ข่าว

'ทนายสุวัตร'ยันคนอุ้มฆ่า'เอกยุทธ'มีอีก

'ทนายสุวัตร'ยันคนอุ้มฆ่า'เอกยุทธ'มีอีก

15 มิ.ย. 2556

'ทนายสุวัตร'เข้าพบ 'บิ๊กแจ๊ส' แจงข้อสงสัยปมอุ้มฆ่า 'เอกยุทธ' ด้านเรือนจำคุมเข้ม'เบิ้ม-บอล'หวั่นคิดสั้น

               เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร พร้อมด้วยนายนิติธร ล้ำเหลือ และทีมทนายความรวม 5 คน เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 และพ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสุขสวัสติ ผกก.สน.วังทองหลาง เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่จับกุมคนร้ายอุ้มฆ่านายเอกยุทธ เนื่องจากทีมทนายไม่ปักใจเชื่อว่า ถูกอุ้มฆ่าเพื่อต้องการฆ่าชิงทรัพย์ และคดีน่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

                ต่อมาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง ได้ควบคุมตัวนายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาหนึ่งในทีมอุ้มฆ่านายเอกยุทธ มาที่ห้องทำงานผบช.น. เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมทนายความซักถามนายสุทธิพงศ์ ซึ่งนายสุทธิพงศ์ มีสีหน้าเรียบเฉยไม่มีอาการอิดโรย หรือมีทีท่าสะทกสะท้าน เมื่อพบหน้ากันแบบนั่งประจันหน้ากับทีมทนายความของนายเอกยุทธ โดยในวันนี้ไม่มีญาติของนายเอกยุทธ เข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด โดยทีมทนายได้ใช้เวลาในการซักถามนานถึงประมาณ 2 ชั่วโมง

                จากนั้น พล.ต.ต.อนุชัย ได้นำตัวนายสุทธิพงศ์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ตามที่ทีมทนายความตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์บนรถตู้โฟล์ค โดยจำลองเหตุการณ์ ขณะที่นายสุทธิพงศ์หลบซ่อนตัวอยู่ภายในรถ โดยมีนายสุวัตร และทีมทนายความคอยร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

               จุดแรกเป็นจุดที่นายสุทธิพงศ์ ขึ้นมาอยู่บนรถตู้ โดยหลบมุดซุกซ่อนตัวอยู่ที่บริเวณเบาะหน้า ด้านข้างคนขับ และแอบอย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้นายเอกยุทธมองเห็น จากนั้นนายเอกยุทธก็ได้ขึ้นมาบนรถตู้โดย โดยนั่งอยู่ที่บริเวณเบาะนั่งผู้โดยสารแถวแรกฝั่งซ้ายมือ ต่อมานายสันติภาพ ก็ได้เปิดกระจกตรงกลางรถที่คั่นระหว่างห้องผู้โดยสารและห้องคนขับ พร้อมใช้อาวุธปืนข่มขู่นายเอกยุทธให้นอนคว่ำหมอบลงไปกับเบาะ ก่อนที่นายสุทธิพงศ์จะลุกจากที่ซ่อนตัว ปีนข้ามช่องกระจกไปยังห้องผู้โดยสาร เพื่อทำการจับกุมตัวนายเอกยุทธ โดยนายสันติภาพเป็นคนที่จับนายเอกยุทธใส่กุญแจมือ

               เมื่อทีมทนายความของนายเอกยุทธ ซักถามว่า แหวนของนายเอกยุทธ ตกหล่นอยู่ตรงบริเวณใด พล.ต.ต.อนุชัย ได้ชี้แจงว่า มีพยานพบเห็นแหวนของนายเอกยุทธ ตกอยู่ที่บริเวณช่องซอกด้านล่างของประตูรถฝั่งซ้าย ก่อนจะนำมาใส่ที่บริเวณคอลโซลรถด้านหน้า

                ทีมทนายความของนายเอกยุทธ ยังได้ถามอีกว่า ระหว่างที่นายเอกยุทธอยู่บนรถ นายสุทธิพงศ์ซ่อนตัวอย่างไร พร้อมกับส่งนายนิติธร เป็นตัวแทนขึ้นไปนั่งจำลองเป็นนายเอกยุทธอยู่บนเบาะ โดยให้นายสุทธิพงศ์หลบอยู่ใต้เบาะด้านหน้า ซึ่งทีมทนายความตั้งข้อสังเกตว่า นายเอกยุทธน่าจะมองเห็นหรือสังเกตได้ แต่นายสุทธิพงศ์ กล่าวว่า ช่วงที่กำลังปีนข้ามไปนั้น นายสันติภาพได้ใช้ปืนขู่นายเอกยุทธให้หมอบคว่ำไปกับเบาะแล้ว

                จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายสุทธิพงศ์ ไปฝากขังต่อศาลอาญารัชดาโดยทันที เนื่องจากวันหยุดราชการศาลเปิดทำการเพียงครึ่งวันเท่านั้น โดยใช้เวลาในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพประมาณเพียงแค่ 5 นาที เท่านั้น

                ด้านนายสุวัตร เปิดเผยว่า ต้องขอบคุณ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ และทีมสืบสวนทุกคน ที่ร่วมกันทำคดีอย่างเต็มที่ การพบศพของนายเอกยุทธถือเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ แต่เมื่อพบศพแล้วหน้าที่ต่อไปของพนักงานสอบสวนก็คือ จะต้องหาเหตุผลประกอบ เนื่องจากคำให้การรับสารภาพของผู้ต้องหา เมื่อไปถึงศาลอาจจะทำให้ศาลยกฟ้อง เพราะคำรับสารภาพนั้นปราศจากเหตุผล อีกทั้ง หลังจากที่นายสันติภาพถูกจับกุมตัวได้ก็ให้ปากคำโกหกพนักงานสอบสวนและทนายความมาตลอด โดยทาง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็ได้ให้ทนายความเข้าไปรับฟังการสอบสวนด้วยตลอดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ การเข้าไปร่วมสอบปากคำด้วยจึงเป็นที่มาของการพบศพของนายเอกยุทธ โดยหลังจากนี้จะส่งรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นข้อสงสัยต่างๆ ให้กับหัวหน้าพนักงานสอบสวนเป็นรายลักษณ์อักษรว่า มีอะไรบ้าง แต่ขอยังไม่เปิดเผยกับสื่อมวลชน โดยจะรอให้เกิดความชัดเจนก่อน เช่น ทรัพย์สินที่เหลือต่างๆ อยู่ที่ไหน หากประสงค์ต่อทรัพย์ เหตุใดจึงนำไปโยนทิ้ง และคำให้การของนายสันติภาพที่ให้การไว้ก็ไม่มีเหตุผล

                นายสุวัตร กล่าวต่อว่า หากพนักงานสอบสวนได้รายละเอียดจากตน จะรู้ว่ามีผู้ร่วมขบวนการที่ก่อเหตุในกรุงเทพฯ จำนวนกี่คน มีเพียงแค่นายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์เท่านั้นจริงหรือไม่ ก่อนหน้านี้นายสันติภาพให้การว่า ใช้อาวุธปืนยิงนายเอกยุทธ ต่อมาก็กลับคำให้การว่า บีบคอ จึงต้องดูสภาพศพ ซึ่งผลการชันสูตรได้ระบุออกมาชัดเจนแล้วว่า ขาดอากาศหายใจ ตาถลน ลิ้นจุกปาก จึงได้ข้อสรุปแน่ชัดว่า เป็นการฆ่าโดยบีบคอ ส่วนประเด็นอื่นๆ จะทำการหาพยานหลักฐานต่อไป

                ด้านนายนิติธร กล่าวว่า สำหรับประเด็นข้อสงสัยต่างๆ ในวันนี้ได้มีการซักถามและให้คำตอบ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองคนให้ปากคำไปในทิศทางเดียวกัน แต่มีบางจุดยังให้การขัดแย้งกันอยู่ ขณะนี้เหลือเพียงไม่กี่ประเด็น คาดว่า เร็วๆ นี้จะสรุปร่วมกันได้อีกครั้งหนึ่ง

                เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมองว่าปมการสังหารนายเอกยุทธเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายนิติธร กล่าวว่า ยังไม่ตัดทุกประเด็น โดยตั้งประเด็นหลักไปที่การก่อเหตุอุ้มนายเอกยุทธครั้งนี้ มีผู้ก่อเหตุเพียงแค่ 2 คน คือ นายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์หรือไม่ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

                เมื่อถามว่า ญาติของนายเอกยุทธ ยังสงสัยในประเด็นใดหรือไม่ นายสุวัตร กล่าวว่า ทางญาติบางคนของนายเอกยุทธไม่อยากสู้คดี เนื่องจากยังอยู่ในสภาพหวาดกลัว และเมื่อพบศพของนายเอกยุทธแล้ว ทางญาติก็มุ่งไปที่เรื่องการทำบุญสร้างกุศล ส่วนคดีความใครถามอะไรก็ไม่มีความเห็น บางคนก็อยากให้เรื่องจบไป แต่ก็ยังไม่เป็นเอกภาพ เพราะพี่สาวกับน้องสาวมองว่า ควรจะหยุด ส่วนพี่ชายกับลูกชายก็มีความเห็นเป็นอีกอย่าง ดังนั้น ตนจึงให้ทางญาติๆ ของนายเอกยุทธตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน เราเป็นทนายมีหน้าที่ทำตามที่ได้รับมอบหมายจากลูกความ ถ้าหากต้องการให้หยุดดำเนินการก็ต้องหยุด แต่ทีมทนายเชื่อในความบริสุทธิ์ของพนักงานสอบสวนชุดนี้ว่า จะไม่มีการบิดเบือนหรือรีบปิดคดี เพราะมีส่วนร่วมในการสอบสวนมาตลอดและได้รับความร่วมมือจากตำรวจอย่างดี

                เมื่อถามว่า ทีมทนายความยังยืนยันเรื่องที่คิดว่ามี เสธ.คนดังเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่หรือไม่ นายสุวัตร กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวได้บอกกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจจะถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ ต้องรอให้มีพยานหลักฐานชัดเจน ตนคิดว่าไม่น่าจะเกินความสามารถของพนักงานสอบสวนแน่นอน

                เมื่อถามว่า เชื่อในคำให้การของนายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์หรือไม่ว่าลงมือกันเพียงแค่สองคนหรือไม่ นายสุวัตร กล่าวว่า ไม่เชื่อ โดยเฉพาะนายสันติภาพ ซึ่งโกหกมาตลอด เมื่อถึงคราวจำเป็นถึงได้ยอมรับสารภาพ จากนั้นก็โกหกเรื่องใหม่อีก เช่น ประเด็นที่ให้การว่าเอาสร้อยไปโยนทิ้งน้ำ ทั้งๆ ที่ลงมือก่อเหตุ คดีสำคัญมีโทษถึงประหารชีวิต แต่กลับเอาสร้อยไปโยนทิ้ง สิ่งเหล่านี้ไม่มีสาเหตุที่ทำให้เชื่อได้

                เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้มีการเปลี่ยนตัว ผบช.น. เพื่อความโปร่งใสในคดี เพราะนายเอกยุทธเคยมีคดีที่ฟ้องหมิ่นประมาทกันอยู่ นายสุวัตร กล่าวว่า หลังจากที่ญาติแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง ซึ่งขึ้นตรงกับ บช.น. ตนและญาติอีกส่วนหนึ่งก็ไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ทั้งสองที่ก็นำข้อมูลมาบูรณาการร่วมกัน ส่วนการที่นายสนธิมีความเห็นดังกล่าวออกมาก็เป็นเรื่องของเขา ตนจะทำคดีนี้ตามความเห็นของญาตินายเอกยุทธ ไม่ใช่ความเห็นของนายสนธิ เพราะหากญาติของนายเอกยุทธยังคลางแคลงใจสงสัยในเรื่องใด ตนก็ต้องดำเนินการ

                นายสุวัตร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนคดีที่นายเอกยุทธฟ้องผบช.น. และตำรวจนายอื่นๆ ที่เป็นพนักงานสอบสวนอีก 5 นายนั้น ขณะนี้ญาติของนายเอกยุทธสั่งการให้ถอนฟ้อง ซึ่งตนจะไปถอนฟ้องในฐานะโจทย์ที่สอง ส่วนกรณีนายเอกยุทธที่ชัดเจนแล้วว่าเสียชีวิต ดังนั้นอำนาจทนายความก็ต้องหมดลงด้วย ต้องรอการมอบมรดกความ และเมื่อมีผู้ใดรับมอบมรดกความแล้วก็จะยื่นถอนฟ้องต่อไป นอกจากนี้ ในคดีที่นายเอกยุทธถูกฟ้องว่า ร่วมกันก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่ร้านคาราโอเกะซีตี้ เมื่อปลายปี 2555 คดีก็จะระงับในส่วนของนายเอกยุทธ เนื่องจากเสียชีวิตแล้ว ส่วนผู้ที่ถูกฟ้องรายอื่นๆ ก็ต้องว่ากันไปตามรูปคดี

                ขณะที่ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว เปิดเผยถึงกรณีที่นายเอกยุทธ ฟ้องร้องหมิ่นประมาท อยู่กับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ว่า คงต้องแยกส่วนกัน เราเป็นตำรวจอาชีพ เรื่องที่มีการฟ้องร้องก็ต่อสู้ไปตามกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีการโกรธเคืองอะไรกันกับนายเอกยุทธ อีกทั้งความผิดที่นายเอกยุทธฟ้องร้อง ผบช.น. ก็เป็นคดีความหมิ่นประมาท ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ยืนยันว่า ตำรวจยึดหลักกฎหมายในการทำงานอย่างเคร่งครัด แต่แน่นอนว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนเลิกสงสัยในประเด็นนี้ได้

                "เราเป็นพนักงานสอบสวน เราเป็นตำรวจต้องยึดหลักกฎหมายโดยเคร่งครัด พนักงานสอบสวนไม่สามารถที่จะทำให้ทุกคนพอใจได้ เมื่อเคลือบแคลงสงสัยก็ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตรวจสอบ ตนเชื่อมั่นว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พร้อมต่อสู้คดีในเรื่องนั้น เรื่องนี้ก็ให้ความจริงจังในการทำงานทุกอย่างโปร่งใส และพร้อมที่จะตอบสังคมได้ทุกเรื่อง ต้องของคุณนายสุวัฒน์ และทีมทนายความที่เข้ามาให้ข้อมูลและเบาะแสต่างๆ ซึ่งจะนำหลักฐานทั้งหมดมาประกอบการสอบสวนดำเนินคดี เพื่อทำให้คดีดังกล่าวดำเนินการอย่างละเอียดรอบครอบที่จะตอบข้อสงสัยในทุกประเด็น นอกจากนี้ หากใครมีข้อมูลเกี่ยวกับคดีและน่าจะเป็นประโยชน์ ก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ หรือเข้ามาพูดคุยกันแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อมูล แต่หากไม่สะดวกจะมา ทางตำรวจก็ยินดีจะเข้าไปพูดคุยด้วย” รองผบช.น. กล่าว

                เมื่อถามว่า สำหรับแม่ของนายสันติภาพ ตำรวจมีหลักฐานมากน้อยแค่ไหนที่จะยืนยันว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น เนื่องจากมีการเรียกให้มารับเงินที่ลาดกระบังขณะที่ นายเอกยุทธยังไม่เสียชีวิต พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า จะดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันรับของโจรไว้ก่อน ในส่วนการสอบสวนหากมีการขยายผลหรือมีหลักฐานเชื่อมโยงว่า มีความผิดอีก ก็จะดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป

                ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ผู้ต้องหาซัดทอดกันไปมาว่าไม่ได้เป็นคนฆ่านายเอกยุทธ จะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การอย่างไรก็ได้ แต่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ที่ต้องค้นหาความจริง แต่ขณะนี้ที่ดำเนินคดีคือ ร่วมกันฆ่า ใครทำมากหรือทำน้อยก็ถือว่าทำร่วมกัน ส่วนที่ว่าใครจะเป็นคนลงมือบีบคอนายเอกยุทธ หลักฐานทางนิติเวชก็จะระบุเองว่า เป็นฝีมือใคร ซึ่งขณะนี้ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว

                รายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนได้พบแหวนของนายเอกยุทธ ตกอยู่ในคอลโซลรถด้านหน้า แต่จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ต่างก็ไม่ยอมรับว่าได้ถอดแหวนนายเอกยุทธไปหรือไม่ ซึ่งผู้ต้องหาทุกคนได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่จากแนวทางการสืบสวนพบว่า หลังจากที่นายสันติภาพขับรถไปยังจังหวัดพัทลุงและได้นำศพนายเอกยุทธไปฝังดินแล้ว จึงได้นำรถไปล้างที่คาร์แคร์แห่งหนึ่งเพื่อทำลายหลักฐานต่างๆ ที่อยู่บนรถ ระหว่างนั้นเด็กล้างรถก็ได้พบแหวนของนายเอกยุทธตกอยู่ที่บริเวณช่องซอกด้านล่างของประตูรถฝั่งซ้าย แต่เนื่องจากแหวนเป็นแหวนทองคำขาว มีลักษณะคล้ายสแตนเลท เด็กล้างรถจึงคิดว่า น่าจะเป็นแหวนปลอม จึงได้เก็บแหวนและนำไปใส่ที่คอลโซลด้านหน้ารถ

                ทั้งนี้ ชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตว่า การที่แหวนของนายเอกยุทธหลุดออกจากนิ้วมือได้ ทั้งๆ ที่ถูกใส่กุญแจมืออยู่นั้น น่าจะเป็นเพราะนายเอกยุทธเป็นคนถอดเอง โดยคาดว่า นายเอกยุทธตั้งใจที่จะถอดแหวนและโยนทิ้งออกไปนอกรถ เพื่อให้ไปตกอยู่ที่บริเวณหน้าบ้าน ระหว่างที่คนร้ายขับรถไปที่บ้านของนายเอกยุทธ เพื่อส่งสัญญาณให้คนที่บ้านผิดสังเกตหากพบแหวนตกหล่นอยู่ เพราะคนที่บ้านหรือญาติๆ ต่างทราบดีว่า นายเอกยุทธรักแหวนวงนี้มากและจะใส่แหวนอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากนายเอกยุทธถูกจับใส่กุญแจมืออยู่ จึงทำให้โยนแหวนออกไปไม่ถนัด แหวนจึงไม่ตกออกไปนอกรถ แต่ไปตกอยู่ที่บริเวณช่องซอกด้านล่างของประตูรถดังกล่าวแทน

                นอกจากนี้ ชุดสืบสวนยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่บ้านของผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ที่จังหวัดพัทลุงนั้น มีฐานะค่อนข้างยากจน หากผู้ต้องหาต้องการทรัพย์สินของนายเอกยุทธจริง เหตุใดจึงยอมโยนของมีค่าต่างๆ ทิ้ง ทั้งสร้อยทอง นาฬิกาโรเล็ก พระเครื่องเลี่ยมทอง ฯลฯ ซึ่งชุดสืบสวนคาดว่า คนร้ายน่าจะนำทรัพย์สินที่ยังหาไม่พบ ไปฝังดินไว้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามยึดมาตรวจสอบต่อไป

                มีรายงานว่า สำหรับข้อมูลฮาร์ดดิสภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านนายเอกยุทธนั้น นายสันติภาพน่าจะเป็นผู้ถอดออกไป แล้วนำไปทำลายด้วยวิธีการทุบแยกชิ้นส่วน ก่อนจะโยนออกไปนอกตัวรถทิ้งข้างทางที่บริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี และตามระหว่างทางที่จะมุ่งมายังจุดที่ฝังศพของนายเอกยุทธ

 

 

               
คุมเข้ม"เบิ้ม-บอล"หวั่นคิดสั้น

 

               เมื่อเวลา 11.30 น. ร.ต.ท.ณฐพล ดีผลงาม พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลวง ได้นำตัว นายสุทธิพงศ์ ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฆ่านายเอกยุทธ มายื่นคำร้องต่อศาลฝากขังครั้งแรก

                โดยระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 - 9 มิ.ย. 2556 เวลากลางคืน ผู้ต้องหากับพวกอีก 3 คนที่ฝากขังต่อศาลแล้ว ได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการวางแผน และตกลงร่วมใจกันมาก่อนที่จะปล้นทรัพย์นายเอกยุทธ ผู้ตาย โดยใช้อาวุธปืนขนาด . 38 ของนายเอกยุทธ จี้ขู่บังคับ ประทุษร้าย กักขัง หน่วงเหนี่ยวนายเอกยุทธ ในรถตู้ยี่ห้อ โฟล์ค สีดำ ทะเบียน ฮพ 9304 กทม. จากร้านอาหารครัวกระแต ย่านสะพานควาย แล้วขับรถคันดังกล่าว คุมตัวนายเอกยุทธไปกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ที่ชั้น 2 บ้านพักเลขที่ 1213/360 ย่านทาวน์อินทาวน์ ของนายเอกยุทธ ต่อเนื่องถึงบ้านเลขที่ 339/226 หมู่บ้านราชพฤกษ์ แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กทม บ้านพี่สาวนายสันติภาพ หรือบอล เพ็งด้วง คนขับรถ ผู้ต้องหาร่วม เพื่อเจตนาให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของนายเอกยุทธ

                ต่อมาผู้ต้องหา กับพวกอีก 3 คน ได้ร่วมกันบังคับขู่เข็ญให้นายเอกยุทธลงลายมือชื่อในเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ฯ สาขาศรีวรา สั่งจ่ายเงิน 1.5 ล้านบาทและออกเช็ค ธนาคารกรุงศรีอยุธยาฯ สาขาทองหล่อ รวม 2 ฉบับสั่งจ่ายเงิน 1.7 ล้านบาท และ 1.8 ล้านบาทตามลำดับ รวมเป็นเงิน 5 ล้านบาท จนผู้ต้องหาได้ร่วมกันนำเงิน 5 ล้านบาทเป็นของตนเองโดยทุจริต จากนั้นผู้ต้องหากับพวกได้ร่วมกันฆ่านายเอกยุทธ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อปกปิดความผิดที่กระทำไว้ข้างต้น แล้วแจ้งให้พวก จัดเตรียมสถานที่ฝังศพเป็นที่ดินรกร้าง ต.เขาจิงโจ้ อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อปิดบังซ่อนเร้นการตายของนายเอกยุทธ ก่อนหลบหนีไป เหตุเกิดที่แขวงบางซื่อ เขตจตุจักร , แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง ,แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง ที่ จ.พัทลุง และที่อื่นต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน

                ต่อมาผู้ต้องหาได้เข้าพบ และมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลางดำเนินคดี ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย , ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน , ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด หรือ จำยอมต่อสิ่งใด , ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, พรบ.อาวุธปืนฯ ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ทำลายศพ ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหา ให้การภาคเสธ ในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

                บัดนี้พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาจะครบกำหนดแล้วแต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น จะต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 20 ปาก , รอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร , รอผลการตรวจชันสูตรศพ, รอผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุและวัตถุพยาน จากกองพิสูจน์หลักฐาน , รอผลการพิสูจน์ เอกลักษณ์และลักษณะของดีเอ็นเอของศพ และเอกสารอื่นๆ ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 - 26 มิ.ย. นี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากผู้ต้องหามีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ทั้งคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยชั่วคราว เกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

                ต่อมาเวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวนายสุทธิพงศ์ ขึ้นรถบัสของเรือนจำไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยระหว่างเดินขึ้นรถนายสุทธิพงศ์ มีสีหน้าสบาย ๆ พร้อมกับบอกบิดา มารดาที่เดินทางมาให้กำลังใจ เป็นภาษาปักษ์ใต้ว่า ไม่เป็นไร ให้พ่อกับแม่ดูแลตัวเอง

                ด้านนายสุวัตร กล่าวว่า ส่วนตัวยังติดใจประเด็นที่ตำรวจสรุปว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์นายเอกยุทธ เพราะหากฆ่าชิงทรัพย์จริงทำไมถึงนำทรัพย์สินส่วนตัวไปทิ้งแม่น้ำในจ. นครศรีธรรมราช เหมือนทำลายหลักฐานอำพรางคดี อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่า น่าจะมีผู้ร่วมการสังหารมากกว่านี้ และมีผู้อยู่เบื้องหลังด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเป็นแค่ทนายความเท่านั้น ไม่ได้เป็นลูกความ การเดินหน้าคุ้ยคดีเป็นเรื่องของตำรวจและญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งล่าสุดทราบว่า ญาตินายเอกยุทธ ต้องการให้คดีปิดลงโดยเร็ว เนื่องจากทางครอบครัวเศร้าโศกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากพอแล้ว

                ด้านพญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ออกมายืนยันอีกครั้งว่า จะไม่เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในคดีการเสียชีวิตของนายเอกยุทธ เพราะตนเองถูกโยกย้ายออกจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แล้ว คงไม่เหมาะสมและไม่น่าที่จะให้ความเห็นได้ ไม่รู้จะไปในฐานะอะไร ควรขอความร่วมมือสถาบันนิติวิทยาศาตร์ดีกว่า

                ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับนายสันติภาพ เพ็งด้วง นายทิวากร เกื้อทอง และชวลิต วุ่นชุม 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมกันฆ่าชิงทรัพย์นายเอกยุทธ ซึ่งถูกนำไปฝากขังที่ศาลอาญาผลัดแรก 12 วัน โดยศาลส่งตัวไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (บางเขน) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่เรือนจำได้วางกำลังคุมเข้มผู้ต้องหาทั้ง 3 คน รวมทั้งตรวจสอบเรื่องอาหารและข้าวของเครื่องใช้แบบละเอียดยิบ เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะคิดสั้น