ข่าว

อ้างเอกสารไม่ชัดวืดจัดเวิลด์เอ็กซ์โป

อ้างเอกสารไม่ชัดวืดจัดเวิลด์เอ็กซ์โป

13 มิ.ย. 2556

'สุรพงษ์' เผยรายงานเตรียมความพร้อมจัดงานไม่ชัด ส่งผลไทยถูกตัดสิทธิ์จัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป ห่วง 'คนไทย' ใช้ช่องญี่ปุ่นยกเลิกวีซ่าท่องเที่ยว ลักลอบไปทำงาน

 

                           13 มิ.ย. 56  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป (บีไออี) ปี 2020 ตัดสิทธิ์ประเทศไทยออกจากการเป็นเมืองที่เข้าชิงการเป็นเจ้าภาพการจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป ว่า เท่าที่ทราบจากรายงานคณะผู้ดำเนินการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สปปน. โดยล่าสุดคณะกรรมการเวิลด์เอ็กซ์โปใหญ่ ที่มีสำนักงานที่กรุงปารีส ได้เดินทางลงพื้นที่ เพื่อดูความพร้อมของประเทศไทย แต่ด้วยคณะทำงานฝ่ายไทยจัดเตรียมเอกสารรายงานการเตรียมความพร้อมที่ไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้ไทยถูกตัดสิทธิ์

                           เมื่อถามว่า ไทยจะยื่นขอให้พิจารณาใหม่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า คงไม่มีการยื่นเรื่องแข่งขันเป็นเจ้าภาพแล้ว

                           ต่อข้อถามที่ว่า การถูกตัดสิทธิ์ เป็นเพราะรัฐบาลมีนโยบายไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของ สปปน.ต้องทำการศึกษาเปรียบเทียบตัวเลขเรื่องการคุ้มทุนที่ต้องเสนอต่อนายนิวัฒนธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้จะมาบอกว่ารัฐบาลมีนโยบายไม่ชัดคงไม่ใช่ อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศพร้อมประสานงานและพร้อมติดต่อคณะกรรมการเวิลด์เอ็กซ์โป ที่กรุงปารีส อย่างต่อเนื่อง

 

 

ห่วง 'คนไทย' ใช้ช่องญี่ปุ่นยกเลิกวีซ่าท่องเที่ยว ลักลอบไปทำงาน

 

                           นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศญี่ปุ่น เตรียมยกเลิกการขอวีซ่าเข้าประเทศในช่วงเร็วๆ นี้ ว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่มีความห่วงใยว่าจะเหมือนกรณีประเทศนิวซีแลนด์ ที่ยกเลิกการขอวีซ่า แต่กลับมีคนไทยกลุ่มหนึ่งเข้าไปทำงานสร้างความวุ่นวาย จนกระทั่งนิวซีแลนด์ได้ยกเลิก ทำให้ต้องกลับมาขอวีซ่าอีกครั้ง

                           "ไม่อยากให้คนไทยใช้โอกาสนี้ เข้าไปสู่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทำผิดกฎหมาย หากอยากทำงานขอให้ทำวีซ่าให้ถูกประเภท อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ประเทศญี่ปุ่นคงคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในเรื่องการท่องเที่ยว เพราะโดยนิสัยคนไทยชอบช็อปปิ้ง จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้ฟื้นตัว"

 

 

ชู 30 บาทรักษาทุกโรค ในที่ประชุม FEALAC

 

                           นายสุรพงษ์ กล่าวถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา (FEALAC) ครั้งที่ 6 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ว่า ในการประชุมครั้งนี้จะหยิบยกเรื่องนโยบายรักษา 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าไทยประสบความสำเร็จอย่างไร ที่ให้ทุกคนได้เข้าถึงการดูแลการรักษาพยาบาล ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ พ.ศ.2545 และดำเนินการเรื่อยมา แม้ว่าจะมีเปลี่ยนชื่อนโยบายตามรัฐบาลก็ตาม และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับนโยบายดังกล่าวแล้วด้วย เพราะต้องยอมรับว่าหลายประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา เป็นประเทศที่มีฐานะและการพัฒนาคล้ายกับประเทศไทย โดยพร้อมจัดเจ้าหน้าที่จากสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่แนวคิดนี้ ให้เรียนรู้วิธีการบริหารและบริการสาธารณสุข ให้ประชาชนเข้าถึง

                           "เราอธิบายให้เห็นว่าทำไมต้องเก็บเงิน 30 บาท หรือ 1 ดอลลาร์เพราะเราเห็นว่าเป็นการเข้าใจมนุษย์ว่า ไม่มีเงินหรือมีเงินก็สามารถเข้าถึงการขอรับบริการได้ ไม่ใช่คนอนาถา เพราะมาจ่ายเงินเพื่อขอรับบริการ นอกจากนี้ยังจะพูดคุยถึงเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร รวมทั้งการท่องเที่ยว การพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี และการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการศึกษา"

 

 

ทาบทามเมียนมาร์ ขอยืมช้างเผือก เป็นทูตสันธวไมตรี

 

                           นายสุรพงษ์​ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนายวันนา หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ ที่มีขึ้นระหว่างการประชุมเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา (FEALAC) ว่า ได้พูดคุยถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศที่จะครบรอบ 65 ปี ในปีหน้า ที่ผ่านมาสองประเทศมีความใกล้ชิดในหลายมิติ ดังนั้นจึงได้หารือเพื่อขอยืมช้างเผือกของเมียนมาร์ที่มีลักษณะดี มาเป็นทูตสันธวไมตรี เหมือนกับแพนด้า ที่มาจากจีน ซึ่งการพูดคุยหวังที่จะนำมาแสดงให้ได้ชื่นชมที่สวนสัตว์ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้รัฐมนตรีต่างประเทศพม่ารับจะนำไปหารือกับรัฐบาลของตนเอง

 

 

พม่าเตรียมพิสูจน์สัญชาติโรฮิงญาสัปดาห์หน้า

 

                           นายสุรพงษ์​ กล่าวถึงกรณีที่สหภาพยุโรปห่วงใยต้องการให้ประเทศไทยช่วยเหลือชาวโรฮิงญาที่อพยพเข้ามาประเทศไทยประมาณ 2,000 คน ที่มาตั้งแต่ช่วยต้นปี ว่า เรื่องดังกล่าวได้หยิบยกมาหารือกับรัฐมนตรีเมียนมาร์ ซึ่งได้รับแจ้งว่าในขณะนี้ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิสูจน์สัญชาติแล้ว โดยมีเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะ คาดว่าจะเริ่มพิสูจน์สัญชาติได้ในสัปดาห์ อย่างไรก็ตามไทยได้กำหนดระยะเวลาการช่วยเหลือไว้ 6 เดือน ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 4 เดือน เหลือเวลาอีก 2 เดือน ที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ

                           นายสุรพงษ์​ กล่าวว่า ไทยรับทราบถึงความห่วงใยของกลุ่มประเทศยุโรปเกี่ยวกับกรณีโรฮิงญา ซึ่งในการเดือนทางเยือนประเทศเยอรมันในช่วงที่ผ่านมาได้หยิบยกเรื่องนี้หารือกัน และเราได้สะท้อนว่าไทยได้ให้ความช่วยเหลือเรื่องนี้เต็มที่ตามหลักมนุษยธรรม แต่ต้องยอมรับว่าไทยไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย จึงอยากให้เห็นใจประเทศไทยด้วย และขอให้สนับสนุนไทย โดยการพิจารณารับผู้อพยพเหล่านี้ไปดูแลด้วย ไม่ใช่ให้ไทยรับผิดชอบเพียงประเทศเดียว