ข่าว

ขึ้นราคา'ก๊าซหุงต้ม'วัดฝีมือรัฐจัดการ

ขึ้นราคา'ก๊าซหุงต้ม'วัดฝีมือรัฐจัดการ

17 มิ.ย. 2556

ทางวิบากขึ้นราคา 'ก๊าซหุงต้ม' วัดฝีมือบริหารจัดการพลังงานของรัฐ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

                         ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ แอลพีจี ในประเทศไทย อยู่ในระบบควบคุมราคามานานหลายสิบปี เนื่องด้วยเหตุผลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับภาคครัวเรือนที่ใช้ในการหุงหาอาหารจนเรียกกันว่า เป็น “ก๊าซหุงต้ม” แต่เมื่อมีการอุดหนุนกันเป็นเวลานาน สุดท้ายจึงกลายเป็นปัญหา เพราะนอกจากใช้แอลพีจีในภาคครัวเรือนแล้ว ยังมีการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม และขนส่ง กลายเป็นภาระของกองทุนน้ำมันที่จะต้องใช้เงินเข้าไปอุดหนุนจำนวนมากในแต่ละปี จึงเกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมันที่ต้นทุนส่วนหนึ่งของราคาน้ำมันเกิดจากการไปอุดหนุนให้แก่กลุ่มผู้ใช้แอลพีจี 

                         อีกทั้งเมื่อมีการแก้ปัญหาแบบ “ขยักขย่อน” ยังเป็นตัวการสร้างความไม่สมดุลในการใช้ประโยชน์จากแอลพีจี เกิดการลักลอบทำการผิดกฎหมาย นำไปใช้ผิดประเภท และการลักลอบค้าตามชายแดน

                         อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลต่างตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดี และได้มีความพยายามแก้ปัญหาโครงสร้างราคาแอลพีจีของไทย ซึ่งต่ำกว่าราคาในตลาดโลกมาก ทั้งความต้องการใช้แอลพีจีก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจากที่ไม่เคยนำเข้าแอลพีจีจำเป็นที่จะต้องนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีมากขึ้นในประเทศ แต่ก็ยังไม่มีใครเด็ดขาดพอที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน เป็นต้นทุนสินค้าอาหารที่อาจจะผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้นตามไปด้วย

                         ทางออกในขณะนี้ก็คือ การเตรียมหามาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย และร้านค้าอาหารขนาดเล็กเพื่อสามารถซื้อก๊าซหุงต้มในราคาเดิม เพื่อชะลอผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงรูปแบบการให้ความช่วยเหลือ และอาจนำไปสู่การเลื่อนปรับราคาก๊าซหุงต้มออกไปอีกครั้ง จากล่าสุดที่กระทรวงพลังงานให้เลื่อนออกมาถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

 

เกิดปัญหาลักลอบขายผิดประเภท

 

                         ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างราคาที่ผ่านมาทำได้เพียงการแบ่งออกเป็น 3 ราคาตามกลุ่มผู้ใช้ ได้แก่ ราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันลอยตัวตามราคาตลาดโลกไปแล้ว, ราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง ได้ขยับราคาขึ้นมาหลายรอบ แต่ล่าสุดตรึงไว้ที่กิโลกรัมละ 21.38 บาท และราคาแอลพีจีในภาคครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำสุด และถูกตรึงราคาไว้ที่กิโลกรัมละ 18.13 บาท แต่ราคาแอลพีจีระหว่างภาคขนส่งและครัวเรือนที่ต่างกันอยู่กว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม นั้น มีส่วนทำให้เกิดการลักลอบการนำแอลพีจีในภาคครัวเรือนไปใช้ผิดประเภท และลักลอบนำไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านกันอย่างโจ่งแจ้ง ยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักมากขึ้น

                         อย่างไรก็ตาม มีความพยายามในการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดในประเด็นหลัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการดำเนินคดีกับโรงบรรจุก๊าซที่ทำผิดกฎหมายนำแอลพีจีครัวเรือนไปใช้ผิดประเภทกว่า 100 ราย อีกทั้งยังระบุว่า มีผู้ค้าก๊าซแอลพีจีตามมาตรา 7 ที่กระทำความผิดในครั้งนี้ด้วย ซึ่งก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

                         ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุถึงสาเหตุที่มีการกระทำความผิด ลักลอบการนำไปใช้ผิดประเภทกันมากขึ้น ว่า เพื่อหวังหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยใช้วิธีแจ้งปริมาณการซื้อแอลพีจีจำนวนมากมายังกรม แล้วระบุว่าจะนำไปจำหน่ายให้ภาคครัวเรือน แต่เมื่อถึงเวลาจำหน่ายจริงกลับลักลอบนำไปขายให้ภาคขนส่งแทน เพื่อจะได้รับการยกเว้นหรือไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน ซึ่งตามปกติโรงบรรจุก๊าซที่ขายแอลพีจีในภาคขนส่งจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน 3 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่การขายให้ภาคอุตสาหกรรมต้องส่งเงินเข้ากองทุน 10.7 บาทต่อกิโลกรัม

                         “พฤติกรรมดังกล่าวมีความชัดเจนตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม 2556 ส่งผลให้รัฐสูญรายได้กว่า 200 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 2,400 ล้านบาทต่อปี” นายวีระพล กล่าว

 

เป้าหมายราคาขึ้นกว่า100บาทต่อถัง

 

                         สำหรับแผนการปรับราคาในขณะนี้ คงยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าเป็นอย่างไร แต่จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้คือ การทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มเป็นรายเดือน เดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือเป็น 6 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีเป้าหมายราคาให้ขึ้นไปถึง 24.82 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคาอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ถังก๊าซซึ่งใช้ในครัวเรือนส่วนใหญ่จะมีขนาดน้ำหนักถัง 15 กิโลกรัม

                         ในกรณีที่ยึดตามตัวเลขเดิมนั้น นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซหุงต้ม อธิบายไว้ว่า ราคาก๊าซหุงต้มที่จะปรับขึ้นในเดือนแรกจะเท่ากับ 7.50 บาทต่อถัง สำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งใช้กันเป็นการทั่วไปส่วนใหญ่ ดังนั้นราคาปัจจุบันของถังขนาด 15 กิโลกรัม เฉลี่ยจะอยู่ที่ 275-285 บาทต่อถัง เมื่อปรับขึ้นมาในเดือนแรก บวกกับค่าส่งถึงบ้าน ซึ่งร้านขายปลีกทั่วไปจะจัดส่งและบริการติดตั้งตามบ้าน ราคาในเดือนแรกจะจำหน่ายไม่เกินที่ถังละ 295-300 บาทต่อถัง

                         อย่างไรก็ตาม หากคิดจากฐานราคาปัจจุบัน เมื่อปรับขึ้นไปสุดท้ายที่กิโลกรัมละ 24.82 บาท จะเท่ากับว่าราคาก๊าซจะต้องปรับเพิ่มขึ้นไปจากราคาปัจจุบันอีกกิโลกรัมละ 6.69 บาท หรือเท่ากับ 100.35 บาทต่อถัง ทำให้ราคาสุดท้ายตามเป้าหมายราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มจะต้องปรับเพิ่มขึ้นไปถึงราว 400 บาทต่อถังเลยทีเดียว

                         ขณะที่ รมว.พลังงาน ย้ำถึงเหตุผลในการปรับราคาแอลพีจีในครั้งนี้ว่า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย เพราะที่ผ่านมาผู้ใช้น้ำมันเหมือนถูกผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีปล้นมาตลอด ที่ต้องส่งเงินมาช่วยอุดหนุนราคาแอลพีจี หากปรับให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่เป็นจริงได้ ก็จะช่วยลดภาระให้แก่ผู้ใช้น้ำมัน เบื้องต้นจะปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนให้เท่ากับภาคขนส่งก่อน ซึ่งมีราคาต่างกันถึงกิโลกรัมละ 3 บาทเสียก่อน เพื่อป้องกันการลักลอบใช้ก๊าซผิดประเภท จากนั้นจะปรับราคาภาคครัวเรือนและขนส่งขึ้นไปพร้อมๆ กัน สู่ระดับราคาต้นทุนที่แท้จริง

                         “ส่วนแผนที่จะปรับราคาอาจจะสูงกว่า 50 สตางค์ต่อกิโลกรัมต่อเดือน หลังจากที่ต้องเลื่อนระยะเวลาออกมาหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาอีกครั้ง” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว พร้อมยืนยันว่า การปรับขึ้นราคาแอลพีจีครัวเรือน กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะไม่เดือดร้อน โดยจะให้ความช่วยเหลือ แต่จะช่วยเหลือไปถึงเมื่อไรนั้นขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ โดยมาตรการช่วยเหลือนั้น สนพ.จะร่วมหารือกับผู้ค้าก๊าซ มาตรา 7 ซึ่งจะต้องใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดความรัดกุมในการช่วยเหลือประชาชนต่อไป

                         เบื้องต้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับความช่วยเหลือซื้อก๊าซหุงต้มในราคาเดิมคือที่กิโลกรัมละ 18.13 บาท คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน จำนวน 7.6 ล้านครัวเรือน จะได้รับสิทธิ์ในปริมาณ 5 กิโลกรัมต่อเดือน หรือ 15 กิโลกรัมต่อ 3 เดือน และกลุ่มพ่อค้ารายย่อย หาบเร่แผงลอยที่ลงทะเบียนแล้วล่าสุดมีจำนวน 1.7 หมื่นราย จากทั่วประเทศที่คาดว่าจะมีกว่า 5 แสนราย โดยจะให้ความช่วยเหลือตามปริมาณที่ใช้จริง หรือประมาณ 15-150 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งทุกกลุ่มจะได้รับการอุดหนุนเฉพาะถังขนาด 15 กิโลกรัมเท่านั้น

 

ถกไม่ลงตัว-ส่อเลื่อนขยับราคา

 

                         ความคืบหน้าในการหาข้อสรุปแนวทางช่วยเหลือล่าสุดนั้น ดูจะยังไม่ลงตัว จนคาดการณ์กันว่าอาจจะต้องเลื่อนการปรับขึ้นราคาออกไปอีกครั้ง แต่แนวทางเบื้องต้นแล้ว นายวีระพล กล่าวว่า จะมี 2 แนวทางหลักๆ ที่จะต้องหาข้อยุติอีกครั้ง แนวทางแรกคือ การลดราคาให้ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิ์ซื้อก๊าซหุงต้มในราคาเดิมหรือกิโลกรัมละ 18.13 บาท โดยทางผู้ค้ามาตรา 7 จะเป็นผู้รับภาระ แต่แนวทางนี้ยังติดปัญหาในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะราคาขายให้ผู้มีรายได้น้อยจะต่ำกว่าราคาขายให้ประชาชนทั่วไป ดังนั้น จึงต้องมาหารือกับกระทรวงการคลังในเรื่องการแก้ไขปัญหาภาษีมูลค่าเพิ่มในภายหลัง โดยในทางปฏิบัติ ประชาชนที่มีสิทธิ์รับส่วนลดจะต้องโทรศัพท์เข้าคอลเซ็นเตอร์ของกระทรวงพลังงาน จากนั้นจะได้รับรหัสการได้รับส่วนลดกลับมา ซึ่งผู้ซื้อจะต้องนำรหัสส่วนลดไปแจ้งยังร้านค้าปลีก

                         แนวทางที่ 2 จะขายก๊าซแอลพีจีในราคาปกติให้ผู้ซื้อที่มีรายชื่อได้รับส่วนลดราคาไปก่อน จากนั้นจะจ่ายคืนส่วนต่างให้แก่ประชาชนกลุ่มนี้ในภายหลัง ซึ่งอาจจะเป็นการให้ไปเปิดบัญชี เพื่อให้รัฐโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีเหมือนกับการโอนเงินเข้าบัญชีผู้สูงอายุ แต่แนวทางนี้ก็มีปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายในการโอนเงิน ซึ่งจะต้องหารืออีกครั้งว่าจะลดค่าโอนตรงนี้ได้หรือไม่ หรือจะให้ผู้ค้าก๊าซ มาตรา 7 และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผู้รับภาระ

                         ขณะที่นายชิษณุพงศ์ กล่าวว่า ได้เสนอให้กระทรวงพลังงานใช้วิธีอุดหนุนส่วนต่างราคาที่ปรับขึ้นโดยตรงผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารรูปแบบเดียวกับการโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้สูงอายุ เพราะไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะให้ร้านค้าจำหน่ายแอลพีจีเป็นผู้รับภาระส่วนต่างดังกล่าวแล้วให้นำตัวเลขไปขอเบิกกับกระทรวงพลังงานแบบเดือนต่อเดือน

                         "หากร้านค้าแอลจีทั่วประเทศทั้งขนาดใหญ่และเล็กรวมกว่า 1.4 หมื่นราย รับภาระในส่วนต่างราคาไปก่อนจะเกิดปัญหาอย่างมาก เพราะหากขึ้นจนเต็มเพดานที่ 24 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้ร้านค้าต้องแบกภาระส่วนต่างในถังขนาด 15 กิโลกรัม  ถึงถังละ 90 บาท ซึ่งเฉลี่ยแล้วร้านค้าจะจำหน่ายก๊าซแอลพีจีวันละ 100 ถัง จะทำให้ในแต่ละเดือนร้านค้าจะต้องแบกภาระเป็นจำนวนมาก" นายชิษณุพงศ์กล่าว

                         อย่างไรก็ตาม ความไม่ลงตัวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อม นั่นอาจนำไปสู่การเป็นข้ออ้างของร้านขายปลีกก๊าซหุงต้ม และร้านอาหารสำเร็จรูปที่จะปรับขึ้นราคาอีกครั้งหนึ่ง สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงควรเร่งสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

 

 

--------------------

(ทางวิบากขึ้นราคา 'ก๊าซหุงต้ม' วัดฝีมือบริหารจัดการพลังงานของรัฐ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)