
'นายกฯเวียดนาม'รอดโหวตไม่ไว้วางใจ
ส.ส.เวียดนาม ลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงครั้งแรก รอดทั้งคณะตามคาด สื่อรัฐแซ่ซ้องประวัติศาสตร์หน้าใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) นายกรัฐมนตรีเหวียน เติ๋นสุงแห่งเวียดนามพร้อมคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีก 46 คน เผชิญการลงมติไว้วางใจจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติเป็นครั้งแรก โดยเป็นการลงคะแนนลับ ก่อนประกาศผลในวันอังคาร ซึ่งปรากฏว่าทุกคนผ่านความไว้วางใจ เนื่องจากกว่าร้อยละ 90 ของสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ 498 คน คือผู้มีตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์ จึงไม่มีใครคาดว่าจะมีใครได้คะแนนเสียงย่ำแย่ จนนำไปสู่การลาออก
กระนั้น มีสมาชิกสภาถึงกว่าร้อยละ 30 ที่ให้คะแนนไว้วางใจนายกรัฐมนตรีต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณตอกย้ำความแตกแยกภายในพรรคคอมมิวนิสต์และสะท้อนว่าสมาชิกสภาอยากเห็นผลงานของเขามากขึ้น และแม้ผลคะแนนโดยตัวเองจะไม่มีผลกระทบต่อการนั่งเก้าอี้ต่อไป แต่อาจถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้เป็นข้อต่อรองในอนาคตได้ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เดือนตุลาคมนี้
ทั้งนี้ สมาชิกสภาจะออกเสียงว่า "ไว้วางใจสูง" "ไว้วางใจ" หรือ "ไว้วางใจต่ำ" ตามกฎระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ได้คะแนนไว้วางใจต่ำ มากกว่าร้อยละ 60 สองปีติดต่อกัน อาจจะต้องลาออก และต่อไปการลงมติไว้วางใจเช่นนี้จะมีขึ้นทุกปี ซึ่งนักสังเกตการณ์มองว่า เป็นความพยายามบรรเทากระแสความไม่พอใจของประชาชนเรื่องการขาดความน่าเชื่อถือและมีการทุจริตอย่างแพร่หลายในระบบพรรคการเมืองเดียว
นายเหวียน เติ๋นสุง ได้คะแนนไว้วางใจต่ำจำนวน 160 เสียงจากทั้งหมด 498 เสียง มากที่สุดเป็นอันดับสามของคะแนนด้านลบ
นายเหวียนตกอยู่ใต้แรงกดดันจากเรื่องอื้อฉาวทุจริต และความผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจ จากที่เคยติดอันดับดีที่สุดในเอเชียแต่ปัจจุบัน แบกรับภาระหนี้มหาศาล และบรรยากาศการลงทุนซบเซา ส่วนประธานาธิบดีเจือง เติ๊นซาน ซึ่งถูกมองว่าคือคู่ปรับทางการเมืองคนสำคัญในพรรค ได้ 28 เสียง ด้านผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งเป็นคนสนิทนายกรัฐมนตรี ได้คะแนนไว้วางใจต่ำมากสุดจำนวน 209 เสียง สะท้อนการจัดการเศรษฐกิจย่ำแย่ และรัฐมนตรีศึกษาได้ 177 เสียง แสดงว่านอกจากเศรษฐกิจแล้ว มาตรฐานโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นอีกเรื่องที่ประชาชนวิตกกังวล
สำนักข่าวเวียดนามนิวส์ยกย่องว่า การลงมตินี้เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ ขณะที่นักเรียกร้องประชาธิปไตยระบุว่า การลงมติขาดความโปร่งใส ทุกอย่างตัดสินกันล่วงหน้าแล้วในพรรค ผลโหวตเป็นเพียงการอ้างเหตุผลใหม่และสร้างเกราะกำบังใหม่เพื่อให้พรรคคอมมิวนิสต์ผูกขาดอำนาจได้ต่อไป
----------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : BLOOMBERG)



