
'นิวัฒน์ธำรง'ยันแยกสัญญาโครงการน้ำ
'นิวัฒน์ธำรง'ยันจะแยกสัญญาโครงการน้ำในแต่ละโมดูล ตามที่ปชช.แนะนำ เผย 'ธงทอง' จะเป็นผู้เซ็นสัญญากับเอกชน ระบุหากต่อรองราคาไม่ลงตัวก็จะเดินหน้าต่อด้วยงบปกติ
11มิ.ย.2556 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีเจตนามุ่งมั่นเรื่องยุติการคอร์รัปชั่น จึงได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการโครงการประกวดราคา และสรรหาผู้ดำเนินการให้ยุติธรรม จึงได้มีการเชิญภาคสื่อมวลชน ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการพิจารณาและคัดเลือกผู้ที่เสนอโครงการได้ดีที่สุดทางเทคนิค และมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลใดมาก่อน
ส่วนที่มีข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้น นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ต้องขอปฏิเสธว่าไม่มี จะเห็นว่ารัฐบาลทำโครงการนี้แบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกบริษัทก็คัดเลือกหลายขั้นตอนจนสุดท้ายเหลือ 4 กลุ่มบริษัท รวมถึงคณะกรรมการคัดเลือกมีถึง 53 คน มาจากนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาจากหลากหลายกระทรวง ทบวง กรม ดังนั้น การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ใดผู้หนึ่งคงทำได้ยาก และในส่วนราคาที่เปิดซอง ก็เป็นราคาที่เรากำหนดกรอบงบประมาณในแต่ละโมดูล
"เรากำหนดกรอบงบประมาณไว้ว่าโมดูลนี้ ไม่เกินราคานี้ อันนี้เป็นราคาที่เขาเสนอไม่ใช่ราคาที่ทำสัญญา และจะมีการต่อรองราคากัน ส่วนการต่อรองราคานั้น เรามีราคากลางกำหนดโดยสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลาง ฉะนั้นการเสนอมา เราจะไปดูเนื้องาน และต่อรองราคาตามเกณฑ์ของราชการต่อไป โดยจะมีการประกาศให้ทราบราคาทำสัญญาในแต่ละโมดูลอีกครั้ง"
ส่วนการทำสัญญานั้น รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ได้ปรึกษากับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ว่า ใน 1 โมดูล มีหลายงาน หากทำสัญญาเดียวอาจทำให้รัฐบาลเสียหาย จึงจะมีการทำสัญญาย่อยในการทำสัญญาใหญ่ เพื่อให้แต่ละงานสามารถปรับปรุงได้
ขณะที่ขั้นตอนการทำสัญญากับเอกชนในการดำเนินโครงการ หลังจากเรื่องเข้า ครม. แล้ว หน่วยงานไหนจะเป็นผู้เซ็นสัญญากับเอกชน นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ตอนนี้เป็นสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) โดยมีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เซ็น เพราะว่าสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ขึ้นอยู่กับสำนักปลัดสำนักนายกฯ
สำหรับกรณีที่หากว่าเจรจากับบริษัทที่1ไม่ได้ และบริษัทที่2ไม่ได้ และไม่ทันเวลาของเงินกู้คือ30มิ.ย.จะทำอย่างไร รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ก็จะทำโครงการต่อไป แต่จะทำโดยใช้งบประมาณปกติ
รัฐฟันงบฯจีเอ็มพีประมูลน้ำ69ล้านตั้งแง่ของานเพิ่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการด้านราคา นำโดยนายธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการโดยนายสุพจน์ โตวิจักษ์ชัยกุล นายอภิชาติ อนุกุลอำไพ อธิบดีกรมชลประทาน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักนายก ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หารือถึงข้อตกลงและแนวทางในการต่อรองราคาในช่วงเช้าของวัน
ต่อมาเวลา 13.00 น. ได้เปิดให้กลุ่มบริษัทล๊อคซเล่ย์-เอจีที บริษัทเอกชนที่ได้คะแนนสูงสุดในโมดูลคลังข้อมูลน้ำ ด้วยคะแนน 91.02 คะแนน เข้าเจรจาเป็นบริษัทแรก นำโดยนายสุรช ล่ำซำ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล๊อคซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร บริษัท เอจีที อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมคณะเข้าในห้องประชุม ตึกแดง โดยบริษัทล๊อคซเล่ย์-เอจีที เสนอซองราคาที่วงเงิน 3,997.520 จากเพดานราคา 4 พันล้านบาท
ภายหลังการเจรจานานกว่า 2 ชั่วโมง ผู้บริหารล็อกซ์เลย์-เอจีที ปฏิเสธที่จะให้ข่าว โดยขอให้ฟังแถลงการณ์จากนายธงทองเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม นายสุรช กล่าวว่าการเจรจาเป็นไปด้วยดีและสบายใจ ส่วนต้องเข้ามาอีกครั้งหรือไม่นั้นต้องรอหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการ
ส่วนบริษัทที่ได้คะแนนรองลงมาเป็นอันดับ 2 คือบริษัทเค-วอเตอร์ ซึ่งได้คะแนนใกล้เคียงกันที่ 90.07 คะแนน หากการเจรจาไม่ได้ข้อสรุป คณะกรรมการพร้อมเปิดซองราคาของเค-วอเตอร์ และเปิดโอกาสให้เข้ามาเจรจาต่อรองเป็นรายถัดไป
จากนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. ทีมผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทซัมมิทเอสยูที นายพีรพล เพ็ชรตระกูล ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมห้างหุ้นส่วนจำกัดสามประสิทธิ์ นำทีมเข้าเจรจาต่อรองราคากับคณะกรรมการ โดยซัมมิทเอสยูที ได้คะแนนสูงสุดในโมดูลบี2 พื้นที่ปิดล้อม ด้วยคะแนน 91.96 เสนอซองราคาที่วงเงิน 13,933.744804 ล้านบาท จากเพดานราคา 1.4 หมื่นล้านบาท
ผู้บริหารกิจการร่วมค้า"ซัมมิท เอสยูที"ยันไม่มีต่างชาติร่วมงาน
ขณะที่นายสมบัติ เพ็ชรตระกูล ประธาน หจก.สามประสิทธิ์ เปิดเผยว่า กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที ซึ่งมี หจก.สามประสิทธิ์ เข้าไปร่วมทำงานได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโครงการ เพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย โดยได้คะแนนทางด้านเทคนิคตามเกณฑ์ และผ่านเข้าไปในรอบของการเปิดซองราคา
ทั้งนี้ กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที ได้โครงการ 1 โมดูล คือ Module B2 เกี่ยวกับการจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ งบประมาณไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาท โดยต้องก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี
นายสมบัติ กล่าวว่า กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที ถือเป็นบริษัทของคนไทยแท้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องน้ำในประเทศมานาาน และได้เข้ามาทำโครงการน้ำให้กับประเทศ การไม่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องแม้จะได้งานไม่มากเท่ากับบริษัทต่างชาติซึ่งถือมีความพร้อมมากกว่า แต่ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากในฐานะที่เป็นบริษัทของคนไทย อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเสนอรายละเอียดได้ระดมทีมวิศวกรของบริษัท 50 กว่าคนมาระดมความคิดและจัดทำเอกสาร ส่งข้อมูลให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ประมาณ 400 ลัง มีคณะกรรมการฯ 29 ชุดระดับปลัดกระทรวงและผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมพิจารณา ดังนั้นไม่มีนอกมีใน เพราะไม่สามารถล็อบบี้กรรมการฯชุดนี้ได้
นอกจากนั้น บริษัทยอมรับทุนจดทะเบียน 400 ล้าน มีลูกหาบอีก 2 บริษัท กรรมการฯ กำหนดทีโออาร์ต้องมีผลงานย้อนหลัง 10 ปี ผลงาน 2 หมื่นล้าน บริษัทฯ มี 1.9 หมื่นล้านถือว่า มีมากที่สุดในบริษัทฯของคนไทย จึงหาลูกหาบที่เป็นบริษัทคนไทยอีก 2 บริษัทมาร่วมด้วย เพราะบริษัทใหญ่ไม่มาร่วมกับเรา ไปเข้ากับบริษัทเกาหลีและจีนหมด
นายสมบัติ กล่าวว่า ตัวแทนของบริษัทได้ไปบรรยายให้กรรมการฯรับฟัง ไม่เคยไปวิ่งเต้น ไม่เคยสนใจว่าจะได้หรือไม่ บอกกับนายพีรพล เพชรตระกูล ลูกชาย ซึ่งร่วมรวบรวมเอกสารไปว่าให้เตรียมใจไว้เนื่องจากมีทุนจดทะเบียนแค่ 400 ล้าน ปรากฎว่า กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที ผ่านการรับรองแม้จะเป็นบริษัทเล็ก ทุนจดทะเบียนน้อย แต่ธนาคารกรุงเทพ ให้เครดิตเพราะทำงานกับสามประสิทธิมากว่า 20 ปี ถ้าได้โครงการเป็นแสนล้านก็จะให้การรับรอง วันนี้จึงภูมิใจมาก และจะใช้ประสบการณ์ทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด
ร่อนจดหมายเปิดผนึก"ยิ่งลักษณ์-ปลอดประสพ"ยกเลิกโครงการบริหารจัดการน้ำฯ
ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังจากที่รัฐบาลประกาศผลคัดเลือกบริษัทเอกชนเข้าดำเนินโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหา อุทกภัยของประเทศไทยวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนนั้น เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนางสาวยิ่งลักษณ์และนายปลอดประสพเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย
"ปลอดประสพ"ไม่เข้าแจงกมธ.สิ่งแวดล้อมฯปมประมูลน้ำ
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้อง311 อาคารรัฐสภา 3 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง โควาวิสารัช ส.ว.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ประชุมกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาโครงการบริการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 โดยเชิญนายปลอดประสพ นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(สบอช.) รวมทั้งภาควิชาการ และภาคประชาชนเข้าชี้แจงด้วย
ทั้งนี้นายปลอดประสพและนายสุพจน์ได้ทำหนังสือขอให้เลื่อนการประชุม เนื่องจากติดภารการการประชุมคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโครงการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย เพื่อการต่อรองราคา



