ข่าว

'ต้มยำแพลงตอน'สะท้อนวิกฤติทะเลไทย

'ต้มยำแพลงตอน'สะท้อนวิกฤติทะเลไทย

16 มิ.ย. 2556

'ต้มยำแพลงตอน' สะท้อน..วิกฤติทะเลไทย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ


              "เชื่อไหมว่า ไม่กี่สิบปีที่แล้ว เรือประมงออกทะเลจับปลาเก๋าตัวใหญ่ได้ขนาด 150 กก. เป็นเรื่องธรรมดา ตอนนี้หาตัวละ 2 กก. ยังยากเลย ถ้ายังไม่จัดระเบียบการทำประมงใหม่ คนไทยอาจต้องกินต้มยำแพลงตอน แทนต้มยำปลา เพราะในทะเลเหลือแต่สัตว์ตัวเล็กๆ" ผศ.ประสาท มีแต้ม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน บอกในวงเสวนาภาคประชาสังคม "ทะเลเดียวกัน : วิกฤติทะเลไทย สู่ทะเลโลก" จัดโดยกลุ่มกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

              ผศ.ประสาท มองว่า เร่งจัดระเบียบการฟื้นฟูทะเลไทยอย่างเร่งด่วน และต้องเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ของคนไทยว่า 1.การจัดการทรัพยากรทางทะเลเป็นเรื่องของการเมือง รัฐบาล รัฐสภา หรือหน่วยงานรัฐ ชุมชนหรือประชาชนไม่มีอำนาจในการเข้าไปจัดการ 2.เชื่อว่ามหาสมุทรกว้างขวางยังมีกุ้งหอยปูปลาเหลืออีกมากมาย จับกินเท่าไหร่ก็ไม่หมด 3.มองทะเลเป็นชายหาดสำหรับท่องเที่ยว ไม่ได้คำนึงถึงชาวประมงหรือชุมชนที่มีทะเลเป็นวิถีชีวิต 4.คิดว่าจับปลามากๆ จะได้เงินมากๆ 5.คิดว่าปัญหาทะเลเป็นเรื่องไกลตัว 

              "คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจปฏิสัมพันธ์ของปัญหามลพิษและภาวะโลกร้อน เช่น ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำเสียลงทะเล ภาคเกษตรที่ปล่อยสารเคมีเกษตร การขุดเจาะน้ำมัน ฯลฯ ของเสียเหล่านี้เกิดจากโรงงานหรือไร่สวนที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล เมื่อมันไหลลงทะเล จะทำให้สิ่งมีชีวิตตาย รวมถึงภาวะโลกร้อนที่เชื่อมโยงไปทั่วมหาสมุทรของทุกประเทศ"

              นักวิชาการข้างต้นกล่าวย้ำว่า คนไทยต้องจินตนาการให้ออกว่า ในอนาคตทะเลไทยจะเสียหายร้ายแรงแค่ไหน ไม่ใช่คิดแค่จับปลา ท่องเที่ยว พักผ่อนชายหาด ภาระฟื้นฟูทะเลไทยเป็นของทุกคน ไม่ใช่แค่โยนให้รัฐบาล ประชาชนและชุมชน ต่างมีอำนาจและมีหน้าที่ในการจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้

              "ศิรสา กันตรัตนากุล" ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทรกรีนพีซเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ยืนยันข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา ผลผลิตทางทะเลไทยตัวเลขดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมสถิติจับสัตว์น้ำได้ชั่วโมงละ 300 กก. ปัจจุบันเหลือเพียงชั่วโมงละ 25 กก. ขณะที่ปลาบางประเภทหายากมากขึ้น เช่น ปลาจะละเม็ดขาว  ปลาอินทรีจุด ปลาโอดำ ฯลฯ เนื่องจากใช้เครื่องทำประมงไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ทั้งอวนลาก อวนรุน ปลาเล็กปลาน้อยลูกปลาถูกจับส่งโรงงานปลาป่นทำอาหารสัตว์ 

              ที่สำคัญจำนวนเรือประมงเพิ่มขึ้นจาก 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณเรือทั้งหมด กลายเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ เรือใหญ่จับได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เรือประมงพื้นบ้านจับได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น "บรรจง นะแส" นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ชี้ว่ากฎหมายประมง 2490 ยังคงล้าหลัง ไม่ได้ช่วยประมงพื้นบ้าน แต่ช่วยกลุ่มนายทุนเรือพาณิชย์ให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น หากระงับการใช้อวนลาก อวนรุนเพียง 3 เดือน ความสมบูรณ์ทางทะเลจะฟื้นกลับมาได้ แต่ทำได้ยาก เพราะแกนนำต่อสู้ปกป้องทะเลถูกลอบฆ่าไปแล้วหลายคน 

              "สะมะแอ เจ๊ะมูดอ" นายกสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เสริมว่า มีเรืออวนลากในไทย 6,614 ลำ นอกจากนี้มีเรืออีกเกือบ 3,000 ลำ ที่ผิดกฎหมาย ความเดือดร้อนของชาวประมงเกิดจากกฎหมายไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง เช่น อนุญาตให้เรือทำประมงได้แค่ภายในเขตจังหวัดตนเอง และไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งฝืนวิถีเดิมชองชาวบ้าน หรือนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ที่ต้องออกโฉนดทะเล แต่ผิดหลักสากล เพราะทะเลถือเป็นพื้นที่สาธารณะ

              ด้าน ดร.สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ หัวหน้างานการปรับตัวรับมือโลกร้อนและการจัดการทรัพยากรประมงชายฝั่ง มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ยอมรับว่า ปัญหาใหญ่คือ ทุกคนถือว่าสัตว์น้ำเป็นของสาธารณะ แย่งกันทำประมงทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย รวมถึงการทำประมงเร่ร่อน เช่น ชาวประมงจากระยองจะไปตั้งแคมป์ตามจังหวัดต่างๆ ในฤดูจับปลา เพื่อจับปลากะตักมาทำน้ำปลา แล้วย้ายพื้นที่ไปเรื่อยๆ กฎหมายคุ้มครองไม่ถึง ทุกฝ่ายพยายามจับปลาให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยแยกขาย หากได้ปลาราคาดีจะขายแพง หากจับได้ลูกปลาหรือปลาชนิดอื่นจะขายส่งโรงงานในราคาถูก ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเสื่อมโทรมต่อเนื่อง

              เมื่อจับปลาได้เยอะ แต่ทำไมชาวประมงยังคงยากจนและมีหนี้สินล้นพ้นตัว ดร.สุภาภรณ์ วิเคราะห์ว่า แม้จับปลาเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตัว แต่ชาวประมงยังมีหนี้สิน เพราะต้องอาศัยตลาดใหญ่ช่วยขาย เช่น ตลาดมหาชัยเป็นพ่อค้าคนกลาง ราคาปลาที่ชาวประมงขายกับราคาปลาในตลาดกรุงเทพฯ ต่างกันมาก ส่วนต่างหายไปไหน ส่วนกุ้งแชบ๊วย กุ้งก้ามกรามตัวใหญ่ราคาถูกส่งไปมาเลเซีย คนไทยกินกุ้งเลี้ยงราคาแพง ซื้อปลาราคาแพง ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตชาวประมงไม่ได้สบายปลอดภัยอย่างที่คิด หากขัดแย้งกับนายทุนจะถูกจับดำเนินคดีหรือถูกฆ่าทิ้ง

              ทางออกในเรื่องนี้ "ไพโรจน์ ซ้ายเกลี้ยง" ผู้เชี่ยวชาญด้านประมงทะเล กรมประมง เสนอว่า ควรจัดโซนนิ่งควบคุมขนาดของเรือ อนุญาตให้เรือเล็กทำประมงใกล้ชายฝั่ง กำหนดเขตเดินเรือให้สิทธิชาวบ้านในพื้นที่ก่อน ส่วนเรือใหญ่ที่มีเครื่องมือต่างๆ ให้ผลักดันออกไปหาปลาในท้องทะเลลึก หากปล่อยให้ต่างคนต่างแย่งกันหาปลา สุดท้ายทะเลจะยิ่งเสื่อมโทรมและสัตว์น้ำจะหายไปหมด!!

..................................

(หมายเหตุ : 'ต้มยำแพลงตอน' สะท้อน..วิกฤติทะเลไทย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)