ข่าว

จับตาการใช้ประโยชน์'น้ำปิง'

จับตาการใช้ประโยชน์'น้ำปิง'

18 มิ.ย. 2556

จับตาการใช้ประโยชน์'น้ำปิง'เสี่ยงรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม : โดย...ประภาภรณ์ เครืองิ้ว

               

               แม่น้ำปิงถือเป็นเม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเชียงใหม่มาเป็นเวลาช้านาน และมีประชาชนที่ใช้แม่น้ำปิงเป็นแหล่งเลี้ยงชีวิตจากการทำการประมง ด้วยการเลี้ยงปลาในกระชัง สร้างรายได้จุนเจือครอบครัวและส่งบุตรหลานร่ำเรียนหนังสือ แต่จากวิถีชีวิตที่ดีงามเริ่มได้รับผลกระทบจากด้านสิ่งแวดล้อม หลังมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำปิง ทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชังได้รับความเสียหายและตายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านที่ลงทุนเลี้ยงปลาในกระชังต้องขาดทุนมหาศาล โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังใน ต.ตำหนัก อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นแหล่งเลี้ยงปลาในกระชังที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด

               "กลิ่นศักดิ์ ยาตรา" เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง อ.สารภี เล่าว่า ทำอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังเลี้ยงครอบครัวมานานหลายปี แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์ปลาในกระชังตายจำนวนมาก ครั้งนี้ในส่วนของตนมีปลาในกระชังตายไม่ต่ำกว่า 7 กระชัง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดกว่า 7 แสนบาท ทั้งที่ปลาในกระชังเหลือเวลาแค่ 2 เดือน ก็จะสามารถจับส่งขายได้แล้ว ทั้งนี้ถือเป็นบทเรียนอันสำคัญ ในการดูแลแหล่งน้ำ ขณะที่จากการสอบถามข้อมูลจากเกษตรกรที่มีการเลี้ยงปลาในกระชังในพื้นที่เดียวกันพบว่า มีปลาในกระชังตาย คาดว่าจะมีจำนวนกว่า 100 กระชัง มีมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท

               ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปลาที่เลี้ยงในกระชังตายนั้น ชาวบ้านที่ทำอาชีพเลี้ยงปลาเชื่อว่าเกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากคลองแม่ข่าลงสู่แม่น้ำปิงพร้อมกัน 2 จุด ที่ผ่านมามีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำปิงบ้าง แต่ไม่มากเหมือนครั้งนี้ ประกอบมีฝนตกหนักในพื้นที่อาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่มีการชะล้างสารเคมีจากการเกษตรลงสู่แม่น้ำ จึงทำให้สารเคมีไหลลงสู่แม่น้ำปิงและเป็นสาเหตุทำให้ปลาที่กำลังจะนำไปจำหน่ายได้รับผลกระทบและตายเป็นจำนวนมาก

               ทางด้าน "รุ่งปรีชา ปั๋นแก้ว" นายกเทศมนตรีตำบลป่าแดด อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ดูแลประตูระบายน้ำ ที่ชาวบ้านอ้างว่ามีการปล่อยน้ำเสียจากคลองแม่ข่าลงสู่แม่น้ำปิง เปิดเผยว่า จุดประตูระบายน้ำที่ชาวบ้านกล่าวอ้างว่ามีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำปิงนั้น ถือเป็นจุดสิ้นสุดปลายเขตของคลองแม่ข่า ซึ่งเทศบาลได้มีการเปิดประตูระบายน้ำดังกล่าวตลอดเวลา คาดว่าน่าจะไม่ใช้สาเหตุหลักที่ทำให้ปลาในกระชังของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาตาย แต่อาจเกิดจากสาเหตุภาวะฝนตกลงมาอย่างหนัก แล้วชะล้างสิ่งสกปรกและของเสียต่างๆ ลงไปในลำน้ำปิง รวมทั้งยังพบว่าเกษตรกรมีการเลี้ยงปลาในกระชังที่ผิดวิธี คือ ระยะห่างแต่ละกระชังห่างกันน้อยกว่า 15 เมตร และในแต่ละกระชังมีจำนวนปลามากเกินไป ซึ่งปกติควรเลี้ยงปลาในกระชังไม่เกิน 1,500 ตัว แต่เกษตรกรมีการเลี้ยงปลาในกระชังกว่า 2,000 ตัว เมื่อเกิดน้ำเสีย จึงทำให้ออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ

               ทั้งนี้ ปัญหาน้ำเสียจากคลองแม่ข่า ทางเทศบาลตำบลป่าแดดก็ถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากจุดท้ายสุดของคลองแม่ข่าอยู่ในพื้นที่ของ ต.ป่าแดด จึงทำให้เมื่อถึงช่วงฤดน้ำหลาก ชาวบ้านในพื้นที่ก็ต้องได้รับผลกระทบทั้งในเรื่องของกลิ่น เนื่องจากคลองแม่ข่ามีจุดเริ่มต้นจาก อ.แม่ริม และไหลผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นระยะทางกว่า 6.1 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางก็มีการปล่อยทิ้งของเสียลงสู่แม่น้ำตลอดจนมาถึงปลายทาง

               ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังนั้น จะต้องเร่งฟื้นฟูคลองแม่ข่า ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการดำเนินการอย่างเข้มงวด เบื้องต้นในส่วนเทศบาลตำบลป่าแดด ก็ได้มีการจัดตั้งชมรมอนุรักษ์คลองแม่ข่า ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการดูแลแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ ด้วยการแจกถังดักไขมันให้แต่ละบ้านในพื้นที่ เพื่อชาวบ้านจะได้ดักของเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำ ซึ่งเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตข้างหน้า

               ขณะที่ "เกษตร กันธิยะวงค์" ประมงอำเภอสารภี กล่าวว่า กรณีที่ปลาเลี้ยงในกระชังของชาวบ้าน ต.ตำหนัก ตายเป็นจำนวนมากนั้น ทางประมงอำเภอสารภียังไม่สามารถสรุปสาเหตุการตายได้ เนื่องจากต้องรอผลการวิเคราะห์จากห้องแล็บก่อน ซึ่งมีการส่งน้ำไปวิเคราะห์แล้ว และยังมีการนำชิ้นส่วนของเนื้อปลาที่ตายส่งไปวิเคราะห์ที่กรมประมงด้วย โดยจะต้องรอผลจากการตรวจว่าสาเหตุที่แท้จริงของปลาที่ตายเกิดจากการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำหรือไม่ หรือเป็นการช็อกน้ำ ในช่วงที่เปลี่ยนแปลงจากหน้าร้อนเข้าสู่ช่วงฤดูฝน

               ล่าสุดทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างของน้ำและปลาที่ตายไปตรวจสอบแล้ว คาดว่าอีกประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะทราบผลที่แท้จริง

               อย่างไรก็ตาม สาเหตุการตายของปลาในกระชังนั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า การเลี้ยงปลาในกระชังของเกษตรกรแออัดเกิดไป จึงมีโอกาสเสี่ยงที่ปลาจะขาดออกซิเจนได้ รวมทั้งในช่วงระยะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝนโอกาสที่ปลาจะช็อกน้ำจึงมีความเป็นไปได้เช่นกัน ดังนั้นในช่วงระยะนี้ทางเกษตรกรควรดูแลปลาอย่างใกล้ชิด และต้องให้ออกซิเจนแก่ปลาเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ โดยทางประมงอำเภอสารภีพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังในการแก้ปัญหาดังกล่าว

 

....................................................

(จับตาการใช้ประโยชน์'น้ำปิง'เสี่ยงรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม : โดย...ประภาภรณ์ เครืองิ้ว)