
โอละพ่อ โอท็อป
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โอละพ่อ โอท็อป : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
โอท็อป คือชื่อเรียกตามคำย่อภาษาอังกฤษว่า OTOP หรือมีชื่อเต็มๆ ในภาษาไทยว่า สินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล ซึ่งมีต้นกำเนิดในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้นำเอาแนวคิดนี้มาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ชาวบ้านในทุกๆ ตำบลมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น จากการประกอบอาชีพหลักปกติประจำวัน
โอท็อป ในแหล่งต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่นต้องการให้ประชาชนในพื้นที่สร้างผลิตภัณฑ์ โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ในพื้นที่ท้องถิ่นนั้นๆ ใช้แรงงานเพื่อการผลิตจากประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อสร้างงานให้แก่ประชาชนในยามว่างจากอาชีพหลัก และรายได้ทั้งหมดจะได้ตกอยู่กับชุมชน ไม่ใช่ไปแสวงหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นหรือใช้เครื่องจักรในการผลิต จนทำให้รายได้กระจายออกไปนอกชุมชนมากกว่าที่จะตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่
แต่ด้วยระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ และคิดจากยอดพีระมิดสั่งการลงไปยังฐานล่างของระบบราชการไทย หรืออาจจะด้วยความคิดเก่งคิดเร็วของนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น แต่ไม่สามารถถ่ายทอดปรัชญาของโอท็อป ลงไปยังระดับปฏิบัติการได้ โอท็อป ของหลายพื้นที่หลายตำบลในครั้งเริ่มต้นจึงดูพิกลพิการ และยังคงอาการดังกล่าวมาจนทุกวันนี้ หรือหลายพื้นที่ก็ต้องเลิกราไปเพราะขาดวัตถุดิบบ้าง เพราะขาดเสน่ห์ในตัวผลิตภัณฑ์ จนไม่สามารถสร้างรายได้กลับมาเป็นเงินทุนต่อไปได้ก็ไม่น้อย
สินค้าโอท็อป ระยะแรกเริ่มจึงมากไปด้วย แชมพูสมุนไพร, สบู่สมุนไพร, น้ำพริกชนิดต่างๆ เหมือนกันไปหมดเกือบครึ่งประเทศ และหลายๆ พื้นที่ก็พยายามเร่งพัฒนาทำสินค้าโอท็อปจนเติบโตเป็นอาชีพและกิจกรรมหลัก บางแห่งถึงขั้นแปลงร่างขึ้นเป็นอุตสาหกรรมระดับกลาง แทนที่จะให้เป็นสินค้าที่ประชาชนในพื้นที่ทำเป็นกิจกรรมเสริมรายได้ยามว่าง
โอท็อป ภายใต้แนวคิดนั้น จึงก้าวขึ้นเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ที่ตกอยู่ภายใต้กระบวนการบริหารจัดการด้วยระบบทุน ซึ่งมีนายทุนหรือผู้ลงทุนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ และรับผิดชอบต่อผลประกอบการเพียงผู้เดียว หรือตกอยู่ภายในกลุ่มนายทุนเพียงสองสามคน ไม่ใช่สินค้าของชุมชนหรือสินค้าที่ประชาชนทุกคนในพื้นที่มีส่วนร่วมช่วยกันสร้าง ทั้งงานและเงินเพื่อนำมากระจายไปสู่กันและกันอีกต่อไป
สินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลตามนิยามดั้งเดิม กับสินค้าขายดีประจำท้องถิ่นที่เป็นของบุคคล จึงควรต้องมีการจัดการให้เกิดความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และการสนับสนุนส่งเสริมสินค้าทั้งสองชนิดก็ควรมีขีดจำกัดและระดับการสนับสนุนที่แตกต่างกัน มิฉะนั้นอาชีพหลักของประชาชนในบางพื้นที่อาจจะสูญหายไป เพราะ โอท็อป ที่เกิดขึ้นตามนิยามใหม่
และอาจจะมีประชาชนในพื้นที่บางส่วนละทิ้งอาชีพดั้งเดิมประจำท้องถิ่น โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรมขนาดเล็กๆ หันไปประกอบอาชีพขายแรงงานรับจ้างให้แก่ผู้ผลิต เพราะเห็นว่ามีรายได้สม่ำเสมอหรือมั่นคงกว่า ทำให้ภาคเกษตรกรรมของพื้นที่หดตัวลง หรือต้องไปว่าจ้างแรงงานจากแหล่งอื่นนอกพื้นที่มาทำงานภาคเกษตรแทนคนในพื้นที่ในที่สุดครับ
--------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โอละพ่อ โอท็อป : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



