ข่าว

'ปชป.'ลุยเอาผิด'แดง'ป่วนเวทีผ่าความจริง

'ปชป.'ลุยเอาผิด'แดง'ป่วนเวทีผ่าความจริง

10 มิ.ย. 2556

'ปชป.' ลุยเอาผิด 'เสื้อแดง' ป่วนเวทีผ่าความจริงที่จ.ลำพูน อัด 'รัฐบาล' แจงตัวเลขขาดทุนจำนำข้าวไม่ได้ แฉ 'พณ.' เตรียมเสนอ ครม.อนุมัติ 'ธกส.' กู้เงินสานต่อโครงการ

 

                     10 มิ.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์จะหารือวันนี้ เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงที่ล้มเวทีผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดลำพูน ในหลายข้อหา แต่ที่น่าแปลกใจและผิดปกติคือ กรณีชาวไทยใหญ่ 3-4 คนที่ถูกจับในเวทีดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า คนเหล่านี้ได้การว่าจ้างจากคนเสื้อแดงมาป่วนเวที แต่ต่อมากลับบอกว่า ไม่เกี่ยวกับคนเสื้อแดงแต่เป็นคนที่มาฟังการปราศรัยและได้มีการยิงลูกแก้ว และน็อตใส่กลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนเห็นว่าเป็นความพยามที่จะเบี่ยงแบนประเด็นใส่ร้ายพรรค จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่เช่นนั้นจะต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองด้วย

 

'ปชป.'อัด'รบ.'แจงตัวเลขขาดทุนจำนำข้าวไม่ได้

 

                     นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวว่า ตัวเลขที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้ในการแถลงข่าว เป็นตัวเลขจากรายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ส่วนรายได้เกษตรกรจากโครงการนี้แค่ 86,000 ล้านบาท ก็เป็นตัวเลขจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดังนั้นทุกอย่างที่นายอภิสิทธิ์แถลงออกไปยืนยันที่มาที่ไปได้ แต่ที่น่าแปลกคือ รัฐบาลมีข้อมูลในมือแต่กลับทำหน้าที่เหมือนฝ่ายค้าน ราวกับไม่มีข้อมูลและตัวเลขเหมือนไม่ใช่คนบริหารราชการแผ่นดิน

                     นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคนที่ออกมาตอบโต้ เช่น นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ที่รับผิดชอบโครงการจำนำข้าวก็ไม่สามารถหักล้างตัวเลขการขาดทุนที่ออกมาได้ แต่กลับทำทำหน้าที่ดิสเครดิตพรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะชี้แจงข้อมูลต่อประชาชนและกำหนดแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว ความชัดเจนเกี่ยวกับความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว คือ 1.มีการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว 2.6 แสนล้านบาท 2.กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวจากสต๊อคที่มีไม่ต่ำกว่า 16 ล้านตันออกไปได้ 3.ไม่มีเงินเพียงพอที่จะทำโครงการจำนำข้าวต่อ ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิตที่ 2555/2556 ครั้งที่ 2 เนื่องจากมีการใช้เงินเต็มเพดานที่ ครม.อนุมัติให้ 5 แสนล้านบาท คือ เงินหมุนเวียนโครงการ 410,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังจัดหาให้ และเงินที่ให้ ธ.ก.ส.สำรองจ่ายไปก่อนอีก 90,000 ล้านบาท จนทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนที่จะทำโครงการต่อ โดยมีเอกสารยืนยันว่า ธ.ก.ส.ได้หยุดจ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว เนื่องจากไม่มีเงินหมุนเวียนในโครงการ เพราะกระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวไม่ได้

                     "ซึ่งตาม พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะนั้นเงิน 90,000 ล้านบาทตามที่ ธ.ก.ส.สำรองจ่ายนั้น จะเอามาหมุนไม่ได้แต่ต้องมีการชำระคืนตามกำหนดไม่ใช่นำมาหมุนเวียนใช้ต่อ แต่ต้องตั้งกรอบวงเงินในการใช้จ่ายใหม่ แต่กลับมีการเสนอต่อครม.ให้นำเงิน 90,000 ล้านบาท มาหมุนเวียนในโครงการจำนำข้าวข้ามฤดูกาลได้ ทำให้เป็นหนี้ที่ไม่มีทางจ่ายให้ ธ.ก.ส.ได้จริง เพราะจะถูกนำไปใช้หมุนเวียนในโครงการจำนำข้าวอยู่ตลอดเวลา เท่ากับกำลังแปรสภาพ ธ.ก.ส.จากธนาคารเพื่อเกษตรกรเป็นธนาคารเพื่อรัฐบาลในโครงการจำนำข้าว" นายชวนนท์ กล่าว

                     นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้กระทรวงพาณิชย์เสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ ครม.คณะที่ 3 ซึ่งมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน เสนอให้ที่ประชุม ครม.วันนี้ (10 มิ.ย.) มีมติให้ ธ.ก.ส.กู้เงินมาใช้ในโครงการนี้กรณีฉุกเฉิน โดย ธ.ก.ส.ต้องดูแลตัวเองกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันเนื่องจากเกินวงเงิน 410,000 ล้านบาท ที่ ครม.เคยมีมติไว้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ ธ.ก.ส. จึงมีข้อเสนอด้วยว่า ให้ ธ.ก.ส. แยกการดำเนินงานโครงการออกจากการดำเนินงานปกติเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) และบันทึกเป็นภาระผูกพันนอกงบประมาณ เพื่อทราบผลกระทบการดำเนินโครงการและขอชดเชยความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

                     นอกจากนั้น ให้ ธ.ก.ส. ไม่ต้องรวมผลการดำเนินโครงการจากเงินทุนที่ได้จากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินต่างๆ เป็นสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio : CAR) ที่ใช้ในการคำนวณสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยเงินกองทุนของ ธ.ก.ส. ทั้งนี้เป็นเพราะว่าหากไม่มีมติ ครม.ออกมา ธ.ก.ส.จะไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจะขัดต่อกฎกระทรวงว่าด้วยเงินกองทุนของ ธ.ก.ส.เพื่อให้มีการแยกบัญชีออกไป ซึ่งเท่ากับเป็นการซุกหนี้ไม่ให้มีการคำนวณไว้ในสินทรัพย์เสี่ยง

                     “ตัวเลขขาดทุน 260,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนต่างที่หายไป 174,000 ล้านบาท รั่วไหลไปกับการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องกู้ 2 ล้านล้านบาทมาถลุงใหม่ เนื่องจากงบประมาณปกติไม่เพียงพอที่จะจัดสรรกับโครงการประชาล่มจมของรัฐบาล จึงเห็นว่าประชาชนต้องช่วยกันลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงการนี้โดยเร่งด่วน“ ชวนนท์ กล่าว

 

ติง 'รบ.' ออกพรก.กู้เงิน 3.5 แสนล. เลี่ยงตรวจสอบ-ปิดช่องทุจริต

 

                     นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการบริหารจัดการน้ำจากเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีการเปิดซองราคาของบริษัทเอกชนที่ได้รับการพิจารณาในรอบของการเปิดซองด้านเทคนิคโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทในวันนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินจำนวนดังกล่าวด้วยการออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตั้งแต่ต้น เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนต้องออกเป็น พ.ร.ก. แต่ทำเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา ซึ่งที่ผ่านมา1ปีเศษรัฐบาลกลับไม่สามารถใช้เงินกู้ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                     นายชวนนท์กล่าวว่า ในขณะที่พ.ร.ก.เงินกู้กำลังหมดอายุในเดือนมิถุนายน 2556 เนื่องจากเงื่อนไขใน พ.ร.ก.ระบุให้กู้เงินได้ภายในเดือนมิถุนายน 2556 เท่ากับเหลือเวลาอีกเพียงแค่กว่า 20 วันที่รัฐบาลต้องทำสัญญาเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ขณะนี้รัฐบาลทำสัญญาเงินกู้ได้ไม่ถึง 4 หมื่นล้านบาท แสดงว่าการออก พ.ร.ก.ไม่จำเป็นเร่งด่วนจริง โดยมีเจตนาคือต้องการเลี่ยงการตรวจสอบเพื่อเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่าย

                     “เงินกู้ 3.5 แสนล้านกำลังเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่รัฐบาลจะวางแผนการใช้เงิน ซึ่งจะไม่มีความรอบคอบในการดำเนินโครงการและผมเชื่อว่านายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีเเละประธาน กบอ. จะอนุมัติโครงการที่เอกชนเสนอมาเนื่องจากต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จก่อน พ.ร.ก.จะหมดอายุภายในเดือนนี้ โดยไม่คำนึงว่าโครงการจะเดินหน้าได้จริงหรือไม่แต่หวังที่จะได้เปอร์เซ็นต์จากการอนุมัติโครงการมากกว่า” นายชวนนท์ กล่าว

 

'ชวนนท์' ชี้คาดไม่ผิด 4 บริษัทคว้างานประมูลโครงการน้ำ

 

                    นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังรัฐบาลเปิดซองประมูลราคาโครงการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทว่า ไม่ผิดตามที่พรรคได้คาดการณ์ไว้ โดยในการประมูลครั้งนี้มีการประมูลในโครงการ 9 กลุ่มหรือ 9 โมดูล มีบริษัทที่ยื่นซองการประมูล 4 บริษัท ผลก็เป็นไปตามที่พรรคและประชาชนวิตกกังวล ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการการฮั้วประมูลและอนุสาวรีย์ของการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเมื่อตรวจสอบลงไปในรายละเอียดการประมูลก็พบว่า ในแต่ละโมดูลจะมีเพียง 2 บริษัทที่เข้าประมูล หมายความว่า เนื้องานมีมากกว่าผู้ที่เข้าประมูลงานจึงเป็นเหตุให้ผลการประมูลมี 4 บริษัทได้รับการจัดสรรเนื้องานครบถ้วนและถ้วนหน้า

                    "ทั้ง 4 บริษัท ประกอบด้วยบริษัทอิตาเลียนไทย ,บริษัทเควอเตอร์ ,บริษัทล็อกเล่ย์ และบริษัทซัมมิท ต่างได้รับงานทั้งสิ้น โดยเฉพาะบริษัทเควอเตอร์ จากประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชิน วัตร นายกรัฐมนตรี และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปบ่อยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้งานในโครงการขนาดใหญ่ คือ A 3 แก้มลิง วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท ประมูลได้ในราคา 9,999 ล้านบาท และ A5 ทางน้ำหลาก วงเงินโครงการ 153,000 ล้านบาท ประมูลได้ในราคา 153,000 ล้านบาท" นายชวนนท์ กล่าว

                    นายชวนนท์ กล่าวว่า การประมูลครั้งนี้เป็นไปตามข้อสังเกตของคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่า ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ของสำนักนายกฯ ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสนอรายละเอียดของโครงการ ไม่ต้องเสนอราคากลางและทุกบริษัทที่ร่วมประมูลสามารถกำหนดราคากลางเองได้ ซึ่งราคาที่บริษัทประมูลนั้นมีราคาใกล้เคียงกับวงเงินที่รัฐบาลตั้งไว้ 3.5 แสนล้านบาท เเต่ราคาประมูลลดลงเพียง 73 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมต้องออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หลีกเลี่ยงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้บริษัทต่างชาติเข้ามาประมูลงานได้

                    นายชวนนท์ กล่าวว่า ซึ่งเชื่อว่า โครงการนี้ไม่มีทางสำเร็จได้ เพราะขาดความพร้อมในหลายๆด้าน มีแค่ตัวเลขที่เท่ากับงบประมาณที่รัฐตั้งไว้ และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้หลังห้องการประมูลคือการ เคาะเปอร์เซ็นต์ส่งไปให้ใครที่ไหนบ้าง ตรงนี้คือกรรมของประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานแผ่นดินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งประชาชนต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป ส่วนพรรคจะเก็บข้อมูลหลักฐานต่างๆหามีความชัดเจนว่าส่อไปในทางทุจริตก็ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช.ต่อไป