉันใด การจะรุกรบในเวทีเจรจาสันติภาพระหว่างทางการไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นก็จำเป็นต้อง "รู้เขา" ด้วยฉันนั้นว่า ตัวแทนฝ่ายบีอาร์เอ็นเป็นใคร มาจากไหน มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และมีอำนาจบังคับบัญชาจริงหรือไม่
"คมชัดลึก" จึงได้สืบค้นประวัติความเป็นมาของแกนนำบีอาร์เอ็นแต่ละคน โดยแหล่งข่าวในกองทัพให้ข้อมูลว่า บนโต๊ะเจรจาทุกครั้งที่ผ่านมาจะมีแกนนำหลักจำนวน 6 คนอยู่บนโต๊ะเจรจา ทั้งยังได้เผยประวัติความเป็นมาของแต่ละคนให้รับทราบด้วย
1.นายอาแซ เจ๊ะหลง (ชื่อไทย) หรือ นายฮัสซัน ตอยิบ / HASSAN TAIB (ชื่อมาเลเซีย) มีตำแหน่งสำคัญในขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) หลายตำแหน่ง ได้แก่ รองเลขาธิการใหญ่ / ประธานสภาการเมือง และหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ ที่อยู่ปัจจุบัน คือ บ้านปูลาปาแย ปาเสปูเต๊ะ รัฐตรังกานู มาเลเซีย
ประวัติความเป็นมาของอาแซ เจ๊ะหลง หรือฮัสซัน ตอยิบ เคยศึกษาอยู่ที่ ร.ร.พัฒนาอิสลาม จ.ยะลา และร.ร.ธรรมวิทยามูลนิธิ จ.ยะลา ก่อนไปศึกษาต่อที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย และเข้าชมรม PMIPTI (องค์กรเยาวชนของบีอาร์เอ็น) เป็นประธานชมรมรุ่นที่ 3
เมื่อจบการศึกษาได้กลับมาเป็นอุสตาสที่ ร.ร.นะห์ฎอตุลสูบาน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส จากนั้นได้เปิดปอเนาะที่บ้านบาโงสะโต ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยได้นำแนวทางในประเทศอินโดนีเซียมาเผยแพร่ กระทั่งถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ ก่อนจะหลบหนีไปอยู่มาเลเซีย
บทบาทของเขาในกลุ่มบีอาร์เอ็น คือ การเป็น "ผู้นำฝ่ายการเมือง" และดำเนินงานด้าน "ต่างประเทศ" และยังเคยเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม PULO (พูโล) ด้วย
2.มะ โฉลง หรือ "เจ๊มูฆะ" อดีตผู้นำบีอาร์เอ็น คองเกรส (BRN Kongres) ภายหลังได้เข้ามาร่วมงานใน "ฝ่ายต่างประเทศ" ร่วมกับนายฮัสซัน ตอยิบ อาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ส่วนภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านโฉลง ต.ปุโรง อ.กรงปินัง จ.ยะลา
3.ฟาดิล /ฟาเดล หรืออิสมาแอ กรงปินัง อดีตแกนนำบีอาร์เอ็น คองเกรส รับผิดชอบสายงานทาง "การทหาร" ปัจจุบันเปิดร้านอาหารอยู่ในมาเลเซีย มีความใกล้ชิดกับ อุสตาสการิม ฮัสซัน อดีตประธานบีอาร์เอ็นยุคเก่า ปัจจุบันร่วมงานกับ ฮัสซัน ตอยิบ ในฝ่าย "ต่างประเทศ"
4.นายมะสุกรี ฮารี อายุ 47 ปี ภูมิลำเนาหมู่ 3 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา อดีตผู้บริหาร ร.ร.พัฒนาอิสลามวิทยา จบการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาอิสลามศึกษา จากประเทศซูดาน ตำแหน่ง "หัวหน้าฝ่ายเยาวชน (เปอมูดอ)" รับผิดชอบพื้นที่ "กัสยะลา" โดยก่อนหน้านี้เคยหลบหนีคดีขณะได้รับการประกันตัว
5.นายอับดุล รอนี ภูมิลำเนา อ.เมือง จ.นราธิวาส จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสต์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยสอนวิชาสังคมศึกษาที่ ร.ร.สัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
6.นายลุกมัน บินลิมา หรือมะ ปอเซ ภูมิลำเนาหมู่ 3 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีความสนิทสนมกับ ตนกูบีรอ กอตอนีรอ ประธาน และเลขาธิการ "พูโลเก่า" ภายหลังได้ลี้ภัยไปอยู่สวีเดน และได้รับเงินเดือน เนื่องจากเป็น "แพทย์" รักษาคนไข้อยู่ในประเทศสวีเดน และมีที่อยู่อาศัยในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซียด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงโอกาสที่จะเดินทางไปสู่สันติภาพนั้น แหล่งข่าวคนเดิมให้รอดูเหตุรุนแรงในช่วง "เดือนรอมฎอน" เสียก่อน เพื่อพิสูจน์ความจริงใจ และศักยภาพของแกนนำกลุ่มนี้ แต่ก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า หน่วยงานความมั่นคงเคยคุยกับ นายฮัสซัน ตอยิบ มานับครั้งไม่ถ้วน กว่า 30 ปีมาแล้ว และเหตุการณ์ในพื้นที่ก็เป็นไปอย่างที่เห็น
ขณะที่ นายฮัสซัน ตอยิบ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Utusan Malaysia ของมาเลเซีย หลังการพูดคุยกับรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ว่า "ขอให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้นและใจเย็นๆ เพราะการพูดคุยที่นำไปสู่การเจรจาสันติภาพอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเวลา 2-3 ปี หรือมากกว่านั้นไม่มีใครทราบได้ และการสู้รบกันก็ไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง"
..............................
(หมายเหตุ : 4เดือน3ครั้งเจรจาดับไฟใต้ ยังไร้สัญญาณ'หยุดยิง' พลิกแฟ้ม6แกนนำบีอาร์เอ็น : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



