
จี้แบงก์เอกชนร่วมรัฐอุ้มธุรกิจ
นสพ.กรุงเทพธุรกิจ จัดเสวนาระดมความคิดเห็นในหัวข้อ "ทางรอด...ธุรกิจไทย" เพื่อเสนอแนะแนวทางในการประคองธุรกิจฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย และนายวรมิตร ครุฑโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)
"รถยนต์"วูบ-"รร.-อสังหาฯ"พอไหว
นายอดิศักดิ์สะท้อนภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่ายอดขายรถยนต์ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไตรมาสแรกยอดการผลิตลดลงไปแล้ว 40% ส่วนไตรมาส 2 น่าจะลดลงอีก 45% ทำให้มีการประเมินยอดการผลิตทั้งปีใหม่ ลดลงจากเดิม 1.08 ล้านคัน เหลือเพียง 9.4 แสนคัน หรือลดลง 32% ทั้งนี้ ยอดขายที่ตกลงไปในส่วนของรถปิกอัพได้รับผลกระทบมากสุดหายไปถึง 42% จากกำลังซื้อในประเทศทั้งของเกษตรกรและผู้ประกอบการายย่อย อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปหันมาใช้รถเล็กมากขึ้น
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทยระบุว่า ตั้งแต่ปีก่อนถึง 4 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไป 26% โดยเฉพาะเดือนเมษายนมีอัตราการเข้าพักเพียง 40% แม้ว่าเดือนพฤษภาคมจะเริ่มดีขึ้น แต่ยังไม่นิ่งเพราะความเชื่อมั่นยังไม่กลับคืนมา ที่สำคัญมีถึง 33 ประเทศยังไม่ยกเลิกการประกาศเตือนเดินทางมาประเทศไทย ทำให้ไตรมาส 2 น่าจะมียอดนักท่องที่ยวหายไปอีก 30-40%
"ที่น่าเป็นห่วงคือไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จะยิ่งส่งผลกระทบ หากทั้งปีรักษาให้นักท่องเที่ยวหายไปแค่ 20% หรือเหลือประมาณ 12 ล้านคนถือว่าเก่งแล้ว แต่ยืนยันว่าธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงขนาดหนัก เพราะหากเศรษฐกิจฟื้นท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวเร็ว” นายประกิจกล่าว
ด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า วิกฤติครั้งนี้อสังหาริมทรัพย์อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าภาคธุรกิจอื่น เพราะผู้ประกอบการมีความระมัดระวังตัวตั้งแต่แรก ประกอบกับสถาบันการเงินเองมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ สินค้าระดับราคา 1-5 ล้านบาทยังไปได้ดี ส่วนที่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทและที่สูงกว่า 5 ล้านบาทก็จะเหนื่อยหน่อย โดยปีนี้บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ กลับมาได้รับความสนใจแทนคอนโดมิเนียม ส่วนออฟฟิศให้เช่าสถานการณ์ค่อนข้างนิ่ง
วอนรัฐช่วย-จี้แบงก์เอกชนร่วม
สำหรับการช่วยเหลือจากภาครัฐนั้น นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมายื่นข้อเสนอให้ภาครัฐแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร ซึ่งการส่งออกนั้นต้องยอมรับว่าทำอะไรไม่ได้มากนักคงต้องรอให้เศรษฐกิจประเทศผู้ซื้อสินค้าฟื้นตัว แต่มองว่าตลาดในประเทศสามารถกระตุ้นให้กลับมาคึกคักได้บ้าง แต่ภาครัฐต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เช่น ให้สิทธิ์ผู้ซื้อนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้
ด้านนายประกิจกล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคท่องเที่ยวได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลมากกว่าภาคธุรกิจอื่น เช่น ด้านสภาพคล่องเพื่อชะลอการเลิกจ้าง แต่มองว่ายังไม่เพียงพอ โดยมีสมาชิกอีกกว่า 700 รายที่ประสบปัญหาแต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ จึงจะเสนอให้รัฐพิจารณา เพราะหากไม่ช่วยในอีกไม่กี่เดือนก็จะมีคนถูกเลิกจ้างอีก 5-7 หมื่นคน หรือ 10-15%
ขณะที่นายอธิปให้ความเห็นว่า อยากให้แบงก์ที่เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ หรือเลือกแต่ลูกค้าชั้นดีผ่อนปรนหลักเกณฑ์ลงบ้าง แทนที่จะเข้มงวดสินเชื่อบ้านควรเข้มงวดสินเชื่ออุปโภคบริโภคมากกว่า เพราะเมื่อเสียประวัติในเครดิตบูโรก็กลายเป็นตัวบั่นทอนการขอสินเชื่อบ้านในอนาคต
นายวรมิตร ครุฑโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ธนาคารเข้ามาช่วยเหลือภาคเอกชนที่ถูกแบงก์อื่นปฏิเสธการให้สินเชื่อ หรือตัดวงเงินได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งธนาคารพาณิชย์ควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และการที่รัฐนำมาตรการค้ำประกันความเสี่ยงมาใช้น่าจะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม บทบาทของเอสเอ็มอีแบงก์ยังต้องอยู่ภายใต้ระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้



