ข่าว

ชาวบ้านเศร้าเสียดาย'อุโมงค์ต้นไม้'

ชาวบ้านเศร้าเสียดาย'อุโมงค์ต้นไม้'

10 มิ.ย. 2556

ชาวบ้านเศร้าเสียดาย'อุโมงค์ต้นไม้' ศาลชี้ช่อง'ทำเหมือนเดิมไม่ได้ ก็ทำให้คล้ายๆ' : โอภาส บุญล้อม, กวินทรา ใจซื่อ

             ย้อนไปเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องร่วมกันนำต้นไม้ชนิดประเภท และขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียงกันในจำนวนที่เท่ากันกับต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นไปแล้วตามแนวถนนเขตทางหลวงหมายเลข 2090 ช่วงกิโลเมตรที่ 2-10.1 ระยะทางรวม 8.1 กิโลเมตร ถนนธนะรัชต์ บริเวณต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว ไปปลูกทดแทนตามเขตแนวถนนดังกล่าว โดยให้เริ่มดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเพื่อให้มีสภาพใกล้เคียงกับของเดิมให้มากที่สุด แต่ตามกฎหมายกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางได้ โดยต้องอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หากมีการอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลปกครองกลางจะยังไม่มีผลบังคบจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดออกมา

             คดีนี้สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านรวม 130 คน ยื่นฟ้องกรมทางหลวง และกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่อง หน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจตามกฎหมายไม่ถูกต้อง กรณีผู้ถูกฟ้องได้อนุมัติให้บริษัทราชสีมาบวร (1996) จำกัด ก่อสร้างและปรับปรุงขยายผิวทางหลวงหมายเลข 2090 จากเดิม 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร วงเงิน 9,736,342.01 บาท โดยอ้างเหตุเพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นและเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ และมีการขุดถอนต้นไม้ริมถนน ทั้งนี้ผู้ฟ้องได้ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องนำไม้ไปปลูกทดแทน จำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 ต้น แต่ศาลเห็นว่าผู้ฟ้องไม่มีรายละเอียดที่จะให้ศาลพิจารณาได้และมีคำสั่งตามข้างต้น

             ส่วนเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ นางภารดี เกียรติภิญโญชัย นักธุรกิจ อยู่บ้านเลขที่ 248 หมู่ 5 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ผู้ที่ใช้เส้นทางถนนธนะรัชต์เดินทางไปมาตลอดระยะเวลา 10 ปี กล่าวว่า รู้สึกกังวลถึงปัญหาที่ตามมา ทั้งความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม อากาศ สภาพทางสังคม ที่ไม่มีทางจะทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ถนนธนะรัชต์มีปัญหารถติดเฉพาะช่วงวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่วนช่วงวันธรรมดารถสามารถใช้ความเร็วได้ปกติ ทุกครั้งที่เดินทางมาถึงเส้นทางถนนธนะรัชต์ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นมะค่าโมง อายุกว่า 70 ปี และมีต้นไม้อื่นๆ อีกหลากหลายชนิดขนาดใหญ่สวยงาม เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่

             "เมื่อผ่านมาทำให้รู้สึกสดชื่น อากาศเย็น ร่มรื่นตลอดเส้นทางการเดินทาง และบนเส้นทางสายนี้มักจะมีนักท่องเที่ยวจอดรถแวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกขณะที่ชาวบ้านได้อาศัยร่มเงา สร้างเพิงพักหน้าบ้าน นำสินค้ามาวางขายให้นักท่องเที่ยวด้วย บรรยากาศที่นักท่องเที่ยวจอดรถถ่ายภาพหายไป เพราะไม่มี"อุโมงค์ต้นไม้แล้ว ถึงแม้ให้กรมทางหลวงปลูกทดแทนให้เหมือนเดิมทุกอย่างก็คงไม่เหมือนเดิม ส่วนการเตรียมยื่นอุทธรณ์ทำให้ชาวบ้านรู้สึกกังวลมากที่สุดคือ เกรงว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลก" นางภารดีกล่าว

             เช่นเดียวกับ ทพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี ประธานเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ กล่าวว่า หลังจากที่ยื่นฟ้องศาลปกครองแล้ว มีโอกาสได้พูดคุยกับสำนักงานทางหลวงที่ 8 นครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในการร่วมกันแก้ปัญหาด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อยู่สองข้างทาง ซึ่งการชดเชยต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคม วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถประเมินค่าได้ ต้นไม้ขนาดเล็ก ใหญ่กว่า 1,000 ต้น ที่ถูกตัดโค่นลง ในจำนวนนี้มี 128 ต้น ที่เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ หายาก การปลูกใหม่จึงไม่สามารถทดแทนได้

             “เคยเสนอไปยังกรมทางหลวงให้มาพูดคุยร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างชาวบ้านจำนวน 130 ราย และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ร่วมกันยื่นฟ้องกรมทางหลวง หากกรมทางหลวงเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหา เริ่มต้นด้วยการปลูกต้นไม้บนถนนธนะรัชต์ ชาวบ้านก็พร้อมและยินดีที่จะเข้ามาช่วยปลูกและดูแลต้นไม้หน้าบ้าน แต่เมื่อมาทราบข่าวว่าทางกรมทางหลวงตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ ไม่ใส่ใจข้อเสนอที่ภาคประชาชนบอกไปความร่วมมือที่เกิดขึ้น คงเป็นไปได้ยากขึ้น”

             นอกจากนี้หลังจากการตัดโค่นต้นไม้ลงแล้ว หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีความเป็นไปได้ที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ทั้ง 128 ต้น ซึ่งเป็นไม้หายาก มีราคาแพง ถูกขนย้ายออกจากพื้นที่ไปแล้ว อาจจะถูกนำไปขาย หรือไปอยู่ในบ้านของผู้มีอำนาจ เพราะหลังจากมีการตัดโค่นไปแล้ว ยังไม่มีใครเห็น แม้จะมีการสืบหาว่าของกลางทั้ง 128 ต้น หายไปไหนก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน


ศาลชี้ช่อง'ทำเหมือนเดิมไม่ได้ ก็ทำให้คล้ายๆ'

             คำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ให้กรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมปลูกต้นไม้ทดแทนต้นไม้ที่ถูกขุดถอนจากการขยายถนนริมถนนธนะรัชต์ ซึ่งกรมทางหลวงเชื่อว่าเป็นคำสั่งที่น่าจะปฏิบัติได้ยาก และเตรียมยื่นอุทธรณ์นั้น นายไพโรจน์ มินเด็น โฆษกศาลปกครองกลาง ได้อธิบายถึงคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ได้สั่งให้กรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมปลูกไม้ทดแทนต้นไม้ที่ถูกขุดถอนจำนวน 128 ต้น ว่า เมื่อผู้ฟ้องชนะคดี ตามหลักศาลต้องเยียวยาให้แก่ผู้ฟ้องตามคำขอให้ได้

             โดยคดีนี้ผู้ฟ้องแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, ชาวบ้านในพื้นที่ และคนที่สัญจรไปมาขึ้นเขาใหญ่ ต้องการให้มีการกลับไปมีสภาพแวดล้อม มีต้นไม้เท่าเดิม เหมือนเดิม คำพิพากษาของศาลจึงต้องชัดเจนไว้ก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหา มีการไปตีความเลี่ยงปฏิบัติตามคำพิพากษา

             “ถ้าสามารถเอาต้นไม้ต้นเดิมที่ขุดถอนไป นำมาปลูกกลับคืนได้ก็โอเค คงจะมีการเก็บต้นไม้ที่ขุดถอนไปเอาไว้ แต่ถึงตอนนี้ต้นไม้ที่เก็บอาจจะตายหรือมีสภาพไม่เหมือนเดิมแล้ว หากเป็นเช่นนั้นก็เอาต้นไม้ชนิด ประเภท ขนาดเดียวกัน ในจำนวนที่เท่ากันกับต้นไม้ที่ขุดถอนไปมาปลูกทดแทน ในเรื่องประเภท หรือชนิดของต้นไม้ คงไม่มีปัญหา แต่ในเรื่องของขนาดต้นไม้ หากไม่สามารถหาต้นไม้ที่มีขนาดเท่ากันกับที่ขุดถอนไปได้ก็เอาต้นไม้ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ไม่ถึงกับต้องขนาดเท่ากันเป๊ะมาปลูกทดแทนก็ได้"

             กล่าวคือ ถ้าทำให้เหมือนกัน เหมือนเดิมไม่ได้ ก็ทำให้คล้ายๆ กันหรือใกล้เคียงกันก็ได้ และแนวของต้นไม้ที่ปลูกทดแทนต้องถอยห่างออกไปเพราะมีการปรับขยายถนนไปแล้ว ไม่สามารถปลูกแนวเดิมได้ ศาลจึงมองว่า คำพิพากษาของศาลในคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องสามารถทำได้ ไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่ยากเกินไป

             พร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นว่า ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษาในคดีที่ชาวบ้านยื่นฟ้องคนที่ไปขุดดินในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน โดยขุดเป็นบ่อสาธารณะ คนขุดอ้างว่าเป็นบ่อสาธารณะ ชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่ชาวบ้านไม่ต้องการบ่อสาธารณะ ต้องการทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จึงยื่นฟ้องและชนะคดี ศาลปกครองจึงสั่งคนขุดดินให้ถมบ่อสาธารณะให้กลับมาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เหมือนเดิม

             ดังนั้นในทางปฏิบัติต้องเอาดินใหม่มาถม เอาดินมาจากไหนก็ไม่รู้ ซึ่งในความจริงดินก็ไม่ใช่ดินเดิม คุณภาพดิน  ปริมาตรดินก็ไม่เหมือนเดิม การที่ผิดจากเดิมไปบ้างเล็กน้อย ไม่เหมือนเดิมถึง 100% แต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของคดี อย่างนี้ถือว่าได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว

             ส่วนประเด็นที่ผู้ถูกฟ้องอ้างถึงบันทึกของเจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมและพัฒนาไม้เศรษฐกิจ นครราชสีมา ที่ระบุว่า การขุดถอนต้นไม้ย้ายไปปลูกที่อื่นทำได้ยากและมีโอกาสรอดยากนั้น โฆษกศาลปกครองระบุว่า ก็เป็นเรื่องของผู้ถูกฟ้องที่มีสิทธินำมาอ้างต่อศาล แต่ศาลเห็นว่า ต้นไม้ที่ถูกขุดถอนไม่ใช่ต้นไม้ขนาดใหญ่ จนทำการขุดถอนไปปลูกที่อื่นทำได้ยากและมีโอกาสรอดยาก แต่ถ้านำมาปลูกทดแทนแล้วเกิดตายก็เป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้อง ที่ต้องนำต้นไม้มาปลูกเสริม ต้องให้อยู่รอด ไม่ใช่นำต้นไม้มาปลูกทดแทนแล้วปล่อยทิ้งเลยไม่ดูแลเอาใจใส่

             "คดีนี้ศาลได้ชี้ว่า แม้โครงการขยายถนนไม่ต้องทำอีไอเอ (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) แต่การกระทำของผู้ถูกฟ้อง ไม่ตระหนักความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนไม่ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายก คำพิพากษาของศาลในคดีนี้จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ศาลดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เป็นการเยียวยาความเดือดร้อนของผู้ฟ้อง ที่ต้องการเห็นบรรยากาศรื่นรมย์ของต้นไม้“

             โฆษกศาลปกครอง บอกอีกว่า คดีนี้หากกรมทางหลวงเห็นว่ามีปัญหาในการปฏิบัติตามคำพิพากษา สามารถรายงานให้ศาลทราบได้ ศาลจะนัดไต่สวน โดยแจ้งให้ฝ่ายผู้ฟ้องทราบด้วย ซึ่งในการไต่สวนศาลจะรับฟังจากทั้งฝ่ายผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง เพื่อให้ได้ข้อยุติในการที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้

..........................

(หมายเหตุ : ชาวบ้านเศร้าเสียดาย'อุโมงค์ต้นไม้' ศาลชี้ช่อง'ทำเหมือนเดิมไม่ได้ ก็ทำให้คล้ายๆ' : โอภาส บุญล้อม, กวินทรา ใจซื่อ)