
ไทยนั่งแท่นปท.ผู้ประสานงาน'FEALAC'
'สุรพงษ์' เผย 'ไทย' รับไม้ต่อ 'อินโดนีเซีย' นั่งแท่นประเทศผู้ประสานงาน FEALAC เตรียมชูหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค ย้ำความสำคัญเรื่องความมั่นคงอาหาร
14 มิ.ย. 56 ผู้สื่อข่าวรายงานจากบาหลี ประเทศอินโดนีเซียว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา (FEALAC) ครั้งที่ 6 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย วันสุดท้าย โดยช่วงเช้าจะมีพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการมีนายซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้การต้อนรับ จากนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งหมดร่วมประชุมอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อพิจารณารับรองปฏิญญาอูลูวาตู (Uluwatu Declaration) โดยผลลัพธ์การประชุมที่สำคัญ คือ การพัฒนาศักยภาพของ FEALAC ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองภูมิภาค การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกัน และความตั้งใจร่วมกันที่จะเผชิญกับประเด็นความท้าทายต่างๆ ในเวทีโลก พร้อมให้ความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด และพลังงานทดแทน รวมทั้งความร่วมมือด้านสาธารณสุข จะผลักดันการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตลอดจนสนับสนุนความพยายามในระดับระหว่างประเทศและระดับภุมิภาคในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารด้วย
นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ในที่ประชุม หยิบยก 5 ประเด็นมาหารือ ประกอบด้วย ความมั่นคงทางอาหาร ระบบประกันสุขภาพ ธุรกิจเอสเอ็มอี การเชื่อมโยงด้านการศึกษา และการท่องเที่ยว ประเด็นทั้งหมดที่ประชุมเห็นชอบที่สองภูมิภาคจะร่วมมือกันพัฒนาให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศผู้ประสานงานฝ่ายเอเชียตะวันออกต่อจากอินโดนีเซีย ภายหลังจากการประชุมครั้งนี้ โดยจะทำงานร่วมกับประเทศคอสตาริก้า ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานของฝ่ายลาตินอเมริกา ดังนั้นจะผลักดัน 2 เรื่องจากการประชุมครั้งนี้ให้เป็นรูปธรรม คือ ระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ประเทศไทยดำเนินการจนสำเร็จและเป็นที่ยอมรับจากสหประชาชาติ และความร่วมมือความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยจะจัดเจ้าหน้าที่แลกเปลี่ยนความรู้ฝึกอบรมระหว่างกัน
ส่วนการหารือทวิภาคีระหว่างการประชุมกับนาย Samuel Santos Lopez รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิการากัว นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ประเทศดังกล่าวน่าสนใจศึกษาเรื่องพลังงาน เพราะทั้งประเทศใช้พลังงานทดแทนถึงร้อยละ 94 ขณะที่ใช้น้ำมันเพียงร้อยละ 6 ขณะที่เรื่องการท่องเที่ยวนิการากัวสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวจาก 1 ล้านคนต่อปี เป็น 4 ล้านคนต่อปี ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี โดยชูเรื่องความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาปรับใช้กับการท่องเที่ยวของไทย เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว นำไปสู่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในไทยเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้พูดถึงการยกเลิกห้ามนำเข้าข้าวไทยด้วย เนื่องจากในอดีตข้าวไทยที่ส่งมามีสิ่งเจือปน จึงไม่ได้รับการนำเข้า ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศนิการากัวรับที่จะเสนอรัฐบาลต่อไป



