ข่าว

"ความรุนแรงเกิดจากการเมืองหน้าหนา"

"ความรุนแรงเกิดจากการเมืองหน้าหนา"

08 มิ.ย. 2552

แม้ว่า "สมศักดิ์ โกศัยสุข" หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ จะออกมาปฏิเสธว่าการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคครั้งนี้ไม่ใช่เป็นแค่ "ขัดตาทัพ" เพื่อรอตัวจริงมานั่ง หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองการจดทะเบียนตั้งพรรคอย่างเป็นทางการ

 ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาชื่อของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ถูกวางตัวเป็น "หัวหน้าพรรค" คนแรก หลังมีข่าวว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" จะตั้งพรรคการเมือง

 เรื่องนี้ "สมศักดิ์" มองว่าชุดก่อตั้งพรรคส่วนใหญ่จะนำใครมาเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ แต่ "แกนนำพันธมิตร" เห็นว่าเมื่อการตั้ง "พรรคการเมือง" เกิดจากมติของประชาชนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม จึงอยากจะสะท้อนภาพให้เห็นว่าทุกส่วนของจริง ดังนั้นที่ประชุมแกนนำจึงลงมติให้ตนเองเป็นหัวหน้าพรรค

 "แกนนำ 4 คนเคยพูดอะไรไว้บ้าง เช่น การต่อสู้ไม่หวังเป็นอะไร แต่ผมไม่เคยพูด เราเป็นคนสาธารณะไม่ว่าคนจะใช้อะไรเราถ้าไปพูดไว้ก่อนจะเป็นเงื่อนไขจำกัดตัวเอง จึงควรปล่อยตามธรรมชาติ ถ้าทำเพียงขัดตาทัพ แสดงว่ารู้กันแล้วไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จึงไม่ใช่ขัดตาทัพ เพราะมีการประชุมใหญ่ ถือว่าเป็นไปตามระบบแล้ว และอย่างน้อยก็ทำให้คนเห็นว่าชุดก่อตั้งเป็นพันธมิตรตัวจริง" สมศักดิ์ กล่าว

  อย่างไรก็ตาม หลังจาก กกต.รับรองการจัดตั้งพรรคแล้ว ประมาณ 1 เดือนจะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่อีกครั้ง ซึ่ออาจจะมีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค หรือหัวหน้าพรรคยังเป็นคนเดิม

 "ชุดก่อตั้งเป็นชุดที่ไม่มีเงื่อนไขอะไร ชุดที่จะคัดเลือกใหม่ต้องอยู่ตามวาระ แต่ชุดก่อตั้งเป็นเพียงชุดตอกเสาเข็มผู้ก่อกำเนิดเลือกใหม่อีกครั้งจะได้เป็นกรรมการบริหารพรรคอีกหรือไม่ก็ได้ ต้องดูความเหมาะสมอีกครั้ง แต่คุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) ก็ไม่ได้พูดว่าจะลงหรือไม่ลง ไม่ได้มีการพูดคุยกันล่วงหน้าอย่างผมก็ไม่ได้คิดล่วงหน้าเป็นไปตามสถานการณ์"

 "สมศักดิ์" ยืนยันว่า การตั้งพรรคครั้งนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า เพียงแต่พวกเราเป็นคนคิดเร็วทำเร็วเท่านั้น แต่ความคิดของทุกคนไม่มีใครนำความคิดใครได้ โดยจะได้ข้อยุติในที่ประชุม จะเห็นว่าการก่อตั้งพรรคก็เกิดจากประชาชนนอกสภาที่รวมตัวกันตั้งพรรคการเมือง เพื่อใช้อำนาจให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งในประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน

 และจากปัญหาในประเทศหลายเหตุการณ์ ทำให้หลายฝ่ายสนับสนุนให้ "พันธมิตร" ตั้งพรรคการเมืองเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชน

 ส่วนหลักการคัดเลือกตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้ง "สมศักดิ์" บอกว่า จะให้ประชาชนในพื้นที่เป็นคนเสนอคนในพื้นที่มาลงสมัคร เพราะสามารถตรวจสืบประวัติผู้สมัครอย่างน้อย 5 ปีย้อนหลัง ว่าเป็นคนอย่างไร โดยเน้นคนมีศีลธรรม จริยธรรม เสียสละ และกล้าหาญที่จะต่อสู้กับเรื่องที่ไม่ถูกต้องโดยเฉพาะแกนนำคนสำคัญๆ จะให้มีแผลไม่ได้

 "เราจะทำพรรคแบบสหภาพแรงงาน คือต้องมีค่าบำรุง ทุกคนร่วมกันบริจาคคนละ 100 บาทต่อคนต่อเดือน ทุกคนต้องมีความเสมอภาค มีเงินออกเงิน มีแรงออกแรง มีปัญญาช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบการต่อสู้ เหนียวแน่น ฝน ฟ้า ร้อน หนาว พวกเราเคยฟันฝ่ากันมาหมดแล้ว การเมืองใหม่คือทุกคนต้องมาช่วยกันบำรุง และคงไม่รับนายทุนนำเงินมาให้แล้วขอตำแหน่งเราไม่เอา"

 สิ่งที่ "สมศักดิ์" กังวลหลังตั้งพรรคไม่ใช่เงิน แต่กลัวนักฉวยโอกาสทางการเมืองที่อาจแฝงตัวมาอยู่ในพรรคมาถึงทำพฤติกรรมไม่ดี เราเรียนรู้จากคนเดือนตุลาในอดีตที่เคยต่อสู้พอพูดเก่งพอถึงเวลาก็ฉวยโอกาส ซึ่งขณะนี้เราระวังคนที่แฝงตัวมาอยู่ในกลุ่มรอฉวยโอกาส เราจึงต้องตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น

 "พรรคเราจะไม่ผสมพันธุ์กับความชั่วทั้งหลาย จะมีจุดยืนเลือกขาวหรือดำชัดเจน จะยืนบนความถูกต้อง การตั้งพรรคเมืองถ้าต้องการหาผลประโยชน์ หาตำแหน่ง จะเป็นการเมืองแบบไม่โตตามธรรมชาติ ใส่ปุ๋ยเร่งเข้าไปให้โตแบบผิดปกติ ซื้อมาแบบง่ายๆ เหมือนพรรคไทยรักไทยที่ล้มง่ายๆ น่าจะเป็นบทเรียน และวันนี้สมุนเก่าๆ ก็มาเริ่มก่อตัวตามแนวเดิมอีก เราคิดว่าทำการเมืองแบบนี้คงไปไม่รอด"

 "สมศักดิ์" กล่าวว่า การเมืองเพื่อประชาชนต้องกล้าหาญ ถ้าวันหนึ่งต้องเลือกระหว่างเสถียรภาพทางการเมืองกับผลประโยชน์ของประชาชน จะเลือกประชาชนถ้าอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ ล้มไปก็เลือกใหม่ดูว่าประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร ทำแล้วต้องทำให้สะเทือนทำให้เกิดมุมกลับชัยชนะอยู่ที่ว่ารักษาสิ่งที่เราเคยพูดไว้ให้ได้

 "เราจะทำงานการเมืองโดยไม่สนว่าจะได้ ส.ส.หรือจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่เราสนเรื่องจะทำสิ่งใหม่ๆ พยายามชี้แจงข้อเท็จให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเองได้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถึงรากฐาน เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแม้ว่าจะทำให้เข้ากับพรรคอื่นไม่ได้ก็ตาม"

 "สมศักดิ์" กล่าวว่า การทำการเมืองใหม่หากเราไม่ดีก็ต้องพิจารณาตัวเองก่อน หากทำผิดพลาดก็ยอมรับว่าผิดพลาด ต้องพยายามเร่งให้เกิดบุคลิกภาพใหม่ และกระตุ้นให้เกิดการละลายพฤติกรรม เก่าๆ ออกไป ขาวคือขาว ดำคือดำ และเป้าหมายของพรรคคือการเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็นต้องมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าคนเห็นว่าดีพรรคก็โต แต่ถ้าคนเห็นว่าไม่มีพรรคก็ไปไม่ได้ก็จบ

 "เราต้องกล้าวิจารณ์ตัวเองและคนอื่น ผิดครับรับสบายเลยว่าผมผิด ขอบคุณที่บอก ไม่เห็นเป็นไร เมื่อมีคำวิจารณ์ต้องแสดงสปิริตอย่าหน้าหนา หน้าด้าน เพราะจะสร้างความรุนแรง ความรุนแรงเกิดจากการเมืองหน้าหนา ประชาชนมาเดินขบวนเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ทำมาหมดแล้วก็ไม่ฟัง จึงต้องเกิดการกระตุ้นไปละลายพฤติกรรมแล้วค่อยเปลี่ยน"

 อย่างไรก็ตาม "สมศักดิ์" มองว่า การเมืองไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีน่าจะใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพราะปัญหาใหญ่เกิดจากข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารที่ส่งไปไม่ถึงประชาชนในชนบท เชื่อว่าหากประชาชนมีโอกาสที่จะได้ฟังก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 ส่วนที่มีคนมองว่า "พรรคการเมืองใหม่" จะมีจุดจบเหมือนพรรคพลังธรรม "สมศักดิ์" กล่าวว่า พรรคพลังธรรมเป็นการเมืองใหม่ในขณะนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ เพราะระบบการเมืองเก่าๆ ยังมีความหนาอยู่ของใหม่จึงไปไม่รอด แต่พรรคการเมืองไม่ใช่แบบนั้น เพราะมีการร่วมต่อสู้กันมา 193 วัน ร่วมทุกข์สุขกันมายาวนาน เป็นการรวมตัวกันอย่างมีความรับผิดชอบ แต่ต้องระวังคืออย่าแพ้ภัยตัวเอง แม้ว่าการที่คนดีๆ มารวมตัวกันแต่ขาดความรู้ก็อาจไปไม่รอด ซึ่งมองว่ายุทธวิธีที่จะจัดการแต่ละสถานการณ์จะเป็นตัวชี้ว่าเราจะไปรอดหรือไม่

 "ผมมั่นใจที่สุดว่าพรรคจะเกิดได้ แต่เมื่อเกิดแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไรคงต้องดูผลหลังจากมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคก่อน ซึ่งก็คงต้องรอดูว่าพรรคจะสามารถก้าวไปได้ขนาดไหน ต้องรอดูทีละก้าว เหมือนกับคำพูดที่ว่าขึ้นบันไดทีละก้าว กินข้าวทีละคำ อย่าเพิ่งไปคิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง” สมศักดิ์ กล่าวปิดท้าย