ข่าว

ส.ส.จุมพฏแถลงเหตุซบภท.ถูกแช่แข็ง-เบรคอภิปราย

ส.ส.จุมพฏแถลงเหตุซบภท.ถูกแช่แข็ง-เบรคอภิปราย

08 มิ.ย. 2552

"จุมพฎ บุญใหญ่ " ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย เปิดแถลงข่าวเหตุย้ายพรรค ไม่พอใจที่ถูกผู้มีบารมีนอกพรรคสกัดไม่ให้อภิปรายในสภา พร้อมระบุไม่ได้ถูกซื้อตัว ขณะที่ชาวบ้านหนองไผ่ สถานที่สัมมนาพรรคภูมิใจไทย แห่เข้าลงชื่อเตรียมฟ้องโฆษกเพื่อไทย ที่ให้ข่าวว่าได้รับเ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2552 ที่สำนักงาน ปัญจเทพทนายความ ชุมชนกกส้มโฮง เขตเทศบาลเมืองสกลนคร นายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย ได้เปิดแถลงข่าวถึงสาเหตุการใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย ว่า ไม่พอใจในการกำหนดทิศทางทางการเมืองถูกสะกัดกั้นการอภิปรายในสภาโดยผู้มีอิทธิพลในพรรค ขัดขวางการทำหน้าที่ ส.ส.ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภา ทำให้บทบาทการทำหน้าที่ ส.ส.ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย มีการยืดเวลาโยกโย้คิวอภิปรายจนถึงเหลือเวลา 5 นาทีสุดท้าย จึงบอกว่าไม่มีคิวให้อภิปราย รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เพราะได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่ ได้รับเงินเดือนละกว่า 1 แสนบาท แต่ไม่มีสิทธิ์พูดอะไร ส่วนการทำกิจกรรมภายในพรรคก็ถูกมองเหมือนไม่ใช่ ส.ส.ของพรรค ไม่ให้บทบาททั้งที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานยกร่างเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะนำเข้าสู่สภา แต่กลับไม่ได้อภิปราย ไม่รู้ว่าจะอยู่ในพรรคเพื่อไทยต่อไปทำไม และตนก็ต้องการให้ทางพรรคขับออกจากพรรคอยู่แล้ว เพราะก่อนนี้ก็ติดต่อไปหลายพรรค จนกระทั่งได้พูดคุยกับนายอนุกูล ชาญวีรกุล และนำไปสู่การสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทยในที่สุด

 นายจุมพฎ กล่าวด้วยว่า ทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2527 จนประสบผลสำเร็จได้เป็น ส.ส. ได้เป็นตัวแทนของประชาชน แต่เมื่อได้เป็นตัวแทนแล้วกลับไม่ได้ทำหน้าที่ เพราะถูกขัดขวางจากผู้มีบารมีจากต่างประเทศนอกพรรค วันนี้ตนจึงอยู่ในพรรคเพื่อไทยไม่ได้ และต้องการให้พรรคเพื่อไทยขับออกจากพรรคหากจะกรุณา เพื่อหากตนลาออกไปตนก็จะพ้นจากการเป็นสมาชิกภาพของส.ส. ซึ่งจะทำให้ทางราชการเสียเงินในการเลือกตั้งซ่อม 11 ล้านบาท แต่ถ้าพรรคเพื่อไทย ยินยอมที่จะเสียเงิน 11 ล้านแทน ก็พร้อมจะลาออกจากการเป็นส.ส.ทันที แต่ถ้าไม่ยอมจ่ายเงินในการเลือกตั้งซ่อม ก็ขอความกรุณาขับออกจากพรรค เพื่อที่จะได้ไปสังกัดพรรคอื่นแทน

 นายจุมพฎ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้เข้าใจว่า ที่หันมาซบพรรคภูมิใจไทยนั้น เป็นการดูดโดยการถูกซื้อตัว ซึ่งขอปฏิเสธ เพราะหากซื้อเท่าไรจึงจะพอ สมมติว่า 20 ล้านบาท ทำให้สามารถใช้เงินทำให้เป็น ส.ส.ได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องขายตัวทำไม สรุปก็คือสาเหตุมาจากถูกขัดขวางจากคนๆเดียวที่อยู่นอกพรรคไม่ให้อภิปรายในสภาทั้งที่เตรียมการไว้แล้ว ส่วนการที่ทางพรรคภูมิใจไทยสั่งให้ทำหน้าที่ฟ้องร้อง นายพร้อมพงษ์ นพฤทธ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กรณีที่แถลงข่าวกล่าวหาชาวบ้านหนองไผ่นาดี อำเภอพรรณานิคม ในการที่พรรคภูมิใจไทยได้ไปจัดกิจกรรมต่างๆ และชาวบ้านได้รับเงินจากการจัดกิจกรรมนั้น เรื่องนี้ต้องแยกแยะว่าตนมีอาชีพเป็นทนายความ หากพรรคภูมิใจไทยจะให้ทำการฟ้องร้องทางพรรคก็ต้องจ่ายเงินมา เพราะทำในหน้าที่ทนายความ ไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ส. ซึ่งแนวทางดำเนินงานก็จะต้องรวบรวมหลักฐานต่างๆก่อน เพื่อให้รัดกุมในทางกฎหมาย

 นายจุมพฎ ได้กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 3 ของสกลนคร ว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งหยุดประเทศ เพราะผลที่ออกมาจะส่งผลต่อทั้ง 2 พรรค เป็นศึกตีเมืองและรักษาเมือง โดยเพื่อไทยรักษาเมือง ภูมิใจไทยเข้าตีเมือง แต่ถ้าเพื่อไทยแพ้ถือว่าเพื่อไทยจะแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปในภาคอีสานของการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนภูมิใจไทยแพ้ถือว่ายังไม่แพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป แต่อยากให้มองถึงการเลือกตั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า ในการเลือกตั้งก็ต้องมีเหตุที่จะทำให้แพ้หรือชนะ ซึ่งเพื่อไทยจะมีเหตุอะไรที่จะทำให้ชนะ ส่วนภูมิใจไทยนั้นมีอะไรที่จะทำให้ชนะ ซึ่งนำมาพูดในที่นี้ไม่ได้

 ต่อมา เวลา 12.00 น.วันเดียวกัน ได้มีราษฎรจากบ้านหนองไผ่นาดี ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม กว่า 100 คน นำโดย นายเล็ง อันสุข ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 19 และนาย ไกรสร การุญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 เดินทางไปรวมตัวที่สำนักงานปัญจเทพทนายความ เพื่อเข้าชื่อในการเตรียมฟ้องร้องต่อ นายพร้อมพงษ์ นพฤทธ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ได้แถลงข่าวพาดพิงว่า พรรคภูมิใจไทยได้เข้าไปจัดสัมมนาที่หมู่บ้านดังกล่าว มีการจัดกิจกรรมต่างๆเช่นการดำนา และอื่นๆโดยมีการจ่ายเงินให้กับชาวบ้าน ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีและหมิ่นประมาทชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีการจ่ายหรือรับเงินแต่อย่างใด ซึ่งนายจุมพฎ ได้จัดทีมงานทนายไว้รับเรื่อง 5 คน

 ขณะที่ นายลินทอง การุญ อายุ 59 ปี ชาวบ้านหนองไผ่ หมู่ 19 บอกว่า บ้านหนองไผ่ตั้งมากว่า 100 ปี ไม่เคยมีที่เจ้านายจะมาเยี่ยมหมู่บ้านในลักษณะนี้ เมื่อลูกหลานของหมู่บ้านซึ่งเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย สามารถนำผู้บริหารระดับสูงของประเทศมาเยี่ยมหมู่บ้าน พวกตนจึงยินดีให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือเนื่องจากมีความดีใจและภูมิใจ ไม่ได้เป็นอย่างที่โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวหา

 ทางด้าน นายนิยม เวชกามา สส.สกลนคร เขต 1 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่นายจุมพฎไม่ได้ขึ้นอภิปรายนั้นเนื่องจากหัวข้ออภิปรายเกี่ยวเนื่องกับบุคคลที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่รัฐบาล คือจะอภิปรายมารดา นายกอภิสิทธิ์ ที่จัดรายการวิทยุแล้วไม่จ่ายค่าเวลา ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการ

 จึงเป็นสาเหตุที่นายจุมพฎไม่พอใจ แต่ที่ นายไพจิตร ศรีวรขาน ได้ให้นายจุมพฎ อภิปรายก็คือเรื่อง การทุจริตการเลือกตั้งการแจกเงินใส่นามบัตรของ นายบุญจง วงษ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จังหวัดนคราชสีมา แต่ นายจุมพฎ กลับไม่อภิปราย

 สำหรับการจะขับหรือไม่ขับนายจุมพฎ ออกจากพรรคนั้น ยังไม่มีการพูดคุยกัน แต่ตอนนี้ก็คือยังอยู่ในพรรค และคิดว่าทางพรรคคงจะไม่ขับ และคุณจุมพฎ ก็ยังเป็นสมาชิกพรรค แต่เป็นสมาชิกพรรคแล้ว กลับไม่มีกิจกรรมร่วมกับพรรคแล้วคุณจุมพฎจะอยู่อย่างไร เพราะตัวอยู่ แต่ใจไม่อยู่ ก็เป็นเรื่องของคุณจุมพฎเอง  ส่วนกรณีที่ระบุว่า ผู้มีบารมีนอกพรรคก็คงจะหมายถึง อดีตนายกทักษิณ ซึ่งตรงนี้แม้ท่านไม่อยู่ในพรรค แต่ท่านก็เคยเป็นผู้ที่ทำให้หลายคนได้เป็น ส.ส.จึงมีความผูกพันกัน

 นายนิยม ยังบอกว่า กรณีการที่นายจุมพฎ จะย้ายพรรคเนื่องมาจากการถูกซื้อตัวหรือไม่นั้น เรื่องนี้ตนไม่ทราบจริงๆ เพราะไม่มีหลักฐาน แต่ก็ขอให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะเลือกใครในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่นายจุมพฏ ได้มีท่าทีที่ต้องการย้ายพรรคมานานแล้ว ประมาณ 3-4 เดือน แต่ไม่รู้ว่าได้เตรียมย้ายเข้า ภท.หรือไม่ 

 ส่วนความเห็นกรณี นายเนวิน ชิดชอบ เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทยนั้น นายเนวิน ทำตัวเป็นอาจารย์ใหญ่ เป่านกหวีดกำกับรัฐมนตรีและ ส.ส. มีข่าวออกทางสื่อมวลชนทุกวัน และ ทาง กกต.ก็เห็นอยู่แล้วว่า ท่านเนวิน เข้าไปร่วมกิจกรรม ประกาศกำกับควบคุมทุกคน อันนี้ไม่ทราบว่าผิดหรือไม่ผิด ทาง กกต.ก็รับทราบแล้วบอกว่าต้องมีคนฟ้อง เรื่องนี้ตนเห็นว่าจะฟ้องไปทำไมซึ่งจะฟ้องหรือไม่ฟ้องก็อยู่ที่มติของพรรค แต่โดยส่วนตัวแล้ว เรื่องนี้ทาง กกต.จะต้องดำเนินการ เพราะก็เห็นกับตาว่านายเนวินทำตัวเป็นครูใหญ่ คอยเป่านกหวีดกำกับตลอด

 อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเที่ยวนี้หรือเที่ยวหน้า ก็เป็นการวัดกันระหว่างอดีตนายกทักษิณ และนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสิน สำหรับการที่จะฟ้องร้อง โฆษกพรรคเพื่อไทยนั้น เท่าที่ฟังดูแล้วไม่เห็นว่าจะพูดผิดตรงไหน สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการแตกแยก ยังลงพื้นที่หาเสียงช่วยในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต3 อย่างเหนียวแน่น