ข่าว

'DSI'ส่งฟ้อง!'สุขุมพันธุ์'ต่อสัญญา'BTS'

'DSI'ส่งฟ้อง!'สุขุมพันธุ์'ต่อสัญญา'BTS'

11 มิ.ย. 2556

อัยการคดีพิเศษนัดสั่งคดี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เเละคณะ ต่อสัญญาบีทีเอส ส่วนต่อขยาย 13 ปี โดยไม่มีอำนาจ 28 มิ.ย.นี้

 

                          11 มิ.ย. 56  เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หัวหน้าคณะทำงานคดีต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนต่อขยายออกไปอีก 13 ปี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคณะพนักงานสอบสวน ได้นำสำนวนการสอบสวนเอกสารหลักฐาน จำนวน 5,874 แผ่น 17 แฟ้ม 3 ลัง พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กับพวกรวม 9 คน และนิติบุคคลอีก 1 ราย ในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค (กิจการรางรถไฟ) โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือ ได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อันเป็นความผิดตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พ.ศ. 2515 ข้อ 4 และข้อ 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 84 และมาตรา 86 มาส่งมอบให้นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาสั่งคดี

                          โดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอคดีดังกล่าว ระบุว่า เรื่องนี้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ร้องเรียนให้ดีเอสไอ ดำเนินคดี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กับพวกรวม 11 คน และนิติบุคคลอีก 2 ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ พิจารณาหลักฐานแล้วสรุปสำนวนมีความเห็นสมควรให้ฟ้องผู้ต้องหารวม 9 คน และนิติบุคคล 1 ราย ประกอบด้วย นายธนา วิชัยสาร ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ผู้ต้องหาที่ 1 , นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ อดีตปลัด กทม.ผู้ต้องหาที่ 2 , นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ผู้ต้องหาที่ 3 , นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัด กทม.ผู้ต้องหาที่ 4 , ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ต้องหาที่ 5 , นายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ประธานคณะกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้ต้องหาที่ 6 , นายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัดผู้ต้องหาที่ 7 , บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้ต้องหาที่ 10 , นายกฤษณ์ เกียรติพนชาติ อดีต ผอ.กองการขนส่ง สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ผู้ต้องหาที่ 12 และนายจุมพล สำเภาพล อดีต ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ผู้ต้องหาที่ 13

                          ขณะที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรไม่ฟ้องผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย นายคีรี กาญจนพาสน์ กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ต้องหาที่ 8 , นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทระบบขนส่งมวลชน ฯ ผู้ต้องหาที่ 9 และบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ต้องหาที่ 11 เนื่องจากการสอบสวน พบว่า เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการรถรางมาก่อน ตามสัญญาสัมปทานเดิม และยังมีผลบังคับอยู่จนถึง พ.ศ.2572 แต่กทม.ได้มีหนังสือเชิญชวนให้ผู้ต้องหาที่ 11 เข้ามาเป็นคู่สัญญาอย่างเปิดเผย โปร่งใส ไม่ได้กระทำโดยลำพัง หรือ พละการแต่อย่างใด โดยปกติวิสัยจึงไม่อาจทราบได้ว่ากทม.จะมีอำนาจดำเนินการในเรื่องนี้ตามกฎหมายหรือไม่ กรณีจึงฟังได้ว่าการเข้ามาเป็นคู่สัญญา เกิดจากความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง หรือเข้าใจโดยสุจริตว่า การที่กทม.ได้ดำเนินการทุกประการอย่างถูกต้องแล้ว เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของราชการหรือที่กำหนดไว้ในขอบเขตของงาน หรือ ที่กำหนดไว้ในทีโออาร์ ที่อ้างว่าได้กระทำโดยชอบแล้ว แม้จะเป็นความผิดในส่วนเอกชน ก็ไม่อาจทราบหรือรู้ได้อย่างแน่แท้ อีก ทั้งไม่มีข้อเท็จจริงว่า กระทำโดยทุจริตประการอื่น เห็นว่าขาดเจตนาในการร่วมกระทำผิด จึงเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้ว่าคดีนี้อัตราโทษไม่สูง แต่ผู้ต้องหากระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ หลายครั้ง เพราะมีการสัมปทานก่อสร้างส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าบีทีเอส อีกหลายเส้นทาง เช่น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตามสำนวนกระทำผิดรวม 3 กรรม

                          ด้านนายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า คดีนี้อัยการนัดผู้ต้องหาทั้งหมด มาพบเพื่อฟังคำสั่งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น. โดยผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาด้วย ซึ่งการพิจารณาสำนวนอัยการจะต้องพิจารณาข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งหนังสือขอความเป็นธรรมด้วย

                          ขณะที่คดีนี้ตามกฎหมายอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งหากภายในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะต้องนำตัวผู้ต้องหายื่นฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือ แต่หากถึงกำหนดแล้วยังพิจารณาสำนวนไม่เสร็จ อัยการก็ต้องยื่นคำร้องผัดฟ้องต่อศาล ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ( ฉบับที่ 6) พ.ศ.2556 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่งบังคับใช้ โดยผัดฟ้องได้ 3 ครั้ง ๆ ละ 6 วัน รวมทั้งสิ้น 18 วัน และถ้ายื่นผัดฟ้องครบกำหนดแล้วยังพิจารณาสำนวนไม่เสร็จ โดยอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในภายหลังก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนขออนุญาตนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดในการฟ้องคดีต่อไป

                          ส่วนผู้ต้องหา 3 รายที่ดีเอสไอ มีความเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องนั้น หากภายหลังอัยการพิจารณาหลักฐานแล้วมีความสั่งให้ฟ้อง ดีเอสไอก็ต้องนำตัวผู้ต้องหามาส่งมอบให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อไป แต่ถ้าอัยการพิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เหมือนพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ก็ต้องแจ้งความเห็นกลับไปให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ รับทราบ และหากอธิบดีดีเอสไอ เห็นชอบตามนั้นคำสั่งไม่ฟ้องจึงถือเป็นที่สุด

                          ด้านผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า คดีนี้เราได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ เนื่องจากดีเอสไอไม่ได้รับฟังพยานหลักฐานและเหตุผลบางอย่างที่ กทม.ส่งมอบให้ ซึ่งดีเอสไอพิจารณาแค่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พ.ศ.2515 ฯ เท่านั้น โดยเราหวังอัยการจะพิจารณาหลักฐานและเหตุผลให้ครบถ้วนตามที่ได้ร้องขอความเป็นธรรม โดยขอให้ตรวจสอบและพิจารณาหลักฐานด้วยความยุติธรรมและเที่ยงธรรม เพราะที่ผ่านมาเราให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเป็นอย่างดีทุกขั้นตอน หลังจากนี้ตนก็จะกลับไปทำหน้าที่ ผู้ว่าฯ กทม.ต่อไป โดยไม่อยากเสียเวลาในเรื่องนี้มากนัก