ข่าว

ศูนย์ประชุม'ภูเก็ต'ตัวประกันทางการเมือง

ศูนย์ประชุม'ภูเก็ต'ตัวประกันทางการเมือง

08 มิ.ย. 2556

ศูนย์ประชุม'ภูเก็ต'ในบทบาทตัวประกันทางการเมือง : มัทนา ลัดดาสิริพรรายงาน


               กิจกรรมของพรรคเพื่อไทย ที่ จ.เชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อ "เพื่อไทย...เพื่ออนาคตประเทศไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องหยิบยกมาเป็นประเด็น หากเนื้อหาของการสื่อสารที่มีไปถึงมวลชนต้องการที่จะสะท้อนถึงนโยบายที่รัฐบาลจะทำให้แก่พื้นที่นั้นๆ เพื่อสร้างโอกาสของการพัฒนา แต่การเลือกที่จะเปรียบเทียบระหว่างโครงการที่มีสถานะใกล้เคียงกัน ควบคู่กับการเปรียบเทียบไปยังท่าทีระหว่างรัฐบาลอดีตกับรัฐบาลปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลมาถึงความรู้สึกด้านลบให้เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะกับการฝ่ายที่เสียโอกาส


               "สมัยที่ปฏิวัติ รัฐบาลปฏิวัติก็จะยุบไนท์ซาฟารี พอถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาก็จะยุบไนท์ซาฟารี ถามว่ายุบทำไม มันเกลียดคนสร้างไนท์ซาฟารี เกลียดท่านนายกฯ ทักษิณ เกลียดขี้หน้าผม...วันนี้ไนท์ซาฟารีกลับมาอยู่กับพวกเราแล้ว กลับมาอยู่กับผมนี่แหละ มาอยู่ภายใต้ชื่อใหม่ว่า พิงคนคร มีศูนย์ประชุม ตอนนั้นท่านนายกฯ สมชายเป็นคนสร้าง ท่านนายกฯทักษิณกับผมมาเลือกที่ สมัยอภิสิทธิ์ก็บอกว่าเชียงใหม่นี่ไม่เข้าท่า จะไปสร้างที่ภูเก็ต แต่เราก็สร้างที่เชียงใหม่จนสำเร็จ มันก็ทวงให้เราไปสร้างที่ภูเก็ต ก็ยังไม่สร้างให้ จะมีปัญหาไหมล่ะ วันหน้าจะสร้างแน่นอน เมื่อภูเก็ตเห็นความดีของพวกเรา แล้วเลือกคนของเรา วันนั้นจะไปทำให้ วันนี้ไม่มีอารมณ์จะทำ" ถ้อยคำส่วนหนึ่งของ ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ที่ปราศรัยต่อผู้มาร่วมฟัง

               เป็นการพาดพิงของรองนายกรัฐมนตรีที่มีไปถึงโครงการศูนย์และแสดงสินค้านานาชาติภูเก็ต โดยมีตัวเปรียบเทียบคือ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการหยิบยกโดยสะท้อนในทางอ้อมไปยังผลการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผลเลือกตั้งโดยรวม 14 จังหวัดภาคใต้ คือการยึดที่นั่งรวม 50 จาก 52 ที่นั่ง ของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน 2 ที่นั่งคือ พรรคมาตุภูมิ และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีพื้นที่ในทางการเมืองให้แก่พรรคเพื่อไทย

               โครงการจัดสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติภูเก็ต ถูกผลักดันขึ้นนับตั้งแต่ปี 2546 ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าของโครงการ ภายใต้เป้าหมาย เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของภูเก็ตให้มีความหลากหลายมาก รองรับตลาดการประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ที่จะขยายตัว และเป็นการปิดช่องว่างการท่องเที่ยวในช่วงซบเซา เพราะเท่ากับว่าจะมีกิจกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลา ขณะนั้นมีการนำเสนอพื้นที่ก่อสร้างบริเวณปลายแหลมสะพานหิน เขตเทศบาลนครภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ปรากฏว่ามีกระแสต่อต้านค่อนข้างมาก เนื่องจากมองว่าพื้นที่ปลายแหลมสะพานหินเป็นศูนย์กีฬา ทั้งยังเป็นจุดพักผ่อนเพียงไม่กี่แห่งของภูเก็ตที่สามารถเข้าถึงทะเลได้สะดวก ไม่ต้องผ่านโรงแรมที่พักของเอกชน

               การสรรหาที่ตั้งใหม่ จึงมาลงตัวยังที่ราชพัสดุแปลง ภก.153 ไม้ขาว (ท่าฉัตรไชย) ต.ไม้ขาว อ.ถลาง เนื้อที่ 150 ไร่ เป็นสถานที่ในการก่อสร้าง และเริ่มต้นการศึกษาความเป็นไปได้และการออกแบบ แต่ในระหว่างนั้น (ปี 2547) ททท.ได้รับงบประมาณ 800 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างศูนย์ประชุมบริเวณสะพานหิน แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนสถานที่และอ้างถึงความไม่ชัดเจนของการดำเนินการ ทำให้มีการโยกงบประมาณในส่วนนี้ไปใช้ศึกษาการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติเชียงใหม่แทน ในปี 2550 รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มี นายสุวิทย์ ยอดมณี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ได้ลงพื้นที่ภูเก็ตในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน เพื่อติดตามความคืบหน้า

               ขณะเดียวกันจุดหักเหที่ทำให้โครงการศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติภูเก็ตเป็นไปด้วยความล่าช้า ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเจ้าภาพจาก ททท. มาเป็นจังหวัดภูเก็ต ด้วยข้อจำกัดของจังหวัดที่ไม่มีงบประมาณดำเนินการ การขับเคลื่อนโครงการนี้จึงกลายเป็นว่า จังหวัดภูเก็ตเสนอให้ภาคเอกชนทำการศึกษาออกแบบโครงการดังกล่าว และมีผู้สนใจเข้ามาเสนอตัว รวมทั้งมีการนำรูปแบบมาเสนอต่อจังหวัด

               ในจำนวนนี้รวมถึงความสนใจของกลุ่มทุนจากสหรัฐอเมริกาคือ “HARRAH’S ENTERTAINMENT" ที่ส่งตัวแทนเข้าพบฝ่ายบริหารจังหวัดภูเก็ตในเดือนมกราคม 2551 แสดงความประสงค์ที่จะเข้ามาดำเนินการ

               เพราะนอกจากการจัดศูนย์ประชุมฯแล้ว กลุ่มทุนรายนี้ยังมีแผนจะจัดสร้างโรงแรมในพื้นที่ใกล้เคียงกันด้วย แต่ในที่สุดก็ไม่มีความคืบหน้าเกิดขึ้น โดยมีอุปสรรคอยู่ที่ข้อจำกัดเนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างเป็นที่ดินของรัฐ

               กระทั่งในปี 2553 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาดำเนินการอีกครั้ง โดยมอบหมายให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากที่ดินที่จะดำเนินการเป็นของกรมธนารักษ์ โดยมีการศึกษาและวิเคราะห์โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นออกแบบจนสำเร็จ รวมทั้งได้รับการอนุมัติงบประมาณภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งระยะที่ 2 จำนวน 2,600 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ คือ การก่อสร้างในปี 2554 แล้วเสร็จในปี 2555 ผลเชิงลบที่มีต่อโครงการในขณะนั้นก็คือ การหาผลประโยชน์ในค่าออกแบบคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินการออกแบบ 107 ล้านบาท กระทั่ง กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้ระงับขั้นตอนในส่วนนี้ เพื่อตัดวงจรหาประโยชน์

               โครงการนี้มาสู่จุดสิ้นสุด จากมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันที่ 2 ตุลาคม 2554 ที่เห็นชอบให้ยกเลิกโครงการ  และให้นำงบประมาณในโครงการนี้ไปใช้จ่ายในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจสาขาอื่นแทน การปะทะกันในทางการเมืองต่อโครงการนี้ เกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2555 โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสด อัญชลี วานิช เทพบุตร ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย ต่อความคืบหน้าในการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า ที่ถามต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีคำชี้แจงมาจาก วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ 
 
               "ที่บอกว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยกเลิกโครงการนั้น โครงการนี้ได้มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 อนุมัติงบให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ เนื้อที่ 150 ไร่ วงเงิน 2,600 ล้านบาท ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่า หาดไม้ขาวมีการวางไข่เต่าทะเล การออกแบบก่อสร้างมีผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพ รบกวนการวางไข่ และเป็นพื้นที่ป่าค่อนข้างสมบูรณ์เป็นพื้นที่สุดท้ายของภูเก็ต จากการศึกษาความเหมาะสมโครงการพบว่า ในเรื่องพื้นเสี่ยงอันตรายไม่เหมาะสมที่จะใช้ทำกิจกรรมสันทนาการ คาบเกี่ยวผลกระทบชุมชน ครม.จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ดำเนินการไม่แล้วเสร็จเอง ถือเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลที่ผ่านมา" วรวัจน์ กล่าว

               ในเชิงนโยบายจึงชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่มีท่าทีต่อการสนับสนุนในโครงการ เรื่องนี้น่าจะยุติลงนับจากเดือนตุลาคม 2555 แต่การนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นระหว่างการปราศรัยกับมวลชนที่เชียงใหม่ได้นำมาซึ่งความรู้สึกที่เป็นด้านลบให้เกิดขึ้นกับประชาชนที่ภูเก็ต

               "ผมอยากเตือนว่า รัฐบาลกำลังทำให้โครงการนี้เป็นเหมือนกรณีเหมืองแทนทาลัมในอดีต ในเมื่อมันจบไปแล้วก็ควรให้จบไป ไม่มีใครติดใจ รับฟังได้กับเหตุผล แต่การที่มาพาดพิงว่าคนภูเก็ตไม่เลือกจึงไม่ทำให้ มันคือการดูถูกสติปัญญาของคนภูเก็ต การที่บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรีมาพูดเช่นนี้ ผมอยากรู้ว่าต้องการอะไร ต้องการบอกว่า คนภูเก็ตโง่เช่นนั้นเหรอ ที่เลือกการเมืองฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่ารัฐบาลจะนำเรื่องศูนย์ประชุมฯ มาเป็นการเมืองหรือไม่ก็ตาม อยากให้รับรู้ว่า เงินในระบบภาษีที่จ่ายให้รัฐสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ คือเงินที่มาจากภูเก็ต" สรายุทธ มัลลัม อุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าว

               ข้อเสนอหากประชาชนในภูเก็ตหันมามีท่าทีที่เป็นบวกกับพรรคเพื่อไทยในอนาคต ผ่านความเห็นของปลอดประสพ จึงเป็นการตอกย้ำถึงการเลือกข้างให้เกิดขึ้น เป็นการดำเนินนโยบายในรูปแบบเดียวกันกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยนำเสนอมาแล้ว ที่สำคัญคือ ย้ำให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาล
  

               โครงการ :ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา

พื้นที่ 326 ไร่

ส่วนประกอบ : โถงต้อนรับ, โถงนิทรรศการ

ลานนิทรรศการกลางแจ้ง

ห้องประชุมย่อย ความจุ 750, 300, 150, 100 ที่นั่ง

อาคาร SMEs

อาคารภัตตาคารและศูนย์อาหาร

งบลงทุนก่อสร้าง 2,570 ล้านบาท


               โครงการ : ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติภูเก็ต

พื้นที่ 150 ไร่

ส่วนประกอบ  : ห้องประชุมใหญ่จุ 6,000 คน

ห้องประชุมขนาดเล็กจุ 20-600 คน

ห้องจัดเลี้ยง 1,000 คน

อาคารนิทรรศการ อาคารหอพักสำหรับเจ้าหน้าที่ 100 ยูนิต

งบลงทุนก่อสร้าง 2,600 ล้านบาท

.............

(หมายเหตุ : ศูนย์ประชุม'ภูเก็ต'ในบทบาทตัวประกันทางการเมือง : มัทนา ลัดดาสิริพรรายงาน)