
ยุคหนี้ท่วม...กับบัญชีครัวเรือน
ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : ยุคหนี้ท่วม...กับบัญชีครัวเรือน : โดย...นวลจันทร์ จินตนาพันธ์
การก้าวเข้าสู่ยุค "วัตถุนิยม" หรือ "ทุนนิยม" บวกด้วย "ประชานิยม" แบบสุดขั้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับทั้งประเทศไทยและคนไทยประการหนึ่งก็คือ การสร้าง "หนี้" ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว จนหลายพูดว่า "คนไม่มีหนี้ ก็ไม่มีเครดิต" ประมาณนั้น
"หนี้ครัวเรือน" ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอยู่บ่อยครั้ง หลังจากมีตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงอัตราเร่งที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ล่าสุดในปี 2555 หนี้ครัวเรือนของไทยได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 78% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) หรือมีมูลค่ากว่า 8.8 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 4 แสนกว่าบาท
ถามว่าทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับหนี้ครัวเรือน นั่นเพราะสถานการณ์การก่อหนี้ที่ขยายตัวเร็วและมากกว่าการขยายตัวของรายได้ดังเช่นปัจจุบัน จะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัวได้ในอนาคต และสุดท้ายอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินของไทย
จากหนี้ชาวบ้านขยายวงให้กว้างขึ้นไปถึงหนี้ของประเทศ หรือ "หนี้สาธารณะ" ซึ่งหลายคนก็เป็นห่วงเป็นใยเช่นกันว่า รัฐบาลที่ใช้นโยบายประชานิยมแบบสุดขั้ว โดยไม่สนใจว่าหนี้สาธารณะจะดีดตัวขึ้นไปชนเพดาน หรือทะลุเพดานแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวที่ต้องใช้เงินก้อนโต, การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการกู้เงินในโครงการลงทุนสาธารณูปโภคอีก 2 ล้านล้านบาท ล้วนเป็นตัวเลขที่น่าตกใจด้วยกันทั้งสิ้น
เห็นแบบนี้แล้ว นึกขึ้นมาได้ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ภาครัฐเคยรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักการออมและก่อหนี้พอประมาณ หากจำไม่ผิดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้มีแคมเปญออกมาชักชวนให้เกษตรกรและลูกค้ารู้จักการทำ "บัญชีครัวเรือน" เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละวันหรือแต่ละเดือนมีการใช้จ่ายอะไรไปบ้าง อันจะทำให้ครัวเรือนรู้สถานะการเงินของตัวเอง เพราะหากรายรับเข้ามาน้อยกว่ารายจ่าย ก็หมายความว่าต้องนำเงินออมมาใช้ หรือหากไม่มีเงินออม ก็ต้องเป็น "หนี้"
มาตอนนี้ไม่แน่ใจว่า ธ.ก.ส.มีการวัดผลของโครงการดังกล่าวหรือไม่ว่ามีมากน้อยแค่ไหน และยังคงดำเนินการต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งหากล้มเลิกไปแล้วก็น่าเสียดาย เพราะการทำ "บัญชีครัวเรือน" นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงสถานะการเงินแล้ว อย่างน้อยๆ ก็สามารถสอนให้ชาวไร่ชาวนาที่เคยก้มหน้าก้มตาปลูกข้าว รอวันเก็บเกี่ยว หรือเหล่าชาวบ้านร้านตลาด ได้มีโอกาสเรียนรู้การทำบัญชีเบื้องต้น เพื่อให้รู้จักคำว่า กำไร หรือ ขาดทุน ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบบัญชีแบบง่ายๆ ไม่มีความซับซ้อน แค่บวกและลบเลขเป็นก็ทำได้แล้ว
จะว่าไปแล้ว การทำบัญชีครัวเรือนกับการทำบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก เพียงแค่ตัวเลขของจำนวนเงินที่เยอะกว่ากัน และความยุ่งยากในการตีราคาข้าวในสต็อก ซึ่งการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตะแบงว่ายังปิดบัญชีไม่ได้ เพราะโครงการยังไม่จบนั้น อาจตีความได้ว่า ไม่มีความรู้แม้แต่การทำบัญชีเบื้องต้น หรือมีอะไรซ่อนไว้ในกองข้าวมากกว่าผลขาดทุนก้อนโต จึงต้องปิดปากเงียบ
----------------------------
(ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : ยุคหนี้ท่วม...กับบัญชีครัวเรือน : โดย...นวลจันทร์ จินตนาพันธ์)



