
'โดมความร้อน'ผุดกรุง-เตือนรับมือฝนถล่ม
เตือนภัยคนไทยรับมือพายุฝนถล่ม 'รอยล' ชี้เกิดภาวะ 'โดมความร้อน' กลางกรุงจากการใช้แอร์จำนวนมหาศาล ทำให้อุณหภูมิในเขตเมืองสูง
สภาวะธรรมชาติของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนทำให้อากาศวิปริตผิดเพี้ยนรวมถึงภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) จนทำให้เครื่องบินไม่สามารถขึ้นลงได้บางช่วงนั้น นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ยอมรับว่า สถานการณ์ฝนในเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สิ่งที่น่าตกใจคือก่อนเกิดฝนตกประมาณ 2-3 ชั่วโมง ระดับอุณหภูมิในเขตเมืองเพิ่มสูงขึ้นทันทีประมาณ 4-5 องศาเซลเซียส จาก 37 องศาเซลเซียสเป็น 42 องศาเซลเซียส จากนั้นก็จะเกิดฝนตกหนักและพายุ จนทำให้บางจุดเกิดความเสียหาย เครื่องบินขึ้นลงไม่ได้ ตลอดจนป้ายโฆษณาและต้นไม้ในหลายพื้นที่หักโค่น
ผู้อำนวยการ สสนก. บอกว่า รูปแบบการเกิดฝนในลักษณะดังกล่าวมาจากโดมความร้อน หรือ ฮีต ไอส์แลนด์ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในเขตเมือง เนื่องจากความร้อนกลางใจเมืองเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลากลางวัน ภาวะดังกล่าวเกิดจากลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดจากฝั่งธนฯ เข้ามาปะทะกับความร้อนในเขตเมือง ทำให้อากาศลอยขึ้นสูง จากนั้นกลั่นตัวกลายเป็นกลุ่มฝนที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น
"จากนี้ไปปรากฏการณ์โดมความร้อนจะเกิดถี่มากขึ้นในพื้นที่ กทม. เนื่องจากภาวะดังกล่าวสะสมมาตั้งแต่ปี 2554 จากการขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของคอนโดมิเนียม อาคารชุดขนาดใหญ่ และศูนย์การค้า ทำให้ปริมาณการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ" นายรอยล ระบุ
นักวิชาการด้านน้ำผู้นี้ กล่าวต่อว่า การใช้งานเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ทำให้ปริมาณความร้อนในเขตเมืองพุ่งสูง ต่างกับพื้นที่รอบนอก เช่น เขตทวีวัฒนา ฝั่งธนบุรี ที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างชัดเจนและอากาศเย็นลงในเวลากลางคืน เมื่อมีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน ก็ทำให้มวลอากาศเย็นฝั่งธนฯ ปะทะกับความร้อนในเมือง
"เราคงไม่สามารถหยุดฝนได้ แต่สิ่งที่ต้องทำได้คือการเพิ่มต้นไม้ในเมืองให้มากขึ้นเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ" เขากล่าว และว่า แบบจำลองช่วยในเรื่องการพยากรณ์ยังมีความสำคัญ และยังต้องเพิ่มเติมในส่วนของแบบจำลองทางทะเล หรือโอเชียน โมเดล และแบบจำลองมลภาวะ หรือพอลลูชั่น โมเดล เพื่อให้การคาดการณ์มีความแม่นยำมากขึ้น
นายรอยล บอกว่า นับจากนี้เป็นต้นไป กทม.จะเจอกับพายุฝนถี่ขึ้น โดยปริมาณฝนในปี 2556 จะยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกณฑ์ปกติ อิทธิพลของฝนจะเกิดจากอิทธิพลท้องถิ่น คือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง ลมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางค่อนข้างแรง ทำให้ฤดูฝนปีนี้มาเร็วและปริมาณฝนมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน จะเกิดฝนในภาคกลาง ช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 11-13 มิถุนายน สถานการณ์ฝนจะรุนแรงที่ จ.สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และตราด โดยในช่วงวันที่ 12-13 มิถุนายน จะเกิดฝนตกหนักพาดผ่านเป็นแนวยาว ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคตะวันออก จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบคือ จ.ตราด ลพบุรี และจันทบุรี ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม เช่น พื้นที่ลาดเชิงเขา จ.ตาก เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง
ผู้อำนวยการ สสนก. กล่าวอีกว่า ฝนที่ตกในช่วง 11-13 มิถุนายน เป็นฝนธรรมดา แต่มีความรุนแรงมากกว่าปกติ ส่วนพายุขณะนี้เริ่มก่อตัวแล้ว ประเทศไทยไม่ควรประมาท เพราะว่าธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงรุนแรง ในพื้นที่ 40 จังหวัดของประเทศไทยยังคงเสี่ยงภัยน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็น จ.แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ สุโขทัย พิจิตร
ล่าสุด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ได้เปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด นอกเขตชลประทานแห่งแรกของประเทศไทย ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แพร่ หลังจากที่ได้ร่วมกันพัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศ มากว่า 3 ปี โดยมีการติดตั้งสถานีโทรมาตรวัดระดับน้ำในระดับจังหวัด พร้อมทั้งส่งมอบอุปกรณ์ติดตามสถานการณ์น้ำอัตโนมัติให้พื้นที่ไว้ใช้งาน
ศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดจะช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นมีข้อมูลสำหรับติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากท้องถิ่นเข้าสู่คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติงานทุกสถานการณ์ ทั้งในภาวะปกติ และภาวะวิกฤติ โดยขณะนี้ สสนก.ได้ทำข้อมูลระดับจังหวัดแล้ว 51 จังหวัด และจะทำให้ครบทั้ง 76 จังหวัดภายในปี 2557 โดยในเบื้องต้น สสนก.ยังสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัดนำร่องที่ จ.แพร่ และสุโขทัย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำมาตลอด
ด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จ.แพร่ เป็นจังหวัดที่เผชิญปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก การบริหารจัดการน้ำเป็นระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญด้วยข้อมูลที่มีและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ถือเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันแก้ปัญหา
"เวลานี้ทั่วประเทศมีข้อมูลพื้นฐาน มีแผนที่ระดับจังหวัดอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์สูงสุดสำหรับบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง ซึ่งศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดแพร่ จะเป็นต้นแบบสำหรับให้พื้นที่จัดการน้ำด้วยตนเอง แทนที่จะให้ส่วนกลางเป็นผู้จัดการให้เหมือนที่ผ่านมา" นายวรวัจน์ ระบุ



