
'มาร์ค'ลุยดอนเมืองช่วย'อี้'หาเสียง
'อภิสิทธิ์' ลงพื้นที่ดอนเมืองช่วย 'แทนคุณ' หาเสียง เชื่อมีโอกาสชนะ อัด 'นายกฯ' อย่าชิ่งหนีปัญหาจำนำข้าว ชี้สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท
7 มิ.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยส.ส.พรรค อาทิ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ,นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ช่วยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขตดอนเมือง หมายเลข 8 ที่ริมคลองย่านดอนเมือง ซึ่งถือเป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาการลงพื้นที่จะเน้นบริเวณถนนใหญ่ ทั้งนี้ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งใส่เสื้อสีแดงสกรีนรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ อยู่ด้านหลังได้ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาใกล้บริเวณที่สัมภาษณ์ พร้อมกับบีบแตรไล่หลายครั้ง อีกทั้งยังตะโกนว่า ”ที่นี่ไม่ต้อนรับฆาตกร” ซึ่งชาวบ้านที่ออกมาต้อนรับนายอภิสิทธิ์ได้พากันโห่ไล่ผู้หญิงคนดังกล่าว จึงทำให้หญิงคนดังกล่าวขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป จึงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร และนายอภิสิทธิ์ ยังคงให้สัมภาษณ์ต่อเนื่องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการลงพื้นที่ว่ามีความมั่นใจมาก เพราะประชาชนให้การต้อนรับอย่างดี ซึ่งการลงพื้นที่ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงจากคนในชุมชนเหมือนในอดีต เพราะการทำงานอย่างต่อเนื่อง และทุ่มเทในการช่วยเหลือประชาชนของนายแทนคุณ แม้ว่าจะไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ก็ทำให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และเห็นว่ามีโอกาสที่พรรคจะได้รับชัยชนะเหมือนกับการเลือกตั้งซ่อมที่ปทุมธานี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคไม่ได้ส.ส.ในพื้นที่นี้มาหลายสิบปีแล้ว และพื้นที่นี้ก็เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคคู่แข่ง โดยในขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องที่มองไม่เห็น เกี่ยวกับกลไกรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
“พรรคให้ส.ส.ทั้งกทม.และต่างจังหวัด แบ่งโซนกันลงพื้นที่ และเท่าที่สัมผัสประชาชนก็อยากให้โอกาสนายแทนคุณ ได้ทำหน้าที่ ส.ส. จึงลงพื้นที่ด้วยความสบายใจเพราะผู้สมัครมีความผูกพันกับคนในพื้นที่ ส่วนผลสำรวจความเห็นประชาชนที่ออกมาครั้งแรกว่านายแทนคุณนำนั้น ผมไม่ได้ดูรายละเอียด แต่ใช้วิธีลุยพื้นที่พบประชาชนให้มากที่สุด และจะจัดปราศรัยใหญ่ 1 ครั้ง นอกนั้นจะเป็นปราศรัยย่อย รวมทั้งจะเพิ่มความพยายามในพื้นที่เขตทหารด้วย“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว
'มาร์ค'อัด'ปู'อย่าชิ่งหนีปัญหาจำนำข้าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงนโยบายรับจำนำข้าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะลอยตัวปัญหาความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ เพระเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จึงต้องลงมาจัดการปัญหานี้ได้แล้ว เพราะความเสียหายชัดเจนมาก วันนี้จะมีการแถลงตัวเลข ควรเอารายงานที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลัง ที่มีการสรุปตัวเลขรายงานให้นายกฯไป 2 สัปดาห์แล้ว จึงถือว่านายกฯรับทราบตัวเลขในรายงานแล้ว จะอ้างว่าไม่เคยเห็นตัวเลขไม่ได้ เพราะคณะอนุกรรมการฯรายงานตรงถึงนายกฯ ส่วนที่นายกฯอ้างว่ายังไม่ได้รับรายงานจากกระทรวงพาณิชย์นั้น ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกระทรวงพาณิชย์จึงไม่ได้รายงาน เพราะในการชี้แจงในสภาก็อ่านตัวเลขจากรายงานดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องข้าวเป็นความรับผิดชอบของนายกฯโดยตรง บอกเลยว่าการประเมินการขาดทุนสำหรับปี 55/56 คือ 2 ฤดูกาล ถ้ารวมการบริหารจัดการด้วย ความเสียหายไม่มีทางต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทแน่นอน และไม่ควรนำเรื่องไม่ขายข้าวก็ไม่ขาดทุนมาอ้าง เพราะจะทำให้ไม่รู้สถานะที่แท้จริง เพราะก็รู้อยู่แล้วซื้อข้าวมาในราคาที่สูงกว่าตลาด จึงต้องถามนายกฯที่เคยทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก่อนว่าบ้านที่ยังขายไม่ได้จะไม่นำมาประเมินใช่หรือไม่ว่าทำให้บริษัทกำไรหรือขาดทุน เพราะความจริงต้องประเมินตามมูลค่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้ายังทำอยู่แบบนี้นอกจากจะไม่ได้ความจริงแล้ว จะทำให้การบริหารผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ และความเสียหายจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ มูดีส์ ออกมากลับลำว่า การขาดทุนในโครงการจำนำข้าวไม่ใช่ปัจจัยที่ลดอันดับเครดิตประเทศว่า ตนเชื่อว่าโครงการนี้ไม่ว่าอย่างไรก็กระทบกับการจัดอันดับเครดิตประเทศแน่นอน เพราะเป็นโครงการที่ขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท ส่วนที่ทางมูดีส์บอกว่าไม่ได้รับตัวเลขรายงานจากรัฐบาล ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาเกี่ยวกับความโปร่งใสในเรื่องตัวเลข
'มาร์ค' ค้าน 5 ข้อเสนอ 'บีอาร์เอ็น' จี้ 'ปู' เลิกลอยตัว-แก้ปัญหาเอง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเสนอให้พื้นที่ภาคใต้ เป็นเขตปกครองพิเศษว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แสดงความเห็นในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้วตั้งแต่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องดูว่าเจตนาคืออะไร ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาเลเซีย แต่การสื่อสารต้องระวัง เพราะเวลาแปลคำพูดออกมาจะมีความละเอียดอ่อน มีความเข้าใจต่างกันไป ที่ผ่านมาตนเคยพูดเกี่ยวกับหลักการกระจายอำนาจกับนายกฯมาเลเซียมาแล้วว่า ประเทศไทยพยายามทำอยู่ แต่พอแปลเป็นภาษาอังกฤษ จะใช้คำว่าปกครองตนเอง เป็นอิสระ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ส่วนที่พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตอบรับข้อเสนอของนายกฯมาเลเซียนั้น ตนคิดว่าหากอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา เพราะการกระจายอำนาจต้องทำเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว โดยพรรคประชาธิปัตย์กำลังเตรียมเรื่องการโอนอำนาจผวจ.ให้กับอบจ.มากขึ้น ซึ่งอาจจะรวมไปถึง 3 จังหวัดด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีการยกกรณีอาเจะห์มาเป็นโมเดล จะขัดกับกรอบรัฐธรรมนูญของไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขต่างกัน จึงต้องระมัดระวัง ตนพบชาวต่างประเทศหลายกลุ่มที่ห่วงใยเรื่องนี้ คนที่ติดตามก็เข้าใจว่าเงื่อนไขของภาคใต้ไม่เหมือนกับที่อื่น เพราะกลุ่มที่ก่อความรุนแรงไม่เปิดเผยตัวตน และไม่แสดงความรับผิดชอบ แต่กลับมีอีกกลุ่มมาพูดคุย และยอมรับด้วยว่าไม่สามารถควบคุมสภาพความรุนแรงในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตามมาเลเซียเคยมีบทบาทในกรณีอื่นมาก่อน จึงพยายามสื่อสารให้เห็นว่าต้องการช่วยเหลือ สำหรับรัฐบาลไทยก็ต้องเดินตามกรอบที่เขียนไว้ในการแสดงเจตนาที่จะพูดคุยว่าต้องอยู่ใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทย ดังนั้นทั้ง 5 ข้อที่บีอาร์เอ็นเสนอเป็นเรื่องที่รับไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการเปลี่ยนความรับผิดชอบเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมาพบตนที่สภา ตนก็บอกไปแล้วว่าการจะพูดคุยต่อโดยไม่มีความชัดเจนว่าจะช่วยลดความรุนแรงในพื้นที่ระหว่างการพูดคุยหรือไม่พูดให้ชัดว่ามีอะไรที่พูดคุยกันได้ และวิธีปฏิบัติจะเป็นอย่างไรก็จะทำให้การพูดคุยไม่ได้สร้างประโยชน์ ตรงกันข้ามจะเพิ่มความรุนแรงในพื้นที่ จึงต้องปรับให้เกิดความเหมาะสม ไม่ใช่ใช้วิธีทดลองนโยบายไปเรื่อยๆ เพราะจะทดลองบนความสูญเสียที่เกิดขึ้นรายวัน และการที่ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าหากคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่ได้ผลอาจเปลี่ยนกลุ่มพูดคุยนั้น ต้องยึดหลักว่าการพูดคุยต่อต้องมีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่หลับหูหลับตาว่าเกิดอะไรในพื้นที่ก็ได้ หรืออีกฝ่ายไปพูดอะไรก็ได้ ทำอย่างนี้ไม่ได้ จึงต้องมีกรอบและเงื่อนไข แต่คงรีบพูดว่าจะยุติการพูดคุยไม่ได้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการกดดัน แต่ต้องแสดงเจตนาว่าต้องพูดคุยกันบนพื้นฐานความจริงใจที่จะนำไปสู่ความสงบ ดังนั้นการไปพูดคุยในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ก็ต้องพูดให้ชัดว่าจะพูดคุยอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีความก้าวหน้าในการนำไปสู่ความสงบไม่ได้
ส่วนปัญหาที่ว่าพล.ท.ภราดร อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคงในตำแหน่ง เพราะอาจต้องคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติให้นายถวิล เปลี่ยนศรี นั้น ตนคิดว่าความสำคัญน่าจะอยู่ที่นโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไร และปัญหาที่แท้จริงคือนายกฯพยายามหลีกเลี่ยงพูดปัญหาภาคใต้ โดยในการประชุมจะอ้างเฉพาะเรื่องการพัฒนา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำกันมานานแล้ว และไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินใจในเชิงนโยบาย แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายอยู่ที่การพูดคุย และการลอยตัวของนายกฯกระทบกับการแก้ปัญหาในพื้นที่มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะไม่มีความชัดเจนทำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพ อีกทั้งยังมีความเปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดชอบตลอดเวลา นายกฯจึงควรลงมาดูเอง



