
อุ้ม'เอกยุทธ'จัดฉากรีดเงินหรือปิดบัญชีแค้น
ปริศนา..อุ้มหาย'เอกยุทธ' จัดฉากรีดเงินหรือปิดบัญชีแค้น: ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เป็นเวลาเกินกว่า 48 ชั่วโมงแล้วที่ตำรวจชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ลงพื้นที่ควานหาตัว "เอกยุทธ อัญชันบุตร" นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง หลังได้รับแจ้งจากญาติว่านายเอกยุทธ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครติดต่อได้ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา
ปฏิบัติการแกะรอยตามหานายเอกยุทธ ของตำรวจฝ่ายสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลเริ่มต้นจากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของนายเอกยุทธ ในห้วงเวลาก่อนหายตัวไปอย่างปริศนา ซึ่งมีพยานแวดล้อมปรากฏสอดคล้องกับคำให้การของนางอรุณี สุนทรภัทร อายุ 51 ปี น้องสาวของนายเอกยุทธ ที่ระบุว่า ช่วงค่ำคืนวันที่ 6 มิถุนายน นายเอกยุทธมีนัดรับประทานอาหารกับเพื่อนสนิทที่ร้านกระแต ย่านสะพานควาย และออกจากร้านอาหารดังกล่าวในเวลาประมาณ 23.00 น. โดยมีนายสันติภาพ เพ็งด้วง อายุ 24 ปี คนขับรถส่วนตัวทำหน้าที่ขับรถให้
ต่อมาเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน น.ส.สุภาภรณ์ แหวนหล่อ พี่สาวคนโต ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากนายเอกยุทธ ให้นำสมุดเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาทาวน์อินทาวน์ ไปส่งมอบให้ที่ประตู 8 สนามบินสุวรรณภูมิ น.ส.สุภาภรณ์ จึงได้ให้เลขานุการของนายเอกยุทธ นำสมุดเช็คไปส่งให้ แต่เมื่อไปถึงที่หมายกลับไม่พบนายเอกยุทธ แต่พบรถตู้โฟล์ค สีดำ ทะเบียน ฮพ 9304 กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายเอกยุทธใช้เป็นประจำ จอดอยู่ที่ประตู 7 ขณะที่ประตู 8 มีนายสันติภาพรอรับสมุดเช็คอยู่
เลขานุการของนายเอกยุทธ ได้รับแจ้งจากนายสันติภาพว่า นายเอกยุทธพูดคุยอยู่กับเพื่อนซึ่งกำลังจะเดินทางไปสิงคโปร์อยู่ภายในสนามบิน ให้เลขานุการรอ 45 นาที จะนำสมุดเช็คไปให้นายเอกยุทธเซ็นแล้วจะนำกลับมาส่งให้เพื่อให้เลขานุการคนดังกล่าวนำไปขึ้นเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาทาวน์อินทาวน์ เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท
แต่เมื่อเลขานุการไปถึงธนาคารกลับไม่สามารถขึ้นเงินได้ เนื่องจากมีการระบุรายละเอียดในเช็คบางอย่างผิดพลาด ซึ่งทางธนาคารได้ติดต่อทางโทรศัพท์สอบถามไปยังนายเอกยุทธ และได้รับการยืนยันมา เลขานุการจึงเบิกเงินจำนวน 5 ล้านบาทได้ และนำเงินไปส่งมอบให้ที่จุดนัดหมายคือบริเวณประตู 8 สนามบินสุวรรณภูมิ แต่กลับไม่พบนายเอกยุทธ มีเพียงนายสันติภาพมารับเงินจำนวนดังกล่าว และได้นำเงินจำนวนนั้นไปขึ้นรถตู้โฟล์คขับออกไปจากสนามบิน
ตำรวจได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์ของนายเอกยุทธ ในย่านสนามบินสุวรรณภูมิจริง แต่ภาพวงจรปิดภายในสนามบินกลับไม่พบภาพของนายเอกยุทธปรากฏอยู่แต่อย่างใด อีกทั้งไม่พบว่านายเอกยุทธเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นพิรุธอย่างยิ่ง
ตำรวจตรวจสอบความเคลื่อนไหวของนายเอกยุทธ พบว่าออกจากละแวกสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร และหลังจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอีก
ข้อมูลที่ได้ดังกล่าว ตำรวจฝ่ายสืบสวนเชื่อว่าการหายตัวไปของนายเอกยุทธครั้งนี้ นายสันติภาพ ซึ่งเป็นคนขับรถส่วนตัว น่าจะรู้ดีว่านายเอกยุทธอยู่ที่ไหน จึงได้ตรวจสอบติดตามหาตัวนายสันติภาพ พบว่าหลังจากนายสันติภาพรับเงินจากเลขานุการนายเอกยุทธแล้ว ได้ขับรถตู้โฟล์ค สีดำ ทะเบียน ฮพ 9304 กรุงเทพมหานคร ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเข้ากรุงเทพมหานคร และมุ่งหน้าไปทางภาคใต้
ตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางดังกล่าวอย่างละเอียดพบว่ารถตู้คันนี้ขับผ่านกล้องวงจรปิดที่ด่านตรวจบ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ในเวลา 10.30 น. วันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งตำรวจสันนิษฐานว่านายสันติภาพอาจมุ่งหน้าสู่ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นบ้านเกิด จึงได้พยายามติดตามหาตัว แต่จนถึงขณะนี้กลับไม่พบตัวนายสันติภาพ และรถตู้คันดังกล่าวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามตำรวจตรวจพบความเคลื่อนไหวของนายสันติภาพอยู่ใน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัว
ชุดสืบสวนตรวจสอบพบด้วยว่า นายสันติภาพ เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ขับรถให้แก่นายเอกยุทธได้เพียง 6 เดือน และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพนักงานหญิงคนหนึ่งในบริษัทของนายเอกยุทธ ซึ่งมีข้อมูลว่าก่อนหน้านี้นายเอกยุทธได้ให้เงินจำนวน 1.5 ล้านบาท แก่ผู้หญิงคนนี้ไป
กระทั่งก่อนนายเอกยุทธหายตัวไปไม่นาน ได้ขอเงินคืนจากหญิงสาวคนนี้จำนวน 6 แสนบาท และมีคำสั่งให้หญิงสาวคนนี้ออกจากงาน ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายเอกยุทธหรือไม่ ขณะที่การตรวจสอบประวัติของนายสันติภาพ พบว่า อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในชั้นศาล ในข้อหากรรโชกทรัพย์
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงสายของวันที่ 10 มิถุนายน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ออกมาให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจพบตัวนายสันติภาพ และรถตู้โฟล์คของนายเอกยุทธแล้วในพื้นที่ จ.พัทลุง แต่พอตกเย็นผู้สื่อข่าวกลับได้รับการยืนยันจาก พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ ผบช.ภ.9 ว่า ตำรวจยังไม่พบตัวนายสันติภาพ รวมถึงรถตู้โฟล์คสีดำของนายเอกยุทธแต่อย่างใด ทั้งที่ได้มีคำสั่งให้ตำรวจในพื้นที่เฝ้าติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว อีกทั้งยังได้ส่งตำรวจฝ่ายสืบสวนเข้าไปพูดคุยกับญาติของนายสันติภาพถึงบ้านพัก ก็ได้รับการบอกปัดไม่ทราบว่านายสันติภาพไปหลบอยู่ที่ใด
ขณะเดียวกันฝ่ายสืบสวนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนร้าย ว่าใครน่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายเอกยุทธได้บ้าง เนื่องจากมีปมพิรุธหลายอย่าง โดยเฉพาะการสูญหายของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ภายในบ้านพักของนายเอกยุทธ หากไม่ใช่เป็นบุคคลใกล้ชิดน่าจะไม่ทราบว่าฮาร์ดดิสก์ดังกล่าวติดตั้งไว้ ณ จุดใด กรณีที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นการจัดฉากโดยคนใกล้ชิด หรืออาจเป็นการกระทำของกลุ่มคนมีสีบางกลุ่มที่เคยลงมือปฏิบัติการเช่นนี้มาก่อน
ทั้งนี้ นายเอกยุทธ มีเรื่องบาดหมางกับบุคคลหลายฝ่าย มีทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ และบุคคลในเครื่องแบบจำนวนไม่น้อยที่เคยเสียผลประโยชน์จำนวนมหาศาลจากกรณีธุรกิจเกี่ยวกับแชร์ ที่นายเอกยุทธเคยทำมาก่อน
ขณะที่ในทางการเมืองก็ทราบดีว่านายเอกยุทธ วิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองขั้วอำนาจอย่างดุเด็ดเผ็ดมันมาโดยตลอดในระยะหลังๆ อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีเรื่องกระทบกระทั่งถึงขั้นฟ้องร้องกับบิ๊กสีกากีมาสดๆ ร้อนๆ
ล่าสุดนอกจากการติดตามตัวนายเอกยุทธแล้ว นายสันติภาพ ยังเป็นบุคคลที่ตำรวจกำลังควานหาตัวชนิดพลิกแผ่นดิน เพราะถือเป็นกุญแจดอกสำคัญ ที่จะไขปริศนาว่า "เอกยุทธ อัญชันบุตร" อยู่ ณ แห่งหนตำบลใด
...............................
(หมายเหตุ : ปริศนา..อุ้มหาย'เอกยุทธ' จัดฉากรีดเงินหรือปิดบัญชีแค้น: ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



