ข่าว

แฉ'จำนำข้าว'เจ๊ง2แสนล.

แฉ'จำนำข้าว'เจ๊ง2แสนล.

07 มิ.ย. 2556

'บุญทรง' คุ้ยย้อนหลัง 10 ปี โครงการจำนำข้าว มั่นใจแจงตัวเลขขาดทุนได้ ด้าน กก.เปิดบัญชีฯ ยันยอดขาดทุนทะลุ 2 แสนล้าน

               คืบหน้านายกรัฐมนตรีสั่งกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงตัวเลขและงบประมาณที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าว หลังสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ "มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส" ออกรายงานแสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทย ที่อาจนำไปสู่การประกาศทบทวนอันดับเครดิตระยะยาวของประเทศ เพราะขาดทุนในโครงการประมาณ 2.6 แสนล้านบาท โดย รมว.พาณิชย์จะชี้แจงในวันที่ 7 มิถุนายนนั้น


 

พณ.ไล่รื้อตัวเลขข้าวย้อนหลัง10ปี

              ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างรวบรวมและสรุปข้อมูลรับจำนำข้าวทั้งหมด คาดว่าวันที่ 7 มิถุนายนนี้ จะมีข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ซึ่งข้อมูลจะระบุที่มาที่ไปของโครงการตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งสิ้น 17 โครงการ โดยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่รัฐบาลชุดนี้ดูแลมีอยู่ 3 โครงการเท่านั้น และจากการประเมินตัวเลขภาพรวมการส่งออกข้าวของไทยในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ยังเป็นไปด้วยดี และยืนยันเป้าส่งออกข้าวในปีนี้จะได้ไม่ต่ำกว่า 8.5 ล้านตัน ตามที่ตั้งไว้ เพราะยังเหลือเวลาอีกถึง 7-8 เดือน

              นายภาคิน สมมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการชี้แจงจะระบุให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ล้มเหลว เพราะยังได้รายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่มาจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของชาวนา รวมทั้งรายได้จากการขายข้าวของรัฐบาล เชื่อว่าผลขาดทุนจะไม่สูงมากตามที่หลายฝ่ายประเมินไว้

              "การระบายข้าวขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในและต่างประเทศ ที่ผ่านมาต้องเจอกับการแข่งขันขายตัดราคาจากประเทศผู้ผลิตข้าว และเงินบาทที่แข็งค่า นอกจากนี้การระบายข้าวรัฐบาลจะไม่เน้นส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นการระบายข้าวในประเทศด้วย เพื่อให้คนในประเทศสามารถบริโภคข้าวในราคาถูกได้ด้วย" นายภาคิน กล่าว และว่า ปริมาณข้าวเปลือกฤดูกาลผลิต 2555/2556 การรับจำนำครั้งที่ 1 มีปริมาณข้าวเข้าโครงการ 14.3 ล้านตัน ส่วนครั้งที่ 2 ล่าสุดมีปริมาณข้าวเข้าโครงการอยู่ที่ 4.08 ล้านตัน จากเป้าหมายที่ 7 ล้านตัน โดยกำหนดกรอบวงเงินไว้ที่ 345,000 ล้านบาท ส่วนปีการผลิต 2554/2555 รับจำนำข้าวเปลือก 21.6 ล้านตัน ใช้งบประมาณ 330,000 ล้านบาท
 

 

 

ยันปิดบัญชีขาดทุนทะลุ2แสนล้าน

             

             น.ส.สุภา ปิยจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ฤดูการผลิต 2554/55 เปิดเผยว่า ได้ส่งข้อมูลการปิดโครงการจำนำข้าวไปให้นายกรัฐมนตรีแล้ว คงขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะใช้ตัวเลขใดในการชี้แจงต่อสาธารณชน โดยยืนยันว่าการประเมินผลขาดทุนตั้งแต่ปี 2554 นั้น ได้คำนวณราคาข้าวในสต็อกรัฐบาลที่จะขายออกไปในอนาคตตามราคาตลาดที่ประกาศโดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ไม่ใช่ตัวเลขที่คณะกรรมการประเมินเอง

           “ตัวเลขผลขาดทุนจากการปิดบัญชีที่เสนอไปให้นายกฯ นั้นมากกว่า 2 แสนล้านบาท ตามที่เป็นข่าว ซึ่งเป็นการคำนวณบนพื้นฐานข้อมูลที่มีไม่ได้ต้องการมีปัญหากับใคร หรือทำร้ายประเทศชาติ แต่ต้องการให้นายกฯ รับทราบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง” น.ส.สุภา กล่าว และว่า ส่วนกรณีมูดีส์ออกรายงานมานั้น มองว่าทางมูดีส์คงมีข้อมูลอยู่แล้ว เพราะเรื่องจำนำข้าวถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในสภาแล้วหลายครั้งและมีข้อมูลออกมาทั้งจากฝ่ายค้านและรัฐบาล

            รายงานข่าวจากคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เปิดเผยว่า ได้สรุปตัวเลขพบว่า ใช้เงินสำหรับปีการผลิต 2554/2555 และปี 2555/2556 รวมทั้งสิ้น 661,244 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นผู้จัดหา 408,750 ล้านบาท วงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 90,000 ล้านบาท และเงินคืนจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ 93,450 ล้านบาท อีกทั้ง ธ.ก.ส.ได้ทดรองจ่ายไปเพิ่มอีก 68,000 ล้านบาท ขณะที่กรอบการใช้เงินเพื่อโครงการนี้อยู่ที่ 500,000 ล้านบาท เป็นเงินกู้จาก สบน. 410,000 ล้านบาท และจาก ธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท

             สำหรับการปิดบัญชี ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 ปรากฏว่ามีผลขาดทุนรวม 220,967 ล้านบาท แบ่งเป็นข้าวนาปีฤดูการผลิต 2554/2555 จำนวน 42,963 ล้านบาท ข้าวนาปรังฤดูการผลิต 2555 จำนวน 93,933 ล้านบาท และข้าวนาปีฤดูการผลิต 2555/2556 จำนวน 84,071 ล้านบาท

 


รวมยุคทักษิณ-"ปู"เจ๊งเฉียด4แสนล.

 

              แหล่งข่าวระบุว่า หากรวมกับผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวและผลผลิตการเกษตรในรัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏผลขาดทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 393,902 ล้านบาท โดยการรับจำนำข้าวนาปรังในปี 2551 ขาดทุน 33,623 ล้านบาท ข้าวนาปี 2551/2552 ขาดทุน 30,449 ล้านบาท และข้าวนาปรังปี 2552 ขาดทุน 41,677 ล้านบาท

              นอกจากนี้คณะกรรมการปิดบัญชีฯ ยังรายงานด้วยว่า การขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ไม่เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะการขายข้าวได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ จึงเห็นว่ารัฐบาลต้องแก้ไขโดยด่วน เพราะมีแนวโน้มที่จะขายข้าวไม่ได้ราคา ทำให้เงินที่ได้จากการระบายลดลง และวงเงินจำนำข้าวก็เต็มจำนวนแล้ว จะกระทบต่อการรับจำนำในฤดูกาลถัดไป

              "ฉะนั้นต้องแก้ไขที่กระทรวงพาณิชย์โดยด่วน ส่วนกระทรวงการคลังได้ทำเต็มที่แล้ว และธ.ก.ส.เองก็ต้องเร่งนำเรื่องที่ใช้จ่ายเงินเกินกรอบเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบต่อไป" รายงานข่าวกล่าว และว่า การคำนวณผลขาดทุนเป็นตัวเลข ณ สิ้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ขณะที่ผลขาดทุนโครงการได้ทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งประเมินผลขาดทุนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท นั่นเท่ากับว่า เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ผลขาดทุนพุ่งถึง 260,000 ล้านบาท

              นอกจากนี้ผลขาดทุนดังกล่าวยังไม่ได้นับรวมค่าเสื่อมราคาข้าวที่รัฐบาลสต็อกไว้จำนวนเฉลี่ย 20% หากนำมาคำนวณแล้วจะพบว่า ตัวเลขผลขาดทุนจะทะลุระดับ 400,000 ล้านบาท ถือเป็นการดำเนินนโยบายรัฐบาลที่มีผลขาดทุนจำนวนมาก

              "ที่จริงรัฐบาลก็ทราบถึงผลขาดทุน แต่เห็นว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินคาดการณ์ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนวณตัวเลขใหม่" รายงานข่าวกล่าว
 

 

"ธีระชัย"ชี้ส่อขาดทุนเกิน2แสนล้าน

 

              นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ออกมาระบุถึงข้อมูลการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบันผ่านทางเฟซบุ๊กว่า ปี 2554/2555 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติใช้เงินดำเนินโครงการ 269,160 ล้านบาท และปี 25555/56 ครั้งที่ 1 อนุมัติการใช้เงิน 240,000 ล้านบาท และปี 2555/56 ครั้งที่ 2 อนุมัติการใช้เงิน 105,000 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสองปีกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งหากคิดแบบง่ายๆ ถ้ารับจำนำ 15,000 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาตลาดโลก 10,000 บาทต่อตัน ก็มีโอกาสจะขาดทุน เฉพาะจากส่วนต่างราคาเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 อยู่แล้ว

              “ใช้วงเงิน 6 แสนล้าน ก็มีโอกาสขาดทุน 2 แสนล้านเข้าไปแล้ว และยังจะมีขาดทุนอีก จากค่าบริหารข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวหาย ข้อมูลเหล่านี้ปิดบังไม่ได้ ถ้าจะขาดทุนน้อยกว่านี้ รัฐบาลจะต้องแสดงอภินิหาร ขายข้าวให้ได้ราคาสูงกว่าตลาดโลก ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก ใครเขาจะมาช่วยซื้อข้าวของเรา แพงกว่าที่เขาจะซื้อจากคู่แข่ง” นายธีระชัยโพสต์ข้อความ และว่า เมื่อรัฐบาลไม่เปิดเผยข้อมูล นักวิเคราะห์ทั่วไปจะประเมินเองอย่างนี้ จึงมองในทางร้ายไว้ก่อน

              อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะบอกว่าขาดทุนน้อยกว่านี้ รัฐบาลก็ต้องชี้แจง โดยให้ตัวเลขทั้งหมดอย่างโปร่งใส ถ้าจะกั๊กตัวเลข โดยอ้างว่ายังประเมินขาดทุนไม่ได้ เพราะยังขายออกไปไม่หมด หรือจะให้ตัวเลขแบบบางส่วน เช่น เปิดเฉพาะปีที่หนึ่ง แต่ปิดตัวเลขปีที่สอง นักวิเคราะห์ก็จะไม่เชื่อถือ การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนจะยิ่งตอกย้ำให้ใช้ตัวเลขที่เลวร้ายที่สุด
เอกชนชี้อาจขาดทุนมากกว่า2.6แสนล.

              นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า อนาคตภาครัฐอาจขาดทุนมากกว่าตัวเลข 2.6 แสนล้านบาท เพราะต้องมีการเก็บรักษาข้าวไว้ในโกดังก็ต้องมีงบประมาณเพื่อรักษาคุณภาพข้าว ซึ่งมีแนวโน้มว่า อีกไม่ต่ำกว่า 1 ปีข้างหน้าตลาดข้าวก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะปริมาณข้าวในแต่ละประเทศส่งออกมาค่อนข้างสูง ขณะที่ตลาดนำเข้าก็เริ่มปรับตัวไปหาผู้ส่งออกข้าวที่ราคาต่ำกว่าไทย ดังนั้นไทยจะสูญเสียตลาดส่งออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ภาครัฐจึงควรระบายข้าวออกมาในราคาที่ตลาดยอมรับได้ เพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด

              นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ อุปนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการ บริษัท อุทัยโปรดิวส์ จำกัด กล่าวว่า ภาคเอกชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวมาตลอด 2 ปี ว่า ทำให้การส่งออกข้าวลดลง จากราคารับซื้อข้าวในประเทศสูงขึ้น จนไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ เพราะข้าวไทยมีราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศคู่แข่งอื่น ซึ่งขณะนี้ไทยตกอันดับจากที่เคยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งลงมาเป็นลำดับที่ 3 รองจากอินเดียและเวียดนาม ขณะเดียวกันก็สูญเสียตลาดที่เคยส่งออกไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศผู้นำเข้าต้องการข้าวที่ราคาถูกกว่าไทย

              "เอกชนเห็นว่า รัฐบาลต้องเร่งระบายข้าวออกไปให้มากที่สุด เพราะตลาดส่วนใหญ่ต้องการบริโภคข้าวใหม่ที่ไม่เกิน 7-8 เดือนหรือมากที่สุดไม่เกิน 1 ปี หากเกินจากนี้จะทำให้ข้าวค่อยๆ เสื่อมสภาพและต้องยอมขายไปในราคาที่ต่ำกว่าที่จะขายได้ในขณะนี้อย่างแน่นอน ไหนๆ รัฐบาลก็บอกแล้วว่าขาดทุน ก็อยากให้ขาดทุนน้อยที่สุด หากเก็บไว้ต้องเสียค่ารักษา ดูแลอาจขาดทุนมากกว่าที่จะขายไปตอนนี้” นายเจริญ กล่าว


 

อคส.แจงสต็อกข้าวรัฐอยู่ที่17ล้านตัน

 

              นายสมศักดิ์ วงศ์วัฒนศานต์ รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่รัฐบาลชุดนี้ได้เริ่มโครงการรับจำนำข้าวรวม 3 โครงการ ขณะนี้องค์การคลังสินค้าได้เก็บข้าวของรัฐบาลในสต็อกแล้วรวมประมาณ 17 ล้านตันเศษ ประกอบด้วย โครงการจำนำข้าวนาปี 2554/2555 จำนวน 2.3 ล้านตันเศษ, โครงการจำนำข้าวนาปรังปี 2555 จำนวน 7.2 ล้านตัน และโครงการจำนำข้าวนาปี 2555/2556 จำนวน 8 ล้านตัน โดยสต็อกข้าวดังกล่าวมีภาระผูกพันที่ต้องส่งมอบในประเทศอยู่จำนวนกว่า 2 ล้านตันเศษ ซึ่งเป็นข้าวที่ต้องนำไปผลิตเป็นข้าวถุง ส่งร้านถูกใจ ประมาณ 1.8 ล้านตัน และขายให้หน่วยงานราชการ เช่น กรมราชทัณฑ์ และให้ผู้ประกอบการที่มารับจ้าง ปรับปรุงทำข้าวถุง ซึ่งอคศ.จ่ายเป็นข้าวสารแทนเงินค่าจ้าง

              "สต็อกข้าวสารของ อคส.ที่เหลืออยู่โดยไม่มีภาระผูกพันมีจำนวน 15 ล้านตันเศษ ซึ่งการเก็บข้าวในสต็อกขณะนี้ครึ่งหนึ่งจะเป็นปลายข้าวและข้าวท่อน ซึ่ง อคส.ได้รับทราบมาว่า กรมการค้าต่างประเทศมีเป้าหมายจะระบายข้าวในสต็อกรัฐบาลให้ได้ประมาณ 7-8 แสนตัน" นายสมศักดิ์กล่าว

              สำหรับการเก็บข้าวไว้สต็อก ทำให้ อคส.ต้องมีภาระในการจ่ายค่าเช่าและค่าบริหารจัดการ เช่น ค่าจ้างเซอร์เวเยอร์, ค่ารมยา, ค่าแรงกรรมกร และค่าประกันภัย ประมาณเดือนละ 300 ล้านบาท ที่ผ่านมาการเก็บข้าวในปี 2555 มีค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท และในปี 2555/2556 อีกจำนวน 400 ล้านบาทเศษ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการของบประมาณหากจะทำการเก็บข้าวต่อไปอีก 1 ปี อีกจำนวน 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การเก็บข้าวในสต็อกรัฐบาลปัจจุบัน ข้าวส่วนใหญ่ 70% อยู่ความดูแลของ อคส. ส่วนอีก 30% อยู่ในความดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)

              นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ภาระการจัดเก็บข้าวสารในสต็อกรัฐบาลขณะนี้มีจำนวนมาก เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นการรับจำนำทุกเมล็ด แต่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2550-2554 ทางอคส.เคยมีการเก็บข้าวสารไว้ในสต็อกเป็นปริมาณ 12 ล้านตัน ซึ่งเพิ่งมีการระบายไปในช่วงที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ไปทำให้เหลือสต็อกค้างอยู่ประมาณ 4-5 ล้านตัน ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา

              อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อคส.กำลังประกาศรับสมัครเอกชนที่มีไซโลหรือโกดังกลาง เพื่อจะเช่าเก็บข้าวสารของรัฐบาลรองรับข้าวที่กำลังรับจำนำรอบ 2 ในปีนี้ ซึ่ง อคส.ยังขาดสถานที่เก็บข้าวสารที่เป็นโกดังกลางอยู่อีกกว่า 8 แสนตัน โดยเป้าหมายของรัฐบาลคาดว่าจะมีข้าวเปลือกเข้ามา 7 ล้านตัน โดยจะเข้ามาที่ อคส.ประมาณ 5.5 ล้านตันข้าวเปลือก