
คิดก่อนซื้อ (กรมธรรม์)
คิดก่อนซื้อ (กรมธรรม์) : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
วันก่อนอ่านข่าว คุณประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ออกมาแถลงว่า ธุรกิจประกันภัยไตรมาสแรกมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง 159,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 20.73%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น มาจากปริมาณการขายรถยนต์ในเดือนมีนาคม ที่เพิ่มขึ้นถึง 93.4% จากการทยอยส่งมอบรถยนต์ในโครงการรถคันแรก โดยประกันภัยรถมีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด 30,160 ล้านบาท ขยายตัว 23.70%
ขณะที่เบี้ยประกันภัยจากธุรกิจประกันชีวิตอยู่ที่ 108,273 ล้านบาท ขยายตัว 20.73% ซึ่งเลขาธิการ คปภ.บอกว่า เป็นผลจากมาตรการของภาครัฐที่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ทำให้ประชาชนเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการประกันชีวิตมากขึ้น รวมทั้งแนวโน้มอายุของประชากรที่มีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น ส่งผลให้มีผู้สนใจทำประกันชีวิตแบบบำนาญ และประกันสุขภาพมากขึ้น
ถ้าแยกย่อยออกมาจะพบว่า ในจำนวนนี้ เบี้ยประกันภัยรับสูงสุด คือ ประกันชีวิตประเภทสามัญ 89,261 ล้านบาท ขยายตัว 19.03% รองลงมาประกันชีวิตประเภทกลุ่ม 15,575 ล้านบาท ขยายตัว 37.05% และประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล 1,391 ล้านบาท ขยายตัว 13.22%
ส่วนปัจจัยองค์รวมที่ผลักดันให้ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตคึกคักอย่างมากในช่วงไตรมาสแรก คุณประเวชชี้แจงว่า มาจากการที่เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทนที่ขยายตัวได้ดี ส่งผลให้อุตสาหกรรมประกันภัยขยายตัวได้ดีตามไปด้วย
จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะประกันชีวิตหรือประกันภัยล้วนเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต แม้จะเคยมีกูรูกล่าวแนะนำว่า ไม่จำเป็นและไม่สำคัญ เพราะถ้าใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ดูแลสุขภาพดีๆ ก็ช่วยความเสี่ยงไปได้มาก แต่ก็ไม่เห็นจริงตามนั้น เพราะขนาดหลายคนไม่ประมาทและดูแลตัวเองดิบดีเกินมาตรฐานแล้ว ก็หนีไม่พ้นอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วยไปได้
ถ้ามีความสามารถในการทำประกัน ไม่ว่าจะประกันชีวิตหรือประกันภัย ก็เป็นเรื่องสมควรแก่เหตุ โดยเฉพาะเบี้ยประกันชีวิตยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกด้วย
แต่ต้องไม่ลืมว่า ในการทำประกันชีวิตนั้น มีภาระผูกพันยาวนาน เพราะเราต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นเวลาอย่างน้อยก็ 10 ปี เพื่อคุ้มครองชีวิตตามเงื่อนไขข้อตกลง ดังนั้น ต้องคิดเผื่อไปด้วยว่า ทำประกันชีวิตด้วยทุนเท่าไหร่ ทำแค่ไหน จึงจะพอดี หรือจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแนะนำว่า วิธีที่ง่ายที่สุด คือ “วิธีทวีคูณรายได้” (The Multiple of Earnings Method) โดยตัวเลขทวีคูณที่นิยมใช้จะอยู่ระหว่าง 3-5 เท่าของรายได้ต่อปี
นั่นคือ ทุนประกัน = รายได้ต่อปี X ตัวเลขทวีคูณที่กำหนดขึ้น
ตัวอย่างเช่น สมศักดิ์มีรายได้ 500,000 บาทต่อปี สมมุติให้ตัวเลขทวีคูณเท่ากับ 5 ดังนั้นสมศักดิ์จึงควรทำประกันด้วยทุนประกัน 2,500,000 บาท
ตัวเลขทวีคูณตามวิธีนี้ สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัวได้ โดยประเมินจาก “ระยะเวลาในการปรับตัว” เพื่อให้คนที่อยู่ต่อไปสามารถดูแลตนเองและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อย่างกรณีของสมศักดิ์ หากสมศักดิ์เสียชีวิตไป ภรรยาของเขาจะได้รับเงิน 2,500,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้เธอมีเวลาตั้งหลัก และยังมีเงินใช้จ่ายเหมือนสมศักดิ์ยังคงทำงานหาเงินอยู่อย่างน้อย 5 ปี
นอกจากวิธีทวีคูณรายได้แล้ว อาจใช้ “วิธีวิเคราะห์ความจำเป็นทางการเงิน” (The Financial Needs Analysis Method) เพื่อประมาณทุนประกันที่เหมาะสมได้เช่นกัน แต่วิธีนี้อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะต้องพิจารณารายละเอียดรอบด้าน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจะได้ทราบความต้องการทางการเงินที่แท้จริง เริ่มจาก
ขั้นที่ 1 ประมาณความต้องการทางการเงินที่จำเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง ต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายและภาระทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมด ได้แก่ รายได้สำหรับครอบครัว ภาระหนี้สิน การศึกษาบุตร ค่ารักษาพยาบาล เงินฉุกเฉิน ความทุพพลภาพ การชดเชยรายได้ รวมทั้งความคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล
ขั้นที่ 2 ประมาณการรายได้และทรัพยากรทางการเงินทั้งหมดที่มี เช่น เงินออม เงินลงทุน ดอกเบี้ย ผลตอบแทนผลประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทั้งหมด โดยระยะเวลาในการประมาณการรายจ่ายและรายได้ต้องสอดคล้องกัน
ขั้นที่ 3 คำนวณทุนประกัน หลังจากรวบรวมข้อมูลรายจ่ายและรายได้เรียบร้อยแล้ว ให้คำนวณทุนประกันที่เหมาะสม จากสูตร จำนวนเงินทุนประกันภัย = รายจ่ายจำเป็นทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อเสี่ยงภัย หักรายได้ เงินออม เงินลงทุน ผลประโยชน์ทั้งหมดที่มี
หลักสำคัญที่ทำประกันแบบไม่ให้รู้สึกว่าเป็นภาระติดตัว คือ “ให้ทำแบบพอดี” ไม่ใช่ทำด้วยทุนประกันมาก แล้วต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันปีละมากๆ จนต้องล้มเลิกกลางคัน
“ทำแบบพอดี” ตามสูตรที่ว่า ก็อาจจะใช้หลักเกณฑ์เบื้องต้นว่า จำนวนเบี้ยประกันชีวิตต่อปี ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ต่อปี
จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ แสดงว่า สมศักดิ์ไม่ควรจ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกินปีละ 50,000 บาท ทั้งนี้จะต้องพิจารณาภาระทางด้านการเงินด้านอื่นๆ ประกอบด้วย หากมีภาระหนี้สินและภาระค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว ก็ให้ปรับลดวงเงินประกันตามความเหมาะสม สำหรับการทำประกันชีวิตที่เป็นสัญญาระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ปัจจุบันรัฐบาลอนุญาตให้นำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
แต่เพราะความไม่แน่นอนคือความแน่นอน ดังนั้นในบางช่วง เราอาจจะไม่มีเงิน ไม่มีงาน และไม่สามารถชำระค่าเบี้ยประกันได้ ซึ่งทำให้การจ่ายเบี้ยประกันที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า กรณีแบบนี้ แนะนำให้เดินเข้าไปหาตัวแทนประกัน เพื่อให้จัดการ “กู้เงิน” จากมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์มาจ่ายค่าเบี้ย ซึ่งมูลค่าเงินสดจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ทำประกันส่งเบี้ย 2 ปีขึ้นไป ยิ่งส่งเบี้ยมาแล้วหลายปีจะมีมูลค่าเงินมากขึ้น อาจจะพอให้กู้จ่ายค่าเบี้ยเอาตัวรอดไปได้สักปี หรืออาจจะมีแค่ส่วนต่างเล็กน้อยที่ต้องหามาโปะเพิ่มบางส่วน หลังจากนั้นเมื่อมีรายได้ก็ค่อยไปจ่ายเงินกู้ค่าเบี้ยพร้อมดอกเบี้ยอีกประมาณ 8% เท่านี้กรมธรรม์ก็ไม่ขาดอายุ และสิทธิในการทำประกันก็ยังอยู่อย่างครบถ้วน
เลือกทำทุนประกันให้พอดีกับความต้องการ ประเมินตัวเองว่า มีเรี่ยวมีแรงส่งค่าเบี้ยในแต่ละปีให้ครบกำหนด และเตรียมทางออกเมื่อเจอกับปัญหา อย่าตัดใจทิ้งเบี้ยที่ส่งมาทั้งหมด
คิดถึง 3 เรื่องนี้ก่อนซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตทุกครั้ง !
....................................................
(คิดก่อนซื้อ (กรมธรรม์) : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



