
'สุกำพล'ไร้กังวล'ม็อบหน้ากากขาว'ล้มรบ.
'สุกำพล' ไม่กังวล 'ม็อบหน้ากากขาว' ล้มรัฐบาล สั่งจับตาไม่ให้บรรลุเป้าหมาย ชี้หากยังอยู่ในขอบเขตก็ชุมนุมได้
6 มิ.ย.56 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้มีข้อมูลว่ามีกลุ่มขบวนการคิดเคลื่อนไหว เพื่อต้องการล้มรัฐบาลว่า เป็นความคิดของกลุ่มขบวนการ ซึ่งเขาก็คิดได้ ในส่วนของเราก็ต้องดูแลไม่ให้เขาแปลงความคิดไปสู่การปฏิบัติและต้องเฝ้าติดตาม เรื่องคิดล้มรัฐบาลก็มีรายงานต่าง ๆ บอกแล้วว่า ฝ่ายค้านก็คิดที่จะเป็นรัฐบาล เขาคิดได้ เพราะห้ามความคิดไม่ได้ ส่วนที่มีกลุ่มหน้ากากขาวออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและจะไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น การดำเนินการแบบนี้ในเมืองไทยทำกันจนชินตาแล้วว่าต้องเดินขบวนประชาชน
“วันหลังน่าจะมีการจัดทัวร์ให้ชาวต่างชาติมาดูเรื่องการประท้วงในประเทศไทย เพราะเป็นเรื่องที่ทำกันจนชินตา เป็นสิ่งที่เราไม่กังวลหากอยู่ในขอบเขตและทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในขอบเขตอยู่ สนามหลวงก็ยังสามารถนอนได้เป็นเดือน หากไม่มีความรุนแรงอะไรก็นอนได้ ไม่ได้กังวลอะไร เพราะรู้สึกชินแล้วและยังไม่ได้มีอะไรที่มากมายกว่านั้น” รมว.กลาโหม กล่าว
เมื่อถามว่า ในช่วงนี้มีหลายเรื่องที่อาจจะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล มีรายงานข่าวออกมาหรือไม่ว่าจะมีการยุบสภาหลังจากที่มีการพิจารณางบประมาณ ปี 2557 ผ่านและมีการพิจารณาโยกย้ายข้าราชการในเดือน ต.ค.แล้วเสร็จ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า หากมีการถามแบบนึกว่า หรือคาดว่า มันก็จะยุ่งเหยิงอยู่แบบนี้ ตนไม่คิดแบบนั้น
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แต่มีรายงานข่าวในลักษณะแบบนี้ในที่ประชุมสภากลาโหมด้วยนั้น พล.อ.อ.สุกำพล ย้อนถามว่า “ จะมีได้อย่างไร ไม่มี ไปเอาข่าวที่ไหนมา เรื่องนี้ยังไม่ได้คิด”
ชี้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ3 จชต.ต้องดูความเหมาะสม
พล.อ.อ.สุกำพล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีความกังวลในเรื่องตำแหน่งของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ที่อาจจะกระทบต่อการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น รอบที่ 3 ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ว่า ขณะนี้ พล.ท.ภราดร ยังเป็นเลขาธิการสมช.อยู่ และพล.ท.ภราดร ก็ได้พูดแบบทหารว่า หากมีคำสั่งมาไม่ให้เป็นเลขาธิการสมช. เขาก็ไม่เป็น ทั้งนี้เรื่องตัวบุคคลและวิธีการดำเนินการไม่ได้ผูกมัดกัน ตำแหน่งเลขาธิการสมช.ไมได้เกี่ยวข้องกับการหารือ เพราะฉะนั้นใครเป็นเลขาธิการสมช.ก็ต้องดำเนินการต่อไป ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อ พล.ท.ภราดร ขอให้แยกเรื่องนี้กันให้ถูก
เมื่อถามว่า การหารือสันติภาพกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น รอบที่ 3 ควรจะมีรูปธรรมเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ชัดเจนมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ต้องมีการหารือกัน ตนไม่สามารถตอบตอนนี้ได้ เพราะคณะพูดคุยของไทยต้องมีการประชุมหลายครั้ง เพื่อระดมความคิดว่าจะต้องไปพูดคุยกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นอย่างไร การพูดคุยทุกอย่างไม่ใช่จะต้องเปิดเผยสาธารณะทั้งหมด เพราะพูดมากไปก็ไม่ดี การเจรจาทางลับก็ต้องว่ากันไป และในทางเปิดเผยก็ต้องดูว่าควรจะพูดอย่างไร เรามีกรอบในการพุดคุยที่ชัดเจนก่อนที่จะไปพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็น ขอให้มั่นใจว่าเราจะทำอย่างรอบคอบตามกติกา ทั้งนี้การที่จะไปพุดคุยกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ทางไทยได้มีการหารืออย่างรอบคอบ รวมถึงดูทางหนีทีไล่ไว้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในระหว่างการพูดคุยสันติภาพนั้นยังมีความจำเป็นต้องประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึกต่อหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า จากผลสำรวจของผู้ที่ศึกษาการวิจัยเรื่องการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าชาวบ้านที่อยู่พื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบและยังต้องการใช้กฎหมายดังกล่าวอยู่ เพราะมองว่าสามารถช่วยปกป้องเขาได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ท.ภราดร ระบุว่า อาจจะต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่รอบชายแดนไทย-มาเลเซีย พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า หากทำให้การทำงานของทหารมีความสะดวกก็ควรที่จะประกาศใช้ต่อไป ซึ่งบริเวณชายแดนเรามีการประกาศมาเป็น 10 ปีก็ไม่มีปัญหา และยังเป็นประโยชน์ด้วย ทั้งนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ต้องยึดถือความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นหลัก
เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากการพูดคุยสันติภาพในวันที่ 13 มิ.ย. ไม่มีความคืบหน้าก็จะเปลี่ยนตัวจากนายฮัสซัน ตอยิบ เป็นบุคคลอื่นแทน พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เราคงไปบอกให้เขาเปลี่ยนตัวนั้นคงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายบีอาร์เอ็นที่เขาจะส่งใครมาพูดคุย ทั้งนี้มองว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของ ร.ต.อ.เฉลิม ส่วนจะเปลี่ยนหรือไม่อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องไปพุดคุยกันอีกครั้ง
เมื่อถามถึงกรณีที่นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวปาฐกถาบอกให้ชนกลุ่มน้อยมุสลิมในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย ที่กำลังต่อสู้ เพื่อสิทธิอันยิ่งใหญ่ว่าไม่ควรแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐ แต่ควรเป็นเขตปกครองตนเองที่มีความสำคัญ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า สิ่งที่นายนาจิบพูดต้องแปลความหมายกันให้ดี และตนคิดว่านายนาจิบคงไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และตามหลักการที่ได้ลงนามชัดเจนว่าจะไม่มีการแบ่งแยกดินแดน นายนาจิบได้ย้ำก่อนหน้านั้นแล้วว่าตามหลักการจะไม่ให้มีการแบ่งแยกดินแดน
“อย่าไปว่าท่านนาจิบ เดี๋ยวท่านจะเสีย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องความเห็นของท่านที่อยู่ภายนอกประเทศและท่านไม่ได้มาเกี่ยวพันธ์เรื่องภายในไทย ท่านให้เกียรติประเทศไทยเหมือนกับที่ประเทศไทยให้เกียรติประเทศมาเลเซีย” พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
ส่วนกรณีที่มีการแต่งตั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผบ.ทบ. เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผช.ผอ.ศปก.กปต.) พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า แต่งตั้งมานานแล้ว และไม่คิดว่าจะเกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ถึงแม้ พล.อ.ดาว์พงษ์ จะไม่มีตำแหน่งในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แต่ก็ถือว่าให้มาช่วยงานกัน เพราะทุกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มาประชุมก็จะพา พล.อ.ดาว์พงษ์ มาด้วย เพียงแต่ว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกอ.รมน. เมื่อเล็งเห็นถึงความสำคัญของ พล.อ.ดาว์พงษ์ ก็แต่งตั้งให้เป็น ผช.ผอ.ศปก.กปต. โดยนายกรัฐมนตรีก็ได้มองว่ามีความเหมาะสม ส่วน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการกอ.รมน.อยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละตำแหน่งกัน
ไฟเขียวสร้างรถไฟความเร็วสูงผ่านกองบิน 46
พล.อ.อ.สุกำพล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่จะมีการใช้พื้นที่ของกองบิน 46 จ.พิษณุโลก รองรับการสร้างรถไฟความเร็วสูง ว่า หากต้องผ่านพื้นที่ตรงนั้นก็ต้องมีการพูดคุยกัน เพราะเราต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เพราะถือเป็นนโยบายใหญ่ ถ้าทหารต้องมีความเกี่ยวข้องด้วย เราก็ต้องหารือร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ตามหลักการหากต้องใช้พื้นที่และไม่เกิดความเสียหายเราก็ให้ผ่านอยู่แล้ว เช่น ที่มีการขอผ่านกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เพื่อเชื่อม ถ.วิภาวดีรังสิต และถ.พหลโยธิน
เมื่อถามว่า พื้นที่ดังกล่าว บางส่วนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้และเปิดให้ประชาชนเข้าไปท่องเที่ยวธรรมชาติจะส่งผลกระทบหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ตนเคยอยู่ในพื้นที่กองบิน 46 เมื่อปี 2546 ซึ่งในช่วงนั้นก็ไม่ได้มีป่าไม้มากนัก การดำเนินการดังกล่าวก็รู้อยู่แล้วว่าจะหลีกเลี่ยงการทำลายทรัพยากรป่าไม้ แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องผ่านพื้นที่ของกองบิน 46 เพราะไม่มีที่อื่นให้ผ่าน หรือจะไปผ่านกลางเมืองคงเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้คงผ่านการพิจารณาแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และคุยกันง่าย เพราะเป็นพื้นที่ทหาร ไม่ใช่บ้านของประชาชน



