
หมดสมัยสิงโต 4-4-2
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : หมดสมัยสิงโต 4-4-2
ถึงจะไม่ได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ของ "สิงโตคำราม" อังกฤษ ยังดีขึ้นมาได้หลังจากที่ มอนเตเนโกร ไปแพ้ให้ ยูเครน คารัง ทำให้โอกาสกลับมาอยู่ในมือของ รอย ฮอดจ์สัน อย่างเต็มตัวอีกครั้ง นั่นเป็นเรื่องของโชค แต่สิ่งที่หลายฝ่ายมองว่าต้องมีการปรับปรุงโดยด่วนหรือรูปแบบการเล่น ที่ดูจะล้าหลังทีมชั้นนำทีมอื่นๆ ของยุโรปไม่ว่าจะเป็น "กระทิงดุ" สเปน, "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี, "อัซซูรี" อิตาลี และ "กังหันสีส้ม" ฮอลแลนด์
ในขณะนี้ระบบ 4-4-2 ที่กุนซือวัย 65 ปี ใช้เป็นหลักในรอบคัดเลือกที่ผ่านๆ มา ถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับทีมชาติอังกฤษอีกแล้ว หากหวังจะมีการพัฒนาให้ไปเทียบเท่าทีมชั้นนำทีมอื่นๆ ของยุโรปและของโลก
ระบบการเล่น 4-4-2 ที่ใช้ทั้งในการเล่นรอบคัดเลือก และเกมอุ่นเครื่อง 2 นัดล่าสุด ถูกมองว่าเป็นระบบที่ทำให้คู่ต่อสู้เล่นด้วยง่าย ไม่มีความพลิกแพลงเหมือนระบบกองหน้าคนเดียวที่หลายๆ ทีมกำลังใช้อยู่ อย่างเกมอุ่นเครื่องที่เสมอกับไอร์แลนด์ และถูกวิจารณ์อย่างมาก ก็เป็นเพราะเรื่องที่ทีมแทบจะไม่มีความหลากหลายในการเล่น ขณะที่เกมเยือน บราซิล ที่ไปเก็บผลเสมอกลับมาได้ ช่วงครึ่งแรกรูปเกมก็เป็นรองชนิดที่ว่าเป็นบอลคนละชั้น
ในอดีตอังกฤษเคยลองเล่นในระบบอื่นๆ มาพอสมควร อย่างที่เห็นชัดก็คือ สตีฟ แม็คคลาเรน เคยเอาระบบ 3-5-2 ที่เซอร์บ็อบบี ร็อบสัน ใช้ประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลกปี 1990 กลับมาใช้ และใช้ในเกมสำคัญที่ต้องไปเยือน โครเอเชีย ที่ซาเกร็บ ในยูโร 2008 รอบคัดเลือกปรากฏว่าโดนเจ้าถิ่นอัดไป 2-0 อดเข้ารอบสุดท้าย
มาถึงยุค สเวน โกรัน อีริคส์สัน ก็ยังมองว่าระบบ 4-4-2 จะทำให้นักเตะสิงโตคำรามเล่นกันง่ายที่สุดแล้ว แต่ก็มีการปรับคู่กองหน้าที่ใช้กองหน้าตัวใหญ่สไตล์อังกฤษแท้ 1 คน และใช้ผู้เล่นที่มีความคล่องตัวอีก 1 คน ตอนนั้นก็เป็นคู่ของ ไมเคิล โอเวน กับ เอมิล เฮสกีย์ เช่นเดียวกับ ฟาบิโอ คาเปลโล ที่ยังยึดคู่หน้าแบบนี้ แต่แดนกลางจะมีกองกลางตัวคุมพื้นที่เป็นพิเศษด้วยการให้ แกเรธ แบร์รี หรือว่า สกอตต์ ปาร์คเกอร์ มาเล่นในตำแหน่งของ มาร์กเซล เดอไซญี ที่เคยเล่นในทีม "ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน
ไม่ว่าอย่างไร อังกฤษ ก็ยังคงยึดมั่นระบบ 4-4-2 มาเป็น 10 ปี ส่งผลให้นักเตะอังกฤษมองหาแนวทางอื่นๆ ไม่เจอ แต่สำหรับพรีเมียร์ลีก ที่เป็นลีกชั้นนำของโลกและลีกของอังกฤษเอง เริ่มจะหาทีมที่เล่น 4-4-2 น้อยลงไปทุกที แม้กระทั่งทีมที่ประสบความสำเร็จกับระบบนี้อย่าง "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกันไป
นับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล 2009-2010 ระบบ 4-4-2 ถูกนำมาใช้น้อยลงไปถึง 72.7 เปอร์เซ็นต์ นั่นอาจจะเป็นเพราะการที่นักเตะชั้นดีจากชาติอื่นๆ เข้ามาเล่นในพรีเมียร์ลีกกันมากขึ้น และกลายเป็นว่าเหลือเพียงแค่ทีมเล็กๆ ที่ยังเล่น 4-4-2 อยู่
มีการแบ่งอย่างชัดเจนระหว่างทีมที่เล่น 4-4-2 กับทีมที่เล่นในระบบอื่นๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาราว 50 เปอร์เซ็นต์ของทีมที่จบครึ่งบนของตารางต่างก็ไม่ได้ใช้ระแบบ 4-4-2 และมีเพียงแค่ วีแกน ที่เป็นทีมเดียวที่ไม่ได้เล่นระบบนี้ และอยู่ครึ่งล่างของตาราง ทีมใน 10 อันดับแรกมีการใช้ระบบ 4-4-2 ลงสนามเพียง 23 ครั้ง ขณะที่ทีมกลุ่มล่างมีการใช้ถึง 68 ครั้ง
ถ้าจะดูที่ความถี่สำหรับทีมที่ใช้ระบบ 4-4-2 อยู่เป็นประจำคือ ควีนส์ปาร์ค 9 ครั้ง นิวคาสเซิล 13 ครั้ง และ เรดดิง 16 ครั้ง ผลก็คือ เรดดิง คือทีมบ๊วยอย่างที่รู้กัน และตัวกุนซือของทั้ง 3 ทีมต่างก็เป็นพวกอังกฤษแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี เรดแนปป์, ไบรอัน แม็คเดอร์มอตต์/ไนเจล แอดกินส์ และ อลัน พาร์ดิว
กับทีมชาติอังกฤษ ผู้เล่นที่ รอย ฮอดจ์สัน เลือกมา มีผู้เล่นเพียงแค่ 3.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อยู่ในทีมระบบ 4-4-2 แต่การที่ ฮอดจ์สัน เป็นกุนซือที่จัดทีมระบบนี้ถึง 56.6 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 3 ฤดูกาลที่ทำทีม เวสต์บรอมวิช, ลิเวอร์พูล และฟูแลม
นักเตะที่ถูกใจ ฮอดจ์สัน ในช่วงหลังทั้ง แดนนี เวลเบค, ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ หรือว่า เลย์ตัน เบนส์ ต่างก็ไม่ได้เล่นในระบบนี้แล้ว เนื่องจากถูกมองว่าเป็นระบบที่รัดกุมเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่สามารถเปิดเกมรุกได้มีประสิทธิภาพเท่าไรนัก
ในศึกยูโร 2012 กลับกลายเป็นว่าทีมที่เล่นในระบบอื่นๆ ต่างประสบความสำเร็จมากกว่า อย่าง อิตาลี รองแชมป์ก็เล่นในระบบ 4-3-1-2 ส่วน สเปน เล่นแบบ 4-3-3 แต่ไม่จัดกองหน้าอาชีพลงสนามแม้แต่คนเดียวก็มี และก็ถือเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพทั้งเรื่องเกมรับ และการเปิดเกมรุก
จากวันนี้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่บราซิลกำลังจะเริ่มขึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า หากว่า รอย ฮอดจ์สัน ยังไม่ปรับสิงโตคำรามให้ทันสมัยเหมือนกับชาติอื่นๆ แล้ว ก็คงเป็นได้เพียงแค่ไม้ประดับเหมือนเดิม
--------------------
(สปอร์ต คม วีกเอนด์ : หมดสมัยสิงโต 4-4-2)



