
ตะลึง!พบหมูป่ากว่า200ตัวกลางเมืองโอ่ง
ตะลึง! พบหมูป่าไม่มีเจ้าของกว่า 200 ตัวกลางเมืองโอ่ง หวั่นถูกจับไปขาย-ทำอาหาร วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย
19 มิ.ย.56 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านในชุมชนสันติสุข เขตเทศบาลเมืองราชบุรี ว่ามีหมูป่ามาอาศัยอยู่จำนวนมากและมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่กลางเมืองราชบุรี และหมูป่าเหล่านี้ก็เข้าไปกัดกินพืชผักที่ชาวบ้านปลูกไว้จนหมด สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ชอบบริโภคหมูป่า มาคอยจ้องจับหมูป่าเอาไปกินและเอาไปขาย ชาวบ้านจึงอยากให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยดำเนินการจับหมูป่าเหล่านี้ด้วย
หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบว่ามีหมูป่า ซึ่งมีทั้งแม่หมูและลูกหมูตัวเล็กจำนวนมากมาเดินหากินตามสองข้างทางภายในซอยดังกล่าว โดยมีนางภัครินทร ภูศรีเทศ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 300/34 เขตเทศบาลเมืองราชบุรี นำรำข้าวผสมกับอาหารมาให้หมูป่ากิน ซึ่งนางภัครินทร กล่าวว่า เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ทราบว่ามีคนนำหมูป่ามาเลี้ยงไว้ 1 คู่ แต่ต่อมาเกิดมีลูกหลานออกมาจำนวนมาก จนเลี้ยงไม่ไหวต้องปล่อยให้หมูออกมาหากินเอง และหมูป่าเหล่านี้ก็ออกมากัดกินพืชผักที่ชาวบ้านปลูกไว้จนเสียหายจำนวนมาก และมีการแพร่พันธุ์ออกมามากมายกระจายไปอยู่บ้านตามพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่รกร้าง และบ้านร้างซึ่งมีหลายหลังในซอยดังกล่าว ชาวบ้านที่สงสารต้องนำอาหารมาให้หมูป่ากินเพื่อไม่ให้หมูออกไปกัดกินพืชผัก แต่หมูป่าก็ยังออกไปหากินเพราะอาหารที่นำมาเลี้ยงนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากมีปริมาณหมูป่าเพิ่มจำนวนมาก ตนเองก็ต้องนำอาหารมาให้ทุกวันเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว
นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านบางคนหาผลประโยชน์โดยการแอบมาจับลูกหมูป่าไปขาย หรือบางคนก็นำไปเป็นอาหาร ทำให้ชาวบ้านหลายคนนั้นเกิดความสงสารจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการนำหมูป่าเหล่านี้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยด้วย
ด้านนายณรงค์ ครองชนม์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี หลังได้รับทราบข่าวก็เดินทางไปดูหมูป่า พร้อมกับกล่าวว่า ได้ประสานไปยังสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เข้ามาดำเนินการวางแผนในการจับหมูป่าซึ่งทราบว่ามีมากกว่า 200 ตัว เพื่อนำไปไว้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ก่อนที่จะถูกชาวบ้านจับไปขายและนำไปทำอาหารทั้งหมด
บุรีรัมย์-ควายกินต้นไมยราบมีสารพิษตาย 5 ตัว
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีควายของชาวบ้านบ้านโสน ต.บ้านตะโก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ตายโดยไม่ทราบสาเหตุวันเดียว 5 ตัวรวด จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงหมู่บ้านโสนก็พบนางทองเพชร สมบังใด อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ 2 ต.ตะโก นั่งร่ำไห้ลูบคลำควายจำนวน 3 ตัว ชื่อว่า เจ้าทองดำ ,ทองคำ ,และเจ้าทองขาว ทั้งหมดเป็นควายเพศเมียสามแม่ลูก ตัวแม่มีอายุ 7 ปี ตัวลูกอายุ 3 ปีเศษ ซึ่งทั้ง 3 ตัวกำลังตั้งท้องได้หลายเดือนแล้ว แต่เป็นที่น่าเวทนา คือ ลูกเจ้าทองดำตัวล่าสุดที่พึ่งคลอดได้เพียงประมาณ 6 เดือน และเหลืออยู่เพียงตัวเดียว วิ่งไปมารอบบริเวณคอกที่แม่ควายนอนตาย พร้อมส่งเสียงร้องเรียกหาแม่อยู่ตลอดเวลา สร้างความเวทนาใจแก่ชาวบ้านที่มามุงดู
นอกจากนี้ยังพบควายของนายสด สมหวังได้ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 เพื่อนบ้านซึ่งอยู่ใกล้กัน ก็ตายในลักษณะเดียวกันอีก 2 ตัว เป็นควายเพศเมียอายุ 8 ปี และ 6 ปี แต่ที่สร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้าน คือ ควายที่ตายทั้ง 5 ตัว ไม่มีบาดแผลของสัตว์มีพิษกัด และไม่เคยป่วยเป็นโรค เพราะควายของสองครอบครัวนี้ เจ้าของเลี้ยงดูอย่างดี และมีความผูกพันเพราะเลี้ยงมาเกือบ 10 ปีไม่เคยคิดจะขาย ถึงแม้จะมีพ่อค้าจะมาเสนอราคาให้ถึงหลักแสนบาทก็ตาม
นางทองเพชร บอกว่า ครอบครัวมีควายที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด 4 ตัว โดยควายตัวแม่และลูกอีก 2 ตัวที่ตาย กำลังตั้งท้องจึงเป็นความหวังของครอบครัว เพราะตั้งใจว่าหากตกลูกออกมาจะขายเพื่อใช้หนี้ แต่กลับมาตายยกคอก ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะก่อนหน้านี้พร้อมเพื่อนบ้านรวม 3 คน ได้ไปเกี่ยวหญ้าที่สุสานฝังศพหรือป่าช้าจีนในเขตตัวเมืองมาให้ควายกิน เพราะเป็นฤดูทำนาไม่มีสถานที่ที่จะปล่อยควายกินหญ้าเหมือนกับหน้าแล้ง แต่หลังจากนำหญ้ามาให้ควายกินก็พบว่าควายของตนเอง และของนายสดตายวันเดียวกัน 5 ตัวรวด จึงได้แจ้งผู้ใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ ซึ่งเหตุการณ์ที่ควายล้มตายครั้งนี้ทำให้ครอบครัวแทบหมดตัว
ต่อมาหลังได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอห้วยราชการได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบสาเหตุการตายของควายทั้ง 5 ตัว จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบบาดแผลจากสัตว์มีพิษกัด และไม่ได้ติดเชื้อโรคระบาด จึงคาดว่าน่าจะเกิดจากการที่ควายกินต้นไมยราบไร้หนาม ที่มีสารไนเตรด และสารไซยาไน ปนเปื้อนซึ่งเป็นพืชที่ห้ามสัตว์กินโดยเฉพาะวัวควาย หากกินเข้าไปในปริมาณมากหรือกินต้นแก่ สารพิษจากต้นไมยราบดังกล่าวจะเข้าไปทำลายตับ ไต ทั้งยังเกิดกรดแก๊สในกระเพาะอาหาร จึงเป็นสาเหตุทำให้ควายล้มตายดังกล่าว
ทางด้านนายพจน์ภิรัตน์ เนียมจุ้ย ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้แนะนำไม่ให้ชาวบ้านนำไปรับประทาน หรือจะรับประทานก็ควรจะทำให้สุกเพื่อให้อุณหภูมิความร้อนทำลายสารพิษที่อาจปนเปื้อนในเนื้อควายดังกล่าว
อย่างไรก็ตามได้ให้เจ้าหน้าที่ตัดชิ้นเนื้อควายที่ตายส่งไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาสาเหตุการตายของควายที่แน่ชัดอีกครั้ง พร้อมทั้งจะได้ลงพื้นที่แนะนำให้ความรู้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัว ควาย ถึงพืชต้องห้ามที่ไม่ควรนำมาให้สัตว์เลี้ยงกินเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก



