ข่าว

'ปู'รอมติกขช.ก่อนลดราคา'จำนำข้าว'

'ปู'รอมติกขช.ก่อนลดราคา'จำนำข้าว'

18 มิ.ย. 2556

'นายกฯ'รอมติ กขช. ก่อนพิจารณาลดราคารับจำนำข้าว ระบุไม่ทราบขายข้าวให้ใคร เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่-ยังอุบปรับครม. ชี้ขอดูจากผลงานเรื่อยๆ

               เมื่อเวลา 13.45 น.วันที่ 18 มิถุนายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ว่า ได้รับทราบรายงานจากคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ(กขช.) นายวรเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ซึ่ง ครม.ได้รับทราบรายละเอียดทั้งหมด และจะส่งให้ กขช.พิจารณา ต่อไป

               ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการลดราคารับจำนำจาก 15000 บาทต่อตันหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ได้มีมติจาก กขช.เข้ามาชัดเจน เราก็คงจะรับข้อเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ แล้วคงจะหารือให้เป็นทิศทางที่ชัดเจน จาก กขช.มาที่ ครม. ซึ่งตรงนี้คงต้องรอผลก่อน

                เมื่อถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรในการสร้างความเชื่อมั่นจากโครงการนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรียนว่าวันนี้เองเราได้สั่งงานเพิ่มเติม และได้ฝากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปแล้วว่าให้มีการตั้งคณะเซอร์เวย์เยอร์ ที่เป็นตัวกลางเพิ่มขึ้นมาอีกทีมหนึ่งในการตรวจสอบทุกโกดัง และในทีมเซอร์เวย์เยอร์นั้น ต้องมีทีมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าตรวจสอบด้วย ซึ่งวันนี้ก็ให้มีการทำอย่างรวดเร็วและให้กลับมาเรียนต่อ ครม. ซึ่งหากตรวจสอบว่า มีปัญหาสต็อกเซอร์เวย์เยอร์ก็ต้องชดใช้ตามราคา ตามต้นทุน

               เมื่อถามว่า ที่ประชุม ครม.วันนี้มีการรายงานหรือไม่ว่ามีการขายข้าวไปกี่ตันและราคาตันละเท่าไหร่ ขายให้ใคร นายกฯ กล่าวว่า มีการรายงานแล้วจากนายวรเทพ ซึ่งตัวเลขที่ผ่านมา ณ วันที่ 31 มกราคม ตรงกัน แต่สิ่งที่ไม่ตรงกันคือ ตัวเลขสต็อกคงค้าง ซึ่งนายบุญทรง ได้รายงานว่า กขช.ได้ให้คณะทำงานและคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ลงไปตรวจสอบในรายละเอียดในสต็อกว่ามีเท่าไหร่ และความต่างอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องความต่างในการคำนวณมูลค่าของสต็อกคงค้าง แต่ตัวเลขที่ผ่านมาที่มีการขายและรับรู้จริง ตรงนี้ตรงกันหมด ส่วนการขายให้กับบริษัทใดนั้น ตนไม่ทราบในตรงนั้น เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

                เมื่อถามว่า ในเมื่อโครงการดังกล่าวรัฐบาลยอมรับว่า ขาดทุน 1.3 แสนล้าน ในปีแรก ทำให้รัฐบาลมีแนวโน้มจะลดราคาจำนำลงมาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องเรียนว่า ในทางบัญชีอาจเรียกว่าขาดทุน แต่ความเป็นจริงแล้ว ราคาส่วนต่างที่เรารับมา คือ การดูแลเกษตรกร ซึ่งก็ตรงกันกับนโยบายที่เราต้องการดูแลเกษตรกรและดูแลราคาพืชผล โดยสิ่งเหล่านี้จะกลับไปดูแลเกษตรกร ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีโดยตรง ซึ่งตรงนี้ทำให้เศรษฐกิจต่างๆหมุนเวียนและดูแลเกษตรกร ต้องเรียนอย่างนี้ เราเองก็พยายามที่จะดูแลมาตรการในการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ให้คงอยู่ ขณะเดียวกันต้องรักษาวินัยการเงินการคลังด้วย

                เมื่อถามว่า ได้รับรายงานเรื่องข้าวเน่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้เราจึงต้องตั้งเซอร์เวย์เยอร์คนกลางในการตรวจสอบ โดยบางครั้งอาจมีเรื่องของข่าวลือ เราก็เร่งตรวจสอบ ทุกอย่างรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เรียนว่าขอให้เจ้าหน้าที่ทำงาน และให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ชี้แจงเองดีกว่า

                เมื่อถามว่า เงินที่ลงทุนไปกับที่ขาดทุนนั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่ นายกฯ กล่าว่า ตลอดที่ผ่านมาจำนวนปริมาณชาวนาปลูกข้าวสูงขึ้นใน 2-3 ปีหลัง ทำให้ปริมาณต่างมีมากขึ้น ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เราใช้ดูแลโครงการก็มีการหมุนทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น จากรายงานของสภาพัฒน์จะเห็นว่า ตัวเลขจีดีพีนั้นเพิ่มขึ้น จากการหมุนเวียนเศรษฐกิจต่างๆ

                เมื่อถามว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเพดานขาดทุนไว้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “โถ่...ถามกระทรวงพาณิชย์บ้างสิค่ะ” ทั้งนี้นายวราเทพ ได้ชี้แจงพร้อมแถลงข่าว ในตัวเลขทั้งหมดให้สื่อมวลชนได้รับทราบ

                เมื่อถามว่า ทำไมไม่ให้นายบุญทรง เป็นผู้ชี้แจง นายกฯ กล่าวว่า นายบุญทรงก็ชี้แจงได้ แต่ว่า เพื่อให้ทุกท่านสบายใจ ก็จะให้คนกลางเป็นผู้ชี้แจงในตัวเลขรายละเอียดทั้งหมด

                เมื่อถามว่า จากที่เกิดข้อครหาคิดว่า นายบุญทร งสามารถทำงานต่อได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ก็ยังทำงานอยู่ วันนี้เราต้องติดตามการทำงานของทุกกระทรวงอยู่เหมือนเดิม

                ถามว่า เหตุใดจึงมอบหมายให้นายวรเทพ เป็นผู้ชี้แจงแทนนายบุญทรง นายกฯ กล่าวว่า นายบุญทรงก็ชี้แจง แต่ประเด็นที่มีการมอบหมายมากกว่า

                เมื่อถามถึงการปรับ ครม. นายกฯ กล่าวว่า หากมีการปรับแล้วจะบอก เมื่อถามต่อถึงกระแสข่าวว่าจะมีการปรับในช่วงเดือนสิงหาคม นายกฯ กล่าวว่า อย่างที่เรียนว่า ถ้ามีการปรับเมื่อไหร่ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง เพราะการปรับ ครม.เป็นเรื่องปกติ ที่มีการปรับตามความเหมาะสม ซึ่งวันนี้ก็มีการพิจารณาดูอยู่ โดยดูจากผลงานไปเรื่อยๆ

                เมื่อถามว่านายบุญทรง ยังเหมาะที่จะทำหน้าที่ รมว.พาณิชย์ อยู่หรือไม่ นายกฯปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงว่า “พอแล้ว” ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ออกไป

 

 

 

"ปลัดก.คลัง"ระบุ"รัฐบาล"ไม่ปรับปรุงโคงการรับจำนำข้าว กระทบเป้ารัฐบาล ทำงบฯสมดุล

 

               ในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วงเงิน 2.5 ล้านล้านบาท ในวันนี้ ได้ยกการเสนอของบ โดยสำนักปลัดกระทรวงการคลัง สังกัดกระทรวงการคลังมาพิจารณาแทรกการพิจารณาการเสนอของบของกระทรวงศึกษา เนื่องจากความไม่พร้อม ทั้งนี้ กรรมาธิการฯ ได้มีการซักถามต่อประเด็นปัญหาโครงการรับจำนำข้าวที่พบว่า มีการขาดทุนอย่างหนัก ส่อกระทบการเงินของประเทศและทำให้เกิดหนี้สาธารณะมหาศาลได้ โดยนายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวการคลัง ชี้แจงว่า การดำเนินโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ที่ได้ทำมาตั้งแต่ปี 2547 รวมการดำเนินงานทั้งสิ้น 17 โครงการ และมี 3 โครงการที่ดำเนินการในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ ตนมีตัวเลขการขาดทุนอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตามตนสามารถพูดได้ในหลักการว่าแต่ละโครงการที่ขาดทุนเท่าไรนั้นได้ใช้การคำนวณตามหลักการบัญชี

                ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อว่า สำหรับโครงการรับจำนำข้าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลัง รวมถึง นางสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันในตัวเลขหลักของวิธีการหลักบัญชีวิชาชีพที่ชัดเจนแต่การดำเนินงานนั้นหน่วยงานที่จะเปิดตัวเลขที่ได้จากการคำนวณ คือ คณะกรรมการนโยบายข้าว

                “ฝ่ายของเราก็มีการคุยกันตลอด รวมถึงจุดยืนและความกังวลต่อประเด็นของภาระการคลังและอาจนำไปสู่ความไม่สมดุลของการจัดทำงบประมาณ ในระยะ 4 - 5 ปีที่จะถึงนี้ ผมเชื่อว่าในวันนี้ คณะรัฐมนตรีจะคุยกัน และระยะสั้นจะมีการปรับโครงการจำนำข้าว เพราะตัวเลขที่ออกมามันหลอกไม่ได้ ทั้งนี้ วานนี้คณะกรรมการข้าวได้ประชุมและตกลงว่า ในการดำเนินงานของ 3 โครงการหลังสุดนั้นจะใช้หลักคิดวิธีการทางบัญชีเดียวกันทั้ง 17 โครงการ ทำให้ตัวเลขของ 2 โครงการ สามารถตกลงกันได้ในหลักการและมีการปรับปรุงเล็กน้อยในเรื่องของสต็อกที่มีการคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่โครงการที่ 3 ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ เพราะมีความแตกต่างเรื่องของสต็อกข้าว ทำให้ที่ประชุมมีมติจะตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเช็คสต็อกข้าวทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความโปร่งใส” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

 

สมาคมชาวนาแนะรัฐรอบคอบ

               นายประสิทธิ์  บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า จะต้องหารือกับเกษตรและสมาคมเกษตรกรและชาวนาไทย หากเสียงส่วนใหญ่ยอมรับได้ ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามปัจจุบันที่ราคาข้าวในโครงการรับจำนำกำหนดไว้ที่ ตันละ 15,000 บาทที่ความชื้น 15 % นั้น ในทางปฏิบัติเกษตรกรขายข้าวได้ที่ราคาตันละ 12,000-13,000 บาทเท่านั้นเนื่องจากโรงสีต้องหักค่าความชื้นที่เกินกว่ากำหนด ดังนั้นหากรัฐบาลปรับลดราคารับจำนำมาที่ ตันละ12,000-13,000 บาท ในขณะที่ค่าความชื้นยังอยู่ที่ 15 % นั้น จะส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาที่ตันละ 10,000-11,000 บาทหรืออาจจะหย่อนกว่า 10,000 บาทเล็กน้อย  


เกษตกรขอนแก่นค้านลดราคาจำนำข้าว

               นายภาณุพงศ์   ภัทรคนงาม   รองประธานสภาเกษตรกร จ.ขอนแก่น กล่าวว่า สภาเกษตรกรทั้งในส่วน จ.ขอนแก่นและทั่วประเทศต่างไม่เห็นด้วย เนื่องจากราคาจำนำข้าวที่กำหนดไว้ตันละ 15,000 บาท นั้น จริงๆ เกษตรกรจำนำได้ไม่ถึงอยู่แล้ว จะได้ราคาประมาณ 12,000-13,000 บาท และหากมีการปรับราคาจำนำข้าวเหลือ 12,000-13,500 บาท   เกษตรกรก็ไม่ได้อะไรเลย ดังนั้นทางสภาเกษตรกร จ.ขอนแก่น รวมทั้งสภาเกษตรกรจากทั่วประเทศเองก็ได้ไปยื่นหนังสือกับทางรัฐบาลผ่านนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เมื่อช่วงเวลา 10.00 น. เพื่อให้ทางรัฐบาลหันไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าที่จะมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ   

               ด้านนายสมัย  สายอ่อนตา  วัย 43 ปี เกษตรบ้านหนองแต้ ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น  กล่าวว่า เมื่อก่อนประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยไม่ได้ดีตามไปด้วย เพราะการส่งออกข้าวราคาข้าวถูก เกษตรกรขายข้าวได้ตันละประมาณ 5,000-7,000 บาท  แต่ราคาต้นทุนก็ประมาณ 5,000-6,000 บาทอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 3 แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น ตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลสนับสนุนมากกว่า อย่างคิดเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว และถ้าหากมีการลดราคาจำนำข้าวในราคาที่กล่าวจริงๆ ก็เหมือนกับเกษตรกรกลับไปสู่ยุคเดิม เพราะราคารับซื้อใกล้เคียงเหมือนเก่า


เผยเชียงใหม่รับจำนำข้าว103,000ตัน

               นางนิยดา หมื่นอนันต์ การค้าภายในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการโรงรับจำนำข้าวในจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าราบรื่นดี ซึ่งทางจังหวัดมีการรับจำนำจริงประมาณ 103,000 ตัน  และได้เก็บเกี่ยวไปแล้วกว่า 80% ขณะนี้โครงการรับจำนำได้กระจายไปอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ และเกษตรกรก็พึงพอใจ โดยการรับจำนำในแต่ละพื้นที่นั้นมีเจ้าหน้าคอยปฏิบัติงานอยู่ 6 คน ด้วยกัน โดยเจ้าหน้าที่ทางอำเภอ 1 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คน และหัวหน้าเกษตรกร 3 คน ไว้เพื่อคอยตรวจสอบการทุจริต



แจงสารเคมีเก็บข้าวในโกดังรับจำนำ

               นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  การรักษาข้าวในโกดัง ปัจจุบันนิยมใช้การรมควันเพื่อป้องกันแมลง จำพวกมอด โดยสารเคมีที่ใช้มี 2 ชนิด คือ เมทิลโบรไมด์ (Methyl bromide) และฟอสฟีน (Phosphine)  แต่สารเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นสารเคมีที่ไม่มีสารพิษตกค้าง จึงได้รับการยอมรับจากทั่วโลกทั้งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ทางกรมวิชาการเกษตรจึงให้การรับรอง เพราะเป็นสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ หากมีการใช้งานถูกวิธี  โดยจะระเหยและสลายไปทันทีเมื่อเปิดให้อากาศถ่ายเท
     
               สำหรับปริมาณการนำเข้าสารฟอสฟินในปี 2555 มีการนำเข้าจำนวน 615,277 กิโลกรัม(กก.)  และในปีนี้ตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ค. มีการนำเข้าแล้วจำนวน 522,299 กก. ส่วนสารเมทิลโบรไมด์  มีการนำเข้าในปี 2555 จำนวน 276,500  กิโลกรัม และในปีนี้มีการนำเข้าตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ค. แล้วจำนวน 26,700 กก.
    
               “สารเหล่านี้สามารถสลายไปได้เร็วและไม่ตกค้าง  แต่ที่มีการพบซากหนูและนก ในโกดังนั้น เป็นไปได้ว่าถ้าในโกดังมีสัตว์พวกนี้ซุกซ่อนอยู่ก็สามารถตายได้  เป็นการสร้างข่าวให้เกิดในเชิงลบมากกว่า ขอให้ประชาชนอย่าตกใจ ยืนยันว่าข้าวสารไทยทุกเมล็ดมีความปลอดภัยสูงอย่างแน่นอน”นายดำรง กล่าว
    
               นายธรรมนูญ แก้วคงคา ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กล่าวว่า สาเหตุที่ประเทศไทยมีการนำเข้าสารฟอสฟีนในปีนี้เป็นจำนวนมาก เพราะกรมวิชาการเกษตรมีแผนลดการใช้สารเมทิลโบรไมด์มาอย่างต่อเนื่อง จึงมีการนำเข้าสารฟอสฟีนมาใช้ทดแทน รวมทั้งเป็นเพราะมีโครงการรับจำนำข้าวจึงต้องการใช้สารกำจัดแมลงจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สารทั้ง 2 ชนิดนี้มีสถานะเป็นก๊าซ เวลาใช้ต้องทำในที่ปิดมิดชิด และมีอายุเพียง 5-7วัน ก็จะสลายไป โดยไม่มีสารตกค้าง ส่วนนกหรือหนู ที่พบว่าตายในโกดังนั้น เกิดขึ้นได้ เพราะอาจได้รับพิษในช่วงรมยา แต่สำหรับคนนั้น ข้อมูลด้านพิษวิทยาเตือนให้ผู้ใช้สารเท่านั้นที่ต้องระวัง ส่วนผู้บริโภคที่นำข้าวไปหุงไม่มีคำเตือนผลกระทบแต่อย่างใด
    
               นางสาวกัญญา เชื้อพันธุ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว กล่าวว่า ประเด็นความกังวลเรื่องเชื้อราในเมล็ดข้าว โดยทั่วไปเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศอยู่แล้ว จึงมีโอกาสเกิดเชื้อราในข้าวได้หากอยู่ในอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม โดยเชื้อราจะมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกไม่สร้างสารพิษตกค้าง กลุ่มนี้หากอยู่ในข้าวเมื่อนำไปหุงจะไม่เป็นอันตราย อีกกลุ่มเป็นเชื้อแอสเปอร์จิลลัส เฟลวัส (Aspergillus Flavus) ที่สร้างสารอะฟลาทอกซิน(Aflatoxin) ที่ก่อสารมะเร็ง แต่สารเหล่านี้เติบโตในข้าวได้น้อยมาก เพราะต้องใช้น้ำมันในเมล็ดเป็นอาหาร แต่ข้าวมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันไม่ถึง 1% เชื้อราชนิดนี้จึงเติบโตได้ในกลุ่มถั่ว หรือข้าวกล้องซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่า
    
               แหล่งจากกรมการข้าว กล่าวว่า สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว ได้รายงานเรื่องการป้องกันและกำจัดแมลงในโรงเก็บข้าว ด้วยการใช้สารฆ่าแมลง (Insecticides) มี 2 ชนิด คือ 1.สารฆ่าแมลงชนิดถูกตัวตาย ในกลุ่มนี้มีสารออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine) ที่ถูกห้ามนำมาใช้กับผลผลิตการเกษตรทุกชนิด และ2.สารฆ่าแมลงชนิดรม (Fumigant) เป็นสารเคมีที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ในรูปของไอ หรือควัน เป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสามารถทำลายแมลงศัตรูได้ทุกชนิด และทุกระยะการเจริญเติบโต ทั้งนี้ สารรมทุกชนิดเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แม้มีความเข้มข้นน้อย ดังนั้นการใช้สารรมต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง รอบครอบ และผู้ปฏิบัติต้องได้รับการฝึกอบรมวิธีการรมที่ถูกต้อง
    
               ส่วนวิธีการเก็บรักษาข้าวที่ดีที่สุดจะต้องเป็นการเก็บในที่แห้งและเย็น แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมข้าวไทยมีการเก็บข้าว 4 วิธี ได้แก่ 1.การเก็บในโรงเก็บปกติ ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้น เป็นวิธีการที่นิยมใช้เป็นส่วนใหญ่ เพราะลงทุนน้อย ค่าใช้จ่ายต่ำ แต่มีโอกาสเกิดความเสียหายในการเก็บรักษาสูง เช่น การเก็บในโรงเก็บหรือยุ้งฉางของเกษตร โรงสีหรือโกดังขนาดใหญ่ 2.เก็บในที่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ เช่น การเก็บในตู้แช่ หรือในไซโลเก็บข้าวที่มีการเป่าลมเย็น ซึ่งการเก็บข้าวในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ จะช่วยชะลอการสูญเสียในการเก็บข้าว เพราะลดการเข้าทำลายของแมลง  3.การเก็บในที่ที่มีการควบคุมความชื้น เช่น การเก็บในภาชนะที่มิดชิด เหมาะกับการเก็บข้าวที่มีความชื้นไม่เกิน 10% เพราะหากเก็บข้าวที่มีความชื้นสูงจะเกิดความเสียหายมาก และ4.การเก็บในที่ที่มีการควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้น เช่น การเก็บอนุรักษ์พันธุ์ข้าวในธนาคารเชื้อพันธุ์ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเก็บรักษาข้าว แต่มีการลงทุนสูง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง