
ปชช.เชื่อรบ.ขาดทุนโครงการจำนำข้าว
"เอแบคโพลล์"เผยปชช.กว่า 72 % เชื่อรบ.ขาดทุนโครงการจำนำข้าว แถมคนกว่า 52 % ยุรัฐบาลเดินหน้าโครงการต่อ แต่ขอบายช่วยควักเงินช่วยรัฐแก้ปมขาดทุน
วันที่ 16 มิ.ย.56 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อโครงการรับจำนำข้าว ในสายตาของสาธารณชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อโครงการรับจำนำข้าวในสายตาของสาธารณชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,384 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 12 - 15 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกอำเภอ/เขต ตำบล/แขวง ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน ช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7
จากการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.1 เชื่อว่ารัฐบาลกำลังขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ในขณะที่ร้อยละ 27.9 ไม่เชื่อ นอกจากนี้เกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 63.2 ระบุว่าการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีผลค่อนข้างน้อยถึงไม่มีผลเลยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง ในขณะที่ร้อยละ 36.8 คิดว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
ที่น่าสนใจคือกลุ่มตัวอย่างส่วนมากหรือร้อยละ 54.3 ระบุว่าการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีผลค่อนข้างน้อยถึงไม่มีผลเลยต่อความน่าเชื่อถือของตนเองต่อรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 45.7 ระบุมีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
เมื่อสอบถามถึงการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวว่าควรดำเนินต่อไปหรือควรหยุดโครงการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 52.8 คิดว่ารัฐบาลไม่ควรหยุดโครงการรับจำนำข้าว ในขณะที่ร้อยละ 47.2 คิดว่าควรหยุด อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนมากหรือร้อยละ 58.7 เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลควรหาทางชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
อย่างไรก็ตามเมื่อถามกลุ่มตัวอย่างว่า ถ้ารัฐบาลหาทางชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว โดยหาทางเรียกเก็บรายได้จากตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนเงินทั้งหมดประมาณ 1,000 บาท เพราะรัฐบาลบอกผ่านสื่อว่าขาดทุนประมาณหกหมื่นล้านบาท พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.4 ไม่เห็นด้วย ในขณะที่ร้อยละ 14.6 เห็นด้วย
และเมื่อถามต่อไปว่าถ้ารัฐบาลหาทางชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว โดยหาทางเรียกเก็บรายได้จากตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนเงินทั้งหมดประมาณ 3,000-4,000 บาท เพราะมีบางฝ่ายบอกว่ารัฐบาลขาดทุนกว่าสองแสนล้านบาท พบว่าตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.0 ไม่เห็นด้วย มีเพียงร้อยละ 8.0 เท่านั้นที่เห็นด้วย
ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อสอบถามถึงบุคคลที่ต้องรับผิดชอบและวิธีการรับผิดชอบ ถ้ารัฐบาลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว พบว่า รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.5 ระบุให้หาเงินมาชดเชย ในขณะที่ร้อยละ 31.8 ระบุให้ลาออก และร้อยละ 14.7 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.7 ให้หาเงินมาชดเชย ในขณะที่ร้อยละ 30.1 ให้ลาออก และร้อยละ 15.2 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.7 ให้หาเงินมาชดเชย ในขณะที่ร้อยละ 27.0 ให้ลาออก และร้อยละ 16.3 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้อง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 54.2 ให้หาเงินมาชดเชย ในขณะที่ร้อยละ 26.1 ให้ลาออก และร้อยละ 19.7 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
และพรรคเพื่อไทย พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 57.5 ให้หาเงินมาชดเชย ในขณะที่ร้อยละ 25.1 ให้ลาออก และร้อยละ 17.4 ให้ทำงานต่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ผู้ช่วย ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวจะมีผลทำให้เกิดความเดือดร้อนอะไรต่อวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนและยังสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนรับรู้ได้ว่าจะเดือดร้อนในลักษณะต้องจ่ายเงินเพิ่มทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับรัฐบาลในจำนวนใดจำนวนหนึ่ง ผลที่ตามมาคือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยถึงแม้จะขาดทุนด้วยตัวเลขที่ต่ำสุดของรัฐบาล นอกจากนี้ ผลกระทบตามมาคือประชาชนเกือบ 1 ใน 3 เรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และส่งผลทำให้เชื่อมโยงถึงนายกรัฐมนตรีให้ลาออกเนื่องจากปัญหาโครงการรับจำนำข้าวอีกด้วย
“ในขณะที่ส่วนใหญ่ระบุต้องหาเงินมาชดเชยภาวะการขาดทุน ดังนั้นผลสำรวจครั้งนี้น่าจะทำให้รัฐบาลทบทวนและเดินหน้าต่อไปเนื่องจากโดยทั่วไปรัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลจะ “ไม่หยุด” โครงการขนาดใหญ่และที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยอย่างมากที่สุดรัฐบาลมักจะเลือกยุบสภาเลือกตั้งใหม่แทนการยกเลิกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลและให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศตัดสินแทนการใช้กระแสโจมตีรัฐบาล หรือทางออกอีกทางหนึ่งคือ การปรับปรุงออกโครงการรับจำนำข้าวเฟส 2 เพื่อไม่ทำให้รัฐบาลเสียหน้าจากภาวะการขาดทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล” นางสาวปุณฑรีก์ กล่าว
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 51.7 เป็นหญิง ร้อยละ 48.3 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 3.9 อายุ น้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.0 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 23.0 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 22.1 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 31.0 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 77.1 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 20.7 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในขณะที่ร้อยละ 2.2 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 39.3 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 18.8 ระบุอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 15.2 ระบุพนักงานเอกชน ร้อยละ 9.4 เป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 9.0 ระบุ เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 5.5 เป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 0.3 เป็นเกษตรกร ในขณะที่ร้อยละ 2.5 ระบุว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ
จำนำข้าว"สะเทือน! ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาล"ลดลง" สวนดุสิตโพล เบื่อฝ่ายค้าน "ค้านทุกเรื่อง"
ในสภาพปัจจุบัน ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การทำงานของรัฐบาลและฝ่ายค้านทำได้อย่างบรรลุผล เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานและใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำงานของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,303 คน ระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2556 สรุปผลได้ดังนี้
1. เรื่องราว หรือ เหตุการณ์ใดบ้างที่มีผลต่อ “ความเชื่อมั่นรัฐบาล”
-เรื่องราว หรือ เหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล “เพิ่มขึ้น” อันดับ 1 การพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล 32.27%
เพราะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่พยายามพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ฯลฯ อันดับ 2 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศเพื่อสานความสัมพันธ์และเพื่อส่งเสริมการลงทุน 22.89% เพราะ เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ฯลฯ
อันดับ 3 รัฐบาลสามารถผ่านร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 20.67% เพราะ รัฐบาลมีแผนและรายละเอียดการใช้งบประมาณที่ชัดเจน อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนาเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ฯลฯ อันดับ 4 การปราบปรามยาเสพติด 15.42% เพราะมีผลงานให้เห็นชัดเจน สามารถจับกุมและทำผลงานได้อย่างต่อเนื่อง ฯลฯ
อันดับ 5 การเพิ่มค่าจ้าง ขึ้นเงินเดือน 8.75% เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญและช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง ต้องการช่วยเหลือให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ฯลฯ
-เรื่องราว หรือ เหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล “ลดลง” อันดับ 1 กรณีโครงการรับจำนำข้าว 47.52% เพราะจากกระแสข่าวที่ออกมาทำให้เห็นความไม่โปร่งใสและไม่สามารถบอกตัวเลขการขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทได้ ฯลฯ อันดับ 2 ไม่สามารถแก้ปัญหาสินค้าแพง ค่าครองชีพสูง 18.48% เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดีพอ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ของกิน ของใช้ยังมีราคาสูงโดยเฉพาะราคาไข่ ฯลฯ อันดับ 3 ไม่สามารถแก้ปัญหาไฟใต้ 15.86% เพราะ ยังมีข่าวการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้เกิดขึ้นทุกวัน ประชาชนในพื้นที่ต้องเสี่ยงอันตราย ฯลฯ อันดับ 4 การประท้วงของกลุ่มต่างๆ เช่น กรณีหน้ากากขาว หน้ากากแดง 10.08% เพราะแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล ฯลฯ อันดับ 5 การเสียชีวิตของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร 8.06% เพราะมีกระแสข่าวว่านักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ฯลฯ
2. เรื่องราว หรือ เหตุการณ์ใดบ้างที่มีผลต่อ “ความเชื่อมั่นฝ่ายค้าน”
-เรื่องหรือ เหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อฝ่ายค้าน “เพิ่มขึ้น” อันดับ 1 การตรวจสอบทุจริตโครงการรับจำนำข้าว 42.00% เพราะสามารถตรวจสอบการทุจริตและนำเสนอข้อมูลต่างๆ ให้ประชาชนรับรู้ข้อเท็จจริงได้มากขึ้น ฯลฯ อันดับ 2 การกู้เงินของรัฐบาล 21.86% เพราะมากการอภิปรายที่ผ่านมาฝ่ายค้านมีข้อซักถามแต่รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามให้ชัดเจนได้ ฯลฯ อันดับ 3 การคัดค้านเรื่องนิรโทษกรรม 16.87% เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่กระทบต่อคนบางกลุ่มและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฯลฯ อันดับ 4 การตรวจสอบการประมูลโครงการจัดการน้ำ 12.56% เพราะมีการติดตาม ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง มีทีมงานบุคลากรที่มีฝีมือ ฯลฯ อันดับ 5 ยกฟ้องคดีเงินบริจาคอีสต์วอร์เตอร์ 6.71% เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีความผิดตามที่กล่าวหา เป็นเพียงเกมการเมือง ฯลฯ
-เรื่องราว หรือ เหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อฝ่ายค้าน “ลดลง” อันดับ 1 การค้านทุกเรื่อง 42.90% เพราะทำให้ภาพลักษณ์ของฝ่ายค้านดูไม่ดี เป็นการค้านที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ฯลฯ อันดับ 2 การกล่าวหารัฐบาลโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน กล่าวหาแบบลอยๆ 22.05% เพราะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่ไม่ดีพอ เมื่อไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยันก็ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ฯลฯ อันดับ 3 เล่นเกมการเมือง นำคดีสำคัญมาโยงเป็นเรื่องร้อนทางการเมือง 15.11% เพราะทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อและไม่อยากติดตามข่าวสารทางการเมือง ไม่เชื่อมั่นต่อนักการเมือง ฯลฯ อันดับ 4 ความไม่ร่วมมือในการแก้ปัญหาไฟใต้ 12.39% เพราะพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้แต่ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ ฯลฯ อันดับ 5 การสร้างความขัดแย้งทางการเมืองโดยเฉพาะการทะเลาะเบาะแว้งกับรัฐบาล 7.55% เพราะทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองเสื่อมเสีย ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมือง ฯลฯ



