
ชุมชนค้านมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช
มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ชุมชนในพื้นที่ลั่นสู้เพื่อบ้านเกิด : มัทนา ลัดดาสิริพร / เกษม ชนาธินาถ ... รายงาน
การบรรจุโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นทางบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ให้เป็นหนึ่งในสามของการขยายโครงข่ายมอเตอร์เวย์ ภายใน 7 ปี เช่นเดียวกับเส้นทางบางใหญ่-นครปฐม-กาญจนบุรี และพัทยา-มาบตาพุด ตามแผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างอนาคตประเทศ (ไทยแลนด์ 2020) อาจย้ำได้ว่านี่คือการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางบกที่กำลังก้าวไปข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ มอเตอร์เวย์บางปะอิน-สระบุรี นครราชสีมา ถูกวางยุทธศาสตร์ให้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยระยะทางรวม 196 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 84,600 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าที่ดินและก่อสร้าง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2556 แล้วเสร็จในปี 2560 มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา เป็นทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ขนาด 6 ช่องทาง พร้อมระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง โดยแนวเส้นทางเริ่มจากถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครรอบที่ 2 ที่ อ.บางปะอิน จ.นครศรีอยุธยา ผ่านสระบุรี ไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 2 ที่ จ.นครราชสีมา เป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง
ทางหลวงพิเศษดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้แก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดของทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) เป็นทางเลือกในการเดินทางและขนส่งสินค้า และในอนาคตกรมทางหลวงก็ได้กำหนดให้เป็นเส้นทางหลวงอาเซียน (ASEAN Highway Network) ในการรองรับเออีซี โครงการนี้ยังมีผลต่อการพัฒนาระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ให้กระจายการพัฒนาสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าของประเทศ แบ่งเบาปริมาณจราจรระหว่างกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธินช่วงบางปะอิน-สระบุรี) และทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ ช่วงสระบุรี-นครราชสีมา) ซึ่งมีปริมาณการจราจรสูง
มิติของการขับเคลื่อนโครงการนี้ เป็นรูปธรรมที่เด่นชัด นับจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืน (พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน) เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 (มอเตอร์เวย์) ที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยในขั้นตอนต่อไปจากนี้กระทรวงคมนาคมจะมอบหมายให้กรมทางหลวง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการเวนคืนที่ดิน สำหรับพื้นที่เป้าหมายของการเวนคืน ได้กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ตั้งแต่ อ.บางปะอิน อ.วังน้อย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา, อ.หนองแค อ.เมือง อ.แก่งคอย อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี, อ.ปากช่อง อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ และอ.เมือง จ.นครราชสีมา
สำหรับมอเตอร์เวย์บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา จะมี 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 จาก อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถึง อ.ปากช่อง (เขาใหญ่) จ.นครราชสีมา และช่วงที่ 2 จาก อ.ปากช่อง ถึงตัวเมืองนครราชสีมา ระยะทางรวม 196 กิโลเมตร วงเงินรวม 84,600 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 77,970 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6,630 ล้านบาท ดำเนินการ 4 ปี (2556-2559) ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (อีไออาร์อาร์) 19% ผลตอบแทนทางการเงิน (เอฟไออาร์อาร์) 3%
ปัจจัยเร่งที่ทำให้โครงการนี้เริ่มมีความก้าวหน้าในส่วนแรก ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยการเวนคืน นั่นก็คือการผ่านขั้นตอนของการหาข้อยุติ ระหว่างกรมทางหลวงในฐานะเจ้าของโครงการกับภาคประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อขัดแย้งจากพื้นที่นครราชสีมา อาทิ ในจุดสิ้นสุดโครงการที่เห็นไม่ตรงกัน การขอให้ปรับรูปแบบการก่อสร้างเพื่อหลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ดิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเวนคืน ก็คือความเคลื่อนไหวที่กำลังก่อตัวจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะคือการที่ต้องย้ายออกไปจากถิ่นฐานที่ต้องเองเคยถือครองหรือทำประโยชน์
ข้อมูลเบื้องต้นในขณะนี้พบว่า การตัดผ่านเกิดขึ้นใน 3 จังหวัด 12 อำเภอ 1.พระนครศรีอยุธยา (อ.บางปะอิน อ.วังน้อย อ.อุทัย) 2.สระบุรี (อ.หนองแค อ.เมือง อ.แก่งคอย อ.มวกเหล็ก และ 3.นครราชสีมา (อ.ปากช่อง อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ และอ.เมือง) เท่ากับการเวนคืนที่ดินกว่า 2,000 แปลง กระทบต่อสิ่งปลูกสร้าง 370 ราย เงินชดเชยเบื้องต้นซึ่งถูกวางไว้ที่ 5,200 ล้านบาท และถูกปรับเพิ่มขึ้นไปในหมวดค่าที่ดินคือ 6,630 ล้านบาท
"ผมรู้ว่าเราไม่มีทางสู้เลย เราอาจจะคิดผิดในการเลือกที่จะเป็นคู่กรณีระหว่างรัฐกับประชาชน แต่เนื่องจากที่ดินเหล่านี้คือมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงต้องการที่จะรักษาสมบัติเหล่านี้เอาไว้ ขณะนี้ผมกำลังหารือกับทางสภาทนายความเพื่อขอความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย จุดยืนของพวกเราไม่ได้ต้องการวงเงินที่เพิ่มขึ้นจากการเวนคืนที่ดิน แต่ต้องการรักษาถิ่นฐานเอาไว้" พ.ต.อ.เดชาพล ลาภกิจ ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบ ในเขต ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าว
พ.ต.อ.เดชาพลกล่าวว่า ทางออกของโครงการนี้ในมุมของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลโดยกรมทางหลวงสามารถทำได้ก็คือ การปรับรูปแบบการก่อสร้างด้วยการทำเป็นทางยกระดับในย่านที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้รัฐบาลรับฟัง ที่ผ่านมาการต่อสู้ในเรื่องนี้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน เป็นความชัดเจนว่าคือการต่อสู้ที่จะรักผืนดินของตัวเอง ที่อยู่อาศัยของตัวเอง ไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงเพื่อให้ปรับเงินค่าเวนคืนที่ดินให้สูงขึ้น
"ทางสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม สาระสำคัญคือขอให้ตระหนักถึงการโครงการลงทุนใดๆ ก็ตาม ที่จะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน ต้องทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในโครงการตามพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่เรากำลังจับตาก็คือ โครงการท่าเรือปากบาราใน จ.สตูล ที่รัฐบาลโดยกรมเจ้าท่า มีจุดอ่อนในเรื่องนี้ ส่วนมอเตอร์เวย์บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา หากผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ" ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าว
กรณีทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ที่กำลังจะประกาศเวนคืนที่ดิน ด้านหนึ่งคือการสะท้อนถึงการก้าวไปข้างหน้าตามแผนงานของรัฐบาล แต่อีกมุมแล้วนั่นคือการย้ายถิ่นฐานที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง
--------------------
(มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ชุมชนในพื้นที่ลั่นสู้เพื่อบ้านเกิด : มัทนา ลัดดาสิริพร / เกษม ชนาธินาถ ... รายงาน)



