
'ปชป.'ติง'ปู'ยันโครงการน้ำโปร่งใส
'ปชป.' ติง 'นายกฯ' การันตีโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน โปร่งใส-ไร้ทุจริต จี้ปราม 'เสื้อแดง' เหตุคุกคามกลุ่มคนเห็นต่าง ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
15 มิ.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าโปร่งใสและไม่มีการทุจริตแน่นอน โดยเฉพาะที่กล่าวว่าโครงการนี้จะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ประชาชนมองเห็นได้นั้น ตนไม่เข้าใจว่านายกฯเข้าใจในสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านทักท้วงหรือไม่ เพราะประเด็นคือความพร้อมของโครงการในรายละเอียด 3.5แสนล้านบาท มีการเตรียมพร้อมในเรื่องหลักการ สถานที่ การยอมรับ การมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงภูมิศาสตร์และในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีการระบุไว้ใน TOR
“การประมูลน้ำของรัฐบาล เป็นการประมูลที่คนทั้งประเทศเห็นว่า มีการฮั้วการประมูล การปรับลดราคาก็มีการเตรียมไว้ทั้งหมดแล้ว ตรงนี้จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า โครงการของรัฐบาลเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น” นายชวนนท์ กล่าว
'ปชป.'จี้'ปู'ปราม'แดง'คุกคามกลุ่มคนเห็นต่าง
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ตนขอฝากคำถามถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะตนต้องการทราบจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่ายังต้องการเป็นนายกฯของคนไทยอีกหรือไม่ หรือว่าขณะนี้เลือกที่จะแบ่งแยกการปกครองแบ่งแยกประชาชน แล้วดูแลเฉพาะผู้ที่สนับสนุน เนื่องจากมีหลายเหตุการณ์ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ โดยเริ่มจากการคุกคามของคนเสื้อแดงหรือคนที่สนับสนุนรัฐบาลหรือคนที่เห็นต่าง หรือองค์กรอิสระของประเทศ ถูกคุกคามกดดัน ถ้ามีท่าทีในการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล เช่น การกดดันของกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ที่กดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่เคยมีเสียงห้ามปรามจากคนของรัฐบาลเลย กลายเป็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ ที่สามารถทำได้หากคนนั้นใส่เสื้อสีแดง ส่วนเวทีปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ เองก็ถูกคนเสื้อแดงคุกคามทุกเวที
"ที่เลวร้ายมากคือการคุกคามกลุ่มคนหน้ากากขาว ที่ จ.เชียงใหม่ ที่แสดงออกอย่างสงบสันติ มีการยกพวกตี ผมอยากถามว่าคนที่ก่อเหตุเป็นใครที่สามารถก่อเหตุเช่นนี้ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ผมไม่เห็นว่าคนในรัฐบาลหรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่อ้างว่าเป็นสุภาพสตรีมีความเป็นแม่ จะได้ออกมาแสดงความห่วงใยในเรื่องแบบนี้บ้าง หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ผมคิดว่าอันธพาลจะครองเมืองไม่ได้เลย ถ้าหัวหน้าอันธพาลไม่ขยิบตาสนับสนุน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมสะท้อนให้เห็นว่า ถ้านายกฯยังลอยตัวเหนือปัญหา เรื่องความแตกแยกของคนในชาติ เรื่องการคุกคามสิทธิของคนอื่นผมต้องเรียนว่า นายกฯต้องเลือกที่จะเป็นนายกฯของคนเสื้อแดงเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งจะถูกคุกคามจากมวลชนของนายกฯ จะยอมรับอำนาจการบริหารของนายกฯ ท่านต้องรีบออกมาห้ามปราม และหยุดให้ลิ่วล้อออกมาพุดจาสร้างความแตกแยกให้สังคมไทยไปมากกว่านี้ และถ้าไม่รีบหยุด จะกลายเป็นไฟลามทุ่งถึงวันนี้นายกฯ จะเสียใจ” นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวว่า คำถามที่ 2 ที่อยากจะถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องสภาวะประชานิยมต่างๆ ที่ขาดทุนล่มสลายในขณะนี้ ตนอยากถามว่า ท่านยังจะดำเนินการต่อไปอีกหรือ อย่างตัวเลขเรื่องการจำนำข้าว ที่นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวว่าตัวเลข 130,000 ล้านบาท นั้นเป็นตัวเลขปีเดียว พวกตนพูดหลายครั้งแล้ว ว่าเป็นตัวเลขที่นับใน 3 ฤดูกาล คือ ปี2554-2555 ของนาปี นาปรัง 2555 และ 2555/2556 ของนาปี และการที่รัฐบาลนับเพียง 2 ปีเพื่อที่จะให้ดูว่าขาดทุนน้อยลง ก็ดูไม่แปลก แต่ถ้านับ 3 ฤดูกาลจะพบว่าขาดทุน 2 แสน 2 หมื่นล้าน ตรงนี้จึงอยากถามนายกฯว่า รัฐบาลจะเอาอย่างไรต่อ นายกฯไม่รับผิดชอบอะไรเลย การประชุม กขช.ก็ปล่อยให้คนไม่รู้เรื่องมาประชุมแทน ประเทศไม่สามารถรับสภาพการขาดทุนปีละ 2 แสนล้าน ให้เข้ากระเป๋านักการเมืองปีละ 1 แสน 4 หมื่นล้านได้
'องอาจ' สอนมวย 'รบ.' ใช้มาตรตฐานสากลคำนวณตัวเลขจำนำข้าว
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ประสบภาวะขาดทุนว่า ขณะนี้ระยะเวลาผ่านมา 3 สัปดาห์ที่นักวิชาการ ฝ่ายค้านและองค์กรภาคเอกชนออกมาระบุถึงการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวที่ประสบภาวะขาดทุนจำนวนมาก วันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถบอกตัวเลขที่ชัดเจนได้ ทำให้เห็นได้ว่าโครงการนี้มีความไม่ชอบมาพากล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถพูดตัวเลขที่แท้จริงได้
นายองอาจ กล่าวว่า ปัจจุบันในเรื่องการตรวจสอบตัวเลขเรื่องการรับจำนำข้าว สามารถตรวจสอบได้ง่ายโดยการใช้ระบบไอที สามารถกดดูตัวเลขได้ตลอดเวลา และมีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นที่จะพูดถึงตัวเลขที่ขาดทุน และรัฐบาลพยายามสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น ในการคำนวณการปิดบัญชีรับจำนำข้าว พยายามออกมาบอกว่ามีตัวเลขที่แตกต่างระหว่าง กระทรวงการคลังคำนวณกับกระทรวงพาณิชย์คำนวณ ซึ่งการปิดบัญชีต่างๆนั้น มีมาตรฐานทางบัญชีที่เป็นสากลในการคำนวณ ไม่ใช่ว่ากระทรวงไหนอยากคำนวณอะไรตามอำเภอใจได้ และการคำนวณตามหลักสากล ไม่ได้ใช้เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นระบบสากล ดังนั้นการบอกว่าแต่ละกระทรวงคำนวณคนละแบบเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ประเทศไทยต้องมีวิธีการคำนวณมาตรฐานบัญชี ในการปิดบัญชีรับจำนำข้าวที่เป็นมาตรฐานสากล จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยด่วน
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่นายกิตติรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า มีข้อมูลของคณะอนุกรรมการ ปิดบัญชีรับจำนำข้าวตามนโยบายของรัฐบาล รั่วไหลออกมาก่อนมีการเสนอตัวเลขอย่างเป็นทางการ และนายกิตติรัตน์ออกมาขู่ฟันคนที่นำข้อมูลมาเปิดเผยนั้น ตนอยากจะบอกนายกิตติรัตน์ว่า ตัวเลขที่พรรคเอามาเปิดเผย นั้นไม่จำเป็นต้องไปรอเอาข้อมูลที่รั่วไหลจากหน่วยงานของราชการ แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลที่ทางราชการนำมาเปิดเผยเอง นำมาคิดคำนวณตามมาตรฐานบัญชีสากลไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยนำมาใช้ในประเทศไทยแล้วสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
'ส.ส.ปชป.' หวั่น 'หน้ากากขาว-หน้ากากแดง' ชุมนุมทำวุ่นวาย
นายณัฎฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กทม.และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล (หน้ากากแดง) กับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล (หน้ากากขาว) ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งส่อเค้าความวุ่นวาย และการแตกแยกขึ้นในสังคม และกรณีดังกล่าวถ้ามองที่ปลายเหตุต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคงจะเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นในการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุม 2 กลุ่มที่จะมีความพยายามขอสถานที่ และเคลื่อนย้ายสถานที่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายจากผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล แต่ก็โดนกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลตามรังควาน เพื่อให้ยุติการชุมนุม
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เราต้องมองไปที่การส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่ามีสมาชิกที่เป็นแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ที่มีตำแหน่งเป็นถึงส.ส. ออกมาส่งสัญญาณออกมาให้ข้อมูล มีความคิดเห็นทำให้การชุมนุมเกิดความวุ่นวายได้ง่าย หรือการออกมาพูดถึงการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาว จากสมาชิกพรรคเพื่อไทย หรืออย่างสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวของกลุ่มแกนนำ เช่น นายสุนัย จุลพงศ์ธร นายวรชัย เหมะ นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพยายามทำให้การชุมนุม คนหน้ากากขาว หรือ นายแก้วสรร อติโพธิ์ฯ กลายเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม และกลายเป็นเรื่องเรียกร้องค่าหัว บิดเบือนข้อเท็จจริง ย่อมส่งผลสะท้อนไปยังแกนนำที่สนับสนุนรัฐบาลให้ออกมาต้อต้านมากขึ้น
นายณัฎฐ์ กล่าวว่า โดยเฉพาะการบิดเบือนของเท็จจริงที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในการปราศรัยที่เวทีหาเสียงที่ดอนเมือง เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ให้เลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อต่อต้านคนหน้ากากขาว ยิ่งเป็นการสะท้อนแนวคิดพรรคเพื่อไทย ต้องการแบ่งแยกประชาชนออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน หากเป็นเช่นนี้ ทางพรรคเพื่อไทยต้องกลับมาทบทวนท่าที ที่บอกว่าพร้อมในเรื่องการปรองดองให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีต้องกลับมาทบทวนบทบาทสมาชิกพรรคในความพร้อมของการปรองดอง หรือไม่ อย่างไร และเรียกร้องไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าควรรัดกุมในการดูแลของผู้ชุมนุม เหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็จะไม่เกิด
'ณัฏฐ์' จับพิรุธ 'ก.ท่องเที่ยวฯ' ตั้งงบฯสร้างสนามกีฬาตำบลสูงเกินจริง
นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 แถลงว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณไปจำนวน 3 กระทรวง คือ 1.กระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มจากปีที่แล้วเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ คือจาก 1,600 กว่าล้านบาท เป็น 1,900 ล้านบาท แม้งบประมาณจะไม่สูงมาก แต่กรรมาธิการฯพิจารณาแล้วพบว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายประจำ ส่วนงบการลงทุนจะอยู่ในหมวดการประชาสัมพันธ์ค่อนข้างมาก เป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยน ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯจะนำไปพิจารณาในรายละเอียดกันอีกครั้ง
นายณัฏฐ์ กล่าวว่า 2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นกระทรวงที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะแม้จะถูกตัดงบประมาณ จากปี 2556 ที่ได้ 11,000 กว่าล้านบาท เหลือ 9,300 กว่าล้านบาทในปี 2557 หรือลดลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่คณะกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการก่อสร้างสนามกีฬาระดับตำบล 81 แห่ง แห่งละ 13 ล้านบาท รวม 1,053 ล้านบาท ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯเห็นว่า มีวงเงินก่อสร้างแต่ละแห่งสูงกว่าที่เคยก่อสร้างมามาก ขณะเดียวกันสนามกีฬาจังหวัดและอำเภอที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว ก็ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสุขภาพประชาชนทั่วไปเท่าที่ควร ซึ่งไม่เป็นตามยุทธศาสตร์ของกระทรวง ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงซักถามงบประมาณในส่วนนี้มาก ทั้งเรื่องตำบลที่จะไปสร้าง เพราะแม้แต่ละแห่งจะใช้เงินไม่มาก แต่เมื่อรวมงบแล้วจะสูงถึง 1,053 ล้านบาท หากใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการเลือกที่ตั้งสนามกีฬาให้ดี วางยุทธศาสตร์กระจายตำบลให้มากกว่านี้จะเหมาะสมกว่า ซึ่งในชั้นคณะอนุกรรมาธิการฯจะไปพิจารณารายละเอียดอีกชั้นหนึ่ง
นายณัฏฐ์ กล่าวว่า 3.งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข จากเดิมปี 2556 ได้รับงบประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ในปี 2557 ได้รับเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ หรือ 106,000 กว่าล้านบาท คณะกรรมาธิการฯเป็นห่วงเทคนิคทางการแพทย์ การก้าวสู่ประชาคมอาเซี่ยนปี 2558 ที่ภาคเอกชนเตรียมพร้อมแล้ว แต่ภาครัฐอาจตามไม่ทัน เรากังวลเกี่ยวกับแพทย์ที่ออกไปทำงานต่างประเทศ หรือแพทย์ต่างประเทศมาทำงานในประเทศไทย และกังวลว่าเราอาจผลิตพยาบาลไม่ทัน เพราะปัจจุบันมีการใช้พยาบาลจากต่างประเทศจำนวนมากพอสมควร จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุข พิจารณาการออกใบอนุญาตชั่วคราวในวิชาชีพแพทย์และพยาบาลมากขึ้น เพราะรักษาคุณภาพในการรักษาพยาบาลของประเทศไทย



