
สนพ.ลั่นแผนอุ้ม'แอลพีจี'พร้อม!
พลังงานเดินเกมขึ้นราคา LPG กล่อมตัวแทนวิทยุชุมชนทำความเข้าใจปชช. สนพ.เผยเตรียมแผนอุ้มผู้มีรายได้น้อยและหาบเร่แผงลอยลงตัว รอ กบง.ชี้ขาดพร้อมทยอยปรับขึ้นได้ทันที
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในการบรรยายให้แก่กลุ่มตัวแทนวิทยุชุมชนทั่วประเทศประมาณ 500 คน ว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน แต่ยังชดเชยราคาให้แก่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ที่มีอยู่ประมาณ 8.4 ล้านครัวเรือน และหาบเร่แผงลอยที่มีอยู่ประมาณ 1.7 แสนราย ซึ่งการปรับราคาก๊าซหุงต้มให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนจะมีภาระเพิ่มขึ้นเพียงเดือนละ 20 บาท ขณะที่ร้านค้าจะมีต้นทุนค่าก๊าซที่ใช้ในการปรุงอาหารประมาณจานละ 35 สตางค์
"รัฐจำเป็นต้องทยอยปรับราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน เพราะปัจจุบันมีการลักลอบไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้านในราคาสูงกว่า และยังมีการลักลอบนำก๊าซหุงต้มที่ควรจะใช้ในครัวเรือนไปใช้ในภาคขนส่ง ซึ่งมีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันมาชดเชย ถือว่าไม่เป็นธรรม" นายพงษ์ศักดิ์กล่าว
ด้านนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การเตรียมการสำหรับการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในส่วนของการชดเชยครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและหาบเร่แผงลอยเท่าที่มีการลงทะเบียนเข้ามามีความพร้อมแล้ว ซึ่งการปรับขึ้นราคาจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าจะดำเนินการตามมติของคณะกรรมการนโยบายบริหารพลังงาน (กบง.) ที่ให้ชะลอการปรับขึ้นราคาไปถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หากไม่มีมติชะลอการปรับขึ้ราคาออกไปอีกก็จะสามารถทยอยปรับขึ้นราคาได้ทันที
ทั้งนี้ ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียก็กำลังดำเนินนโยบายที่จะลดการชดเชยราคาก๊าซหุงต้มภายในประเทศ หลังจากที่ผ่านมา มีการอุดหนุนราคาเช่นเดียวกับประเทศไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งไทยก็เตรียมที่จะลดการชดเชยเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่มีเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นว่าคนไทยจะต้องจ่ายเงินอุดหนุนราคาก๊าซให้แก่เพื่อนบ้านด้วย เนื่องจากทั้งอาเซียนจะแห่มาใช้ก๊าซหุงต้มในประเทศไทยที่มีราคาถูกที่สุด
นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐที่จะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ได้ 2 หมื่นล้านบาท จากนั้นลดเก็บเงินเข้ากองทุนรักษาระดับให้ได้ 2-3 หมื่นล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าน้ำมันให้ประชาชน โดยอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนที่เหมาะสม ในส่วนของเบนซิน 95 ควรลดจาก 9.70 บาทต่อลิตร เหลือ 7.70 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 2 บาท เหลือ 1.50 บาทต่อลิตร เพื่อเพิ่มส่วนต่างให้ห่างจากเบนซิน 95
ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 ควรยกเว้นการจัดเก็บจากที่ปัจจุบันจัดเก็บอยู่ 1.40 บาทต่อลิตร และยกเลิกการอุดหนุนแก๊สโซฮอล์ อี20 ที่ปัจจุบันอุดหนุน 90 สตางค์ต่อลิตร เช่นเดียวกับแก๊สโซฮอล์ อี85 ควรลดการอุดหนุนจาก 11.40 บาทต่อลิตร เหลือ 10 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลควรเก็บเงินเข้ากองทุนไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร ลดลงจากที่เก็บอยู่ 2.10 บาทต่อลิตร สำหรับการเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐบาลควรหันมาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนของน้ำมันดีเซลอีกครั้ง เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุด 55 ล้านลิตรต่อวัน ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อลิตร



