ข่าว

'แก้มลิงบางบาล'เสียสละต้องคู่เยียวยา

'แก้มลิงบางบาล'เสียสละต้องคู่เยียวยา

12 มิ.ย. 2556

'แก้มลิงบางบาล'กันชนก่อนถึงกรุง การเสียสละ...ต้องมาพร้อมการเยียวยา : กัมปนาท ขันตระกูล, มัทนา ลัดดาสิริพรรายงาน


              ฤดูน้ำหลากปีแล้วปีเล่า...ชาวบ้านในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างต่อเนื่องมาถึงที่ลุ่มภาคกลาง โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน และ เจ้าพระยา ต้องเผชิญวัฏจักรอุทกภัยซ้ำซาก ถึงกระนั้นฝันร้ายจากเหตุการณ์มหานทีกลืนประเทศเมื่อปี 2554 กลายเป็นฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือน

              โมเดลความทุกข์ในปีนั้น รัฐบาลจึงจัดเตรียมงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท สำหรับบริหารจัดการน้ำทั้งระบบจำนวน 9 โมดูล ภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) มอบหมายให้รองนายกฯ ปลอดประสพ สุรัสวดี นั่งเก้าอี้ประธาน กบอ.

              โดยกำหนดรูปแบบการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 23 แห่ง กระจายใน 5 ลุ่มน้ำ การใช้พื้นที่ราว 2 ล้านไร่ รองรับน้ำธรรมชาติที่ไหลบ่าจากทางเหนือเข้าสู่ที่ลุ่มต่ำและนาข้าวในพื้นที่ 12 จังหวัด แยกเป็น 2 ส่วน คือ ตอนเหนือของนครสวรรค์ประมาณ 1 ล้านไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอ ใน จ.นครสวรรค์, 8 อำเภอ ใน จ.พิจิตร,  4  อำเภอ ใน จ.พิษณุโลก, 4 อำเภอ ใน จ.อุตรดิตถ์, 7 อำเภอ ใน จ.สุโขทัย และอีก 1 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยา คือ ให้ค่าชดเชย ให้ค่าช่วยเหลือ และให้ค่าเช่านา

              โดยยึดหลักว่า เกษตรกรจะต้องมีรายได้จากการปลูกข้าว 2 รอบต่อการผลิตต่อปี ถ้าชาวนารายใดอยู่ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นแก้มลิง หรือพื้นที่รับน้ำ แต่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ 2 รอบการผลิต เช่น ปลูกข้าวได้เพียงครั้งเดียว หรือไม่สามารถปลูกข้าวได้เลย หรือผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมทั้งหมด หรือบางส่วน รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้ตามแต่กรณี

              อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติในอัตรา 2,222 บาทต่อไร่ หรือ 55% ของต้นทุนการผลิต ตัวเลขที่ใช้เป็นฐานอ้างอิงต้นทุนการผลิตตามการคำนวณของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ตรงนี้ถูกมองว่า "ไม่เป็นธรรมกับชาวนา" โดยเฉพาะนาข้าวที่รัฐใช้เป็นที่รับน้ำ อีกทั้งชาวนาผู้เสียสละที่นาเป็นที่รับน้ำ ต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวให้เสร็จเพื่อให้ทันฤดูน้ำหลากเช่นกัน

              ด้วยเหตุนี้รัฐจึงคลอดเกณฑ์ค่าชดเชยให้เป็นธรรมมากขึ้น ดังนี้ "ค่าชดเชย" จะจ่ายให้นาข้าวซึ่งเป็นที่รับน้ำ ไม่สามารถปลูกข้าวได้ 1 รอบการผลิต ตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน เต็ม 100% ของต้นทุนการผลิตข้าว หรือ 4,040 บาทต่อไร่

              "เงินช่วยเหลือ" จะจ่ายให้แก่เจ้าของนาที่ยอมให้รัฐใช้ที่นา หรือที่ดินปลูกพืชอื่นเป็นที่รับน้ำ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกให้ที่นาเป็นที่รับน้ำ แต่ยังสามารถปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวได้ตามปกติ ผลผลิตที่ได้จะเข้าสู่ระบบรับจำนำข้าว โดยรัฐไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือ ส่วนที่สอง ผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายจากที่มีการปล่อยน้ำเข้าท่วมขังในที่นา จ่ายชดเชยค่าเสียหายให้ 70-80% ของต้นทุนการผลิต หรือตั้งแต่ 2,828-3,232 บาทต่อไร่

              "ค่าเช่านา" รัฐจะจ่ายค่าเช่าที่นาให้แก่เกษตรกรที่ปลูกพืชอื่น หรือนาข้าวที่ถูกนำมาใช้เป็นแก้มลิง หรือพื้นที่รับน้ำนอง สำหรับกลุ่มนี้จะเป็นที่นาลุ่มต่ำ และเป็นพื้นที่รับน้ำโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ช่วงฤดูน้ำหลากเจ้าของที่ดินไม่ต้องปลูกข้าว หรือทำการเกษตรอื่น แต่รัฐจะจ่ายค่าเช่านาให้ ส่วนอัตราค่าเช่านาจะคำนวณจากค่าเช่าเฉลี่ยทั้งปี หารด้วยรอบการปลูกข้าว 3 รอบการผลิต จากนั้นจะจ่ายค่าเช่านาให้ 3 เดือน หรือ 1 รอบการผลิต

              "สำหรับการเวนคืนที่ดินโครงการจัดการน้ำ คือรูปแบบเดียวกับการเวนคืนที่ดินในโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ การจ่ายค่าเวนคืนเป็นไปตามระบียบราชการ ประชาชน หรือเจ้าของที่นาต้องมีจิตสำนึกในการเสียสละ แต่ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถร้องศาลได้" ประธาน กบอ. อธิบาย

              โครงการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขอุทกภัยของประเทศแบ่งเป็น 9 แผนงาน หรือ 9 โมดูล ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ พนังกั้นน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงระบบคลังข้อมูลน้ำและอากาศ ที่จะจัดทำเป็น "Single Command Center" หรือระบบสั่งการรวมศูนย์ และระบบการบริหารจัดการน้ำใน 17 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ

              โดยมี 4 บริษัทที่ผ่านการคัดเลือกและอยู่ระหว่างการต่อรองราคาจะเป็นผู้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี คือ บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 2 โมดูล คือ A3 การทำแก้มลิง และ A5 การทำทางผันน้ำ กลุ่มบริษัทไอทีดี พาวเวอร์ ไชน่า จอยต์เวนเจอร์ ได้ 5 โมดูล คือ A1 อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก, A2 พื้นที่ปิดล้อมลุ่มเจ้าพระยา, A4 ปรับปรุงลำน้ำสายหลักพื้นที่น้ำยม น่าน และเจ้าพระยา,  B1 อ่างเก็บน้ำที่เหมาะสมใน 17 ลุ่มน้ำ และ B3 ปรับปรุงลำน้ำสายหลักใน 17 ลุ่มน้ำ กิจการร่วมค้าซัมมิท เอสยูที ได้โมดูล B2 พื้นที่ปิดล้อม 17 ลุ่มน้ำ และ บริษัทค้าร่วม ล็อกซเล่ย์ ได้โมดูล A6/B4 คลังข้อมูลการพยากรณ์และเตือนภัย

              กล่าวถึงพื้นที่ลุ่มต่ำที่ถูกหมายตาจะใช้ทำแก้มลิงสำหรับรับน้ำ และเป็นฟลัดเวย์ตามโมดูล A5 อย่าง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งจุดที่ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ประชาชนได้รับความเดือดร้อนนานแรมเดือน ในปีนั้นชาวบางบาลต้องทนกับน้ำท่วมสูงถึง 1-2.5 เมตร บางหลังคาเรือนบ้านใต้ถุนสูงถึง 2 เมตร ยังหนีไม่พ้นเพราะน้ำหลากมาท่วมขังถึง 2.5 เมตร เนื่องจากขตบางบาลเป็น "แก้มลิง" สกัดน้ำเหนือก่อนทะลักเข้าสู่กรุงเทพฯ

              "น้ำที่ท่วมบางบาลมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำเหนือมาลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา การที่จะใช้พื้นที่บางบาลให้เป็นพื้นที่รับน้ำ ผมไม่มั่นใจนัก ผมว่าโครงการนี้แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะพื้นที่มีจำกัด การแก้ปัญอย่างเป็นรูปธรรม ควรสร้างแหล่งพักน้ำไว้ในพื้นที่ตอนเหนือของ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อชะลอน้ำให้ไหลลงมาช้าๆ และตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ลงมา ควรทำคลองแยกกระจายออก 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อผันน้ำไปลงแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง เพื่อแบ่งเบาภาระแม่น้ำเจ้าพระยา" พรชัย พุ่มพฤกษ์ กำนันตำบลบางบาลเสนอ

              กำนันตำบลบางบาลกล่าวอีก่า หากทำได้ตามที่เสนอ เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อีกทั้งการจะทำอะไรในพื้นที่ควรที่จะถามกันก่อน ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่ระดับอธิบดีลงพื้นที่มาชี้แจง แต่ท่านพูดคนเดียวไม่ได้ฟังความเห็นคนอื่น การบริหารจัดการน้ำต้องมองในระยะไกล

              "ทราบว่าโครงการที่จะใช้ทุ่งบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำ ชาวบ้านพูดกันมากขึ้น หากเป็นจริงก็คงขัดไม่ได้ เพราะเป็นโครงการของรัฐบาล แต่อยากให้รัฐบาลมาช่วยทำเขื่อนป้องกันไม่ให้น้ำท่วมหมู่บ้าน เสริมถนนให้สูงกว่าเดิม และชดเชยแค่เสียหายพื้นที่ทำการเกษตรให้ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม หรือกลายเป็นผู้เสียสละ" อุดม ดาวเลิศ แม่บ้านวัย 67 ปี กล่าว

              ทั้งนี้ในปี 2554 ครอบครัวของ "อุดม" ประสบภัยน้ำท่วมเช่นกัน ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ 5,000 บาท ขณะที่การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยต้องใช้จ่ายมากกว่า 1 แสนบาท

              ด้าน สนอง แก้วมงคล อายุ 48 ปี พนักงานรัฐวิสาหกิจ ชาวหมู่ 2 บ้านบางบาล ต.บางบาล อ.บางบาล กล่าวว่า น้ำท่วมในปี 2554 ได้รับความเสียหายทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตร หลังน้ำลดได้รับเงินชดเชยค่าซ่อมแซมบ้าน 5,000 บาท พื้นที่การเกษตรอีกไร่ละ 2,000 บาท รวมแล้วได้รับเงินชดเชยประมาณ 1 หมื่นบาท แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่า 3 แสนบาท

              "การเอาทุ่งบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำ แน่นอนว่าหากเป็นพื้นที่รับน้ำชาวบ้านจะเดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร หากเป็นพื้นที่รับน้ำในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ทางราชการจะสั่งให้เกษตรกรหยุดปลูกข้าว ตรงนี้เกษตรกรจะได้รับผลกระทบไม่สามารถประกอบอาชีพได้ รัฐควรชดเชยให้ และควรจ่ายให้คุ้มตามความเสียหายที่ชาวบ้านได้รับจริงๆ สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ผมมองว่าเอาแค่ทุ่งบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างเดียวคงแก้ไม่ได้ น่าจะแก้ปัญหาโดยการเบี่ยงน้ำให้ไปทางอื่นบ้าง ต้องตัดตอนแบ่งไปที่อื่นบ้าง ไม่ใช่ปล่อยน้ำลงแม่น้ำ มาแต่อยุธยา และเจ้าพระยาเท่านั้น" สนอง ระบุ

              สำหรับแนวคิดใช้ทุ่งบางบาลเป็นที่รับน้ำนั้น สมชาติ คล้ายสังข์ ลูกจ้างหน่วยงานรัฐวัย 52 ปี มองว่า ชาวบางบาลพร้อมเสียสละอยู่แล้ว แต่อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแล จ่ายค่าชดเชยให้ชาวนาที่ปลูกข้าวครั้งที่ 3 ไม่ได้ และต้องจ่ายให้คุ้มกับที่เสียหายจริง นอกจากนี้ต้องการให้ยกถนนให้สูง ให้พ้นน้ำท่วม เวลาน้ำท่วมจะได้สัญจรไปมาได้ เพราะบางบาลมีถนนเข้าออกสายเดียว

              อย่างไรก็ดี การเอาแค่ทุ่งบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำคงไม่ได้ผล เพราะน้ำมามากเกินกว่าทุ่งจะรองรับ การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลควรมีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำในพื้นที่เหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา ใช้เขื่อนเป็นตัวระบายน้ำ รวมทั้งขุดคลองระบายแบ่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาระบายลงแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง ทำให้น้ำกระจายไป ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาคงจะบรรเทาเบาบางลง

              "ทางออกเรื่องนี้ ฉันและชาวบางบาลส่วนใหญ่เห็นเหมือนกัน คือ การใช้ทุ่งบางบาลรับน้ำอย่างเดียวคงไม่ได้ผล ทางออกที่ดีควรจะมีการสร้างเขื่อนในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งการแก้ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วม นอกจากนี้ควรมีการขุดคลองระบายน้ำไปลงแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง กระจายน้ำไปออกอ่าวไทย ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็จะบรรเทาลง” เสียงสะท้อนจาก "จำปี ธนีคุณ" ข้าราชการเกษียณวัย 73 ปี อยู่ที่หมู่ 3 ต.บางบาล อ.บางบาล

              สอดคล้องกับ วรรณา ไกรรัก อายุ 61 ปี อาชีพค้าขายในพื้นที่หมู่ 4 ต.บางบาล อ.บางบาล กล่าวว่า ประสบการณ์น้ำท่วมในปี 2554 บ้านชั้นเดียวที่เปิดเป็นร้านขายของชำถูกน้ำท่วมมิดหลังคา การที่รัฐบาลจะให้พื้นที่บางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำ ยังไม่รู้เรื่อง หากทำจริงก็ต้องยอม เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนส่วนใหญ่ แต่อยากให้รัฐบาลมาช่วยจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย การที่ต้องเสียสละให้คุ้มกับความเป็นจริง

              เหล่านี้เป็นคำยืนยันจากชาวบางบาลบางส่วนที่พร้อมเสียสละเป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อชะลอมวลมหานทีไหลหลากเข้ากรุง ทว่ารัฐบาลต้องให้คำมั่นที่จะดูแลเยียวยาพวกเขาให้ถึงที่สุด และสมเหตุสมผลเช่นกัน

..............................

(หมายเหตุ : 'แก้มลิงบางบาล'กันชนก่อนถึงกรุง การเสียสละ...ต้องมาพร้อมการเยียวยา : กัมปนาท ขันตระกูล, มัทนา ลัดดาสิริพรรายงาน)