
หน้ากากขาวแห่งอิสตันบูล
หน้ากากขาวแห่งอิสตันบูล : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman
ปรากฏการณ์หน้ากากขาวออกมาต่อต้านรัฐบาลบางกอกมีความคล้ายคลึงกับหน้ากากขาวในตุรกีหลายอย่าง แม้ว่าต่างกันตรงที่ปริมาณผู้เข้าร่วม สาระและรากฐานความคิด แต่ความเหมือนหลายอย่างนั้นก็อาจทำให้พวกหน้ากากขาวในไทยที่พยายามจะให้เกิดไทยสปริงให้จงได้มีความคืบหน้าในปฏิบัติการอย่างบ้าง ไม่ใช่แป้กเหมือนที่เป็นมาอย่างเช่นกลุ่มหลากสีหรือม็อบสนามหลวง ยิ่งถ้ารัฐจัดการแบบรัฐบาลแองการาก็อาจทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่แบบที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศตุรกีก็เป็นได้
ในขณะที่ชาติตะวันตกมองว่าตุรกีก็เป็นฝรั่งแบบหนึ่ง เป็นชาติอิสลามที่ทันสมัย รักในคุณค่ายึดถือแบบตะวันตกที่แคร์ในการกินดีอยู่ดี สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย มากกว่าการเคร่งความเชื่อ เป็นมิตรที่ดีกับนาโตในการรับมือกับซีเรียหรืออิหร่าน แต่ในความเป็นชาวเติร์กนั้นมีอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมยุโรป และด้วยความร้อนแรงในความเป็นเติร์กจึงทำให้คนกลุ่มหนึ่งยอมรับรัฐบาลที่ดูเหมือนจะดีพร้อมทั้งในด้านต่างประเทศ วัฒนธรรมและความเจริญทางเศรษฐกิจ
จลาจลที่เรียกว่าเตอร์กิชสปริงนั้นมีจุดเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ถูกใจนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แค่เรื่องการตัดต้นไม้เพื่อปรับภูมิทัศน์ในพื้นที่ประวัติศาสตร์จะเอาไปทำห้างหรู (เรื่องเล็กๆ แบบนี้ระดับรองนายกฯ บ้านเราก็ควรระมัดระวังให้มาก) แต่การประท้วงกลายเป็นเรื่องลุกลาม เมื่อมีหลายกลุ่มเข้าร่วมและปลุกเร้าประเด็นที่รัฐบาลทำไม่เหมาะไม่ควรในสายตาของนักเสรีนิยมหลายเรื่อง เชื้อที่พอมีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วถูกกระตุ้นเพิ่มด้วยปฏิบัติการแก๊สน้ำตา ผลคือจลาจลลามไปหลายเมือง เริ่มมีคนตายและทำให้ชาติตะวันตกต้องออกมาตำหนิรัฐบาลตุรกีซะบ้าง
รัฐบาลพรรคเอเคพีนี้ครองอำนาจมายาวนาน สร้างความเจริญให้ตุรกีก็มาก แต่คราบของพวกเขาคือกลุ่มเคร่งศาสนา ซึ่งชาวตุรกีส่วนมากยอมรับไม่ได้ พรรคนี้ได้ครองอำนาจด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นจากคนทั้งประเทศเพราะเห็นว่ากลุ่มเคร่งศาสนาจะไม่โกงกิน แต่คนลงคะแนนเสียงเหล่านั้นก็ไม่อยากให้รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลอิสลามรัฐ เพราะชาวเติร์กก็สืบมรดกแห่งหลักการต่อต้านการเคร่งศาสนาเกินไปมาตั้งแต่ยุคยังเติร์กสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ในยุคโน้นที่จักรวรรดิออตโตมานใกล้ล่มสลายด้วยว่าเป็นคนป่วยแห่งยุโรป กลุ่มที่เรียกว่ายังเติร์กที่มีแนวคิดชาตินิยม เสรีนิยมและโลกนิยมจึงปฏิวัติในปี 1908 หมายจะให้ชาติทันสมัย มีการรื้อฟื้นรัฐสภาขึ้นมาใหม่พ้นจากอำนาจศักดินาและศาสนา แม้กลุ่มจะสิ้นสภาพในอีกสิบปีต่อมา จักรวรรดิออตโตมานก็สาบสูญ ตุรกีตกเป็นเมืองขึ้นของชาติพันธมิตรเพราะพ่ายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่จิตวิญญาณยังเติร์กยังอยู่ มุสตาฟา เคมาล วีรบุรุษของตุรกียุคใหม่ได้อาศัยรากฐานจิตวิญญาณของยังเติร์กกอบกู้ชาติขึ้นมา ปฏิรูปทุกอย่างทั้งการปกครอง ศาลและการศึกษา จนทำให้ชาวตุรกีรักและต้องการปกป้องค่านิยมตะวันตกเสียยิ่งกว่าชาวยุโรปเอง แนวคิดเช่นนี้ยังสืบทอดมาสู่ปัจจุบัน
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลที่ดูเหมือนจะดีพร้อม ค่อยๆ แสดงธาตุแท้ซึ่งมีฐานคิดมาจากการเป็นกลุ่มเคร่งศาสนาออกมาให้เห็นมากขึ้น เช่น พยายามบังคับสิ่งที่ดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่ประชาชนตั้งข้อกังขาว่านี่จะเดินไปสู่อิสลามรัฐหรือเปล่า อย่างเช่น ยกเลิกการห้ามสวมฮิญาบในที่สาธารณะ ห้ามขายเหล้าหลังสี่ทุ่ม ห้ามแอร์โฮสเตสสายการบินแห่งชาติประดับกายเกินไป หรือตั้งชื่อสะพานสร้างใหม่ตามชื่อสุลต่านในอดีต ประเด็นเหล่านี้แม้จะดูไม่หนัก แต่ก็โยงเข้ากันได้กับข่าวลือเรื่องใหญ่ๆ เช่น การพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญจากระบอบรัฐสภาเป็นประธานาธิบดี หรือการพยายามปิดปากสื่อมวลชน ยิ่งถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบหน่อมแน้มเรื่องก็จะบานปลายออกไป
การใส่หน้ากากขาวในตุรกีเป็นหนึ่งในหลายแบบของการแสดงออกสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ซึ่งก็อาจจบลงที่นายกฯ เออร์โดกัน หน้าบางลาออก หรืออาจทำให้ประเทศแยกเป็นสองแคมป์ระหว่างขั้วนิยมรัฐศาสนากับรัฐทางโลกก็เป็นได้ แต่หนทางที่เป็นไปได้มากกว่าสองทางดังกล่าวคือ ชาติตะวันตกยังคงหนุนหลังรัฐบาลพรรคนี้ต่อไป เพราะหากตุรกีกลายเป็นแบบตูนิเซียหรือลิเบีย ยุโรปจะหนาวตาม ตะวันออกกลางจะปั่นป่วน นาโตอาจเสียพันธมิตร อีกทั้งประเทศอาจตกอยู่ในมือกลุ่มหัวรุนแรงที่ฉวยโอกาสเข้าครองประเทศอย่างที่เกิดขึ้นกับอาหรับสปริงมาแล้ว



