
2ล้านล้านปลุกใต้ชูด่านปาดังเบซาร์'Bordercity'
2ล้านล้านปลุกใต้ชูด่านปาดังเบซาร์'Bordercity' เชื่อมรถไฟทางคู่มาเลย์ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน
แม้ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการแปรญัตติของสภาผู้แทนราษฎร หากแต่หลายโครงการของกระทรวงคมนาคมได้เริ่มทยอยเผยโฉมหน้าออกมาให้เห็น ไม่เฉพาะแต่เพียงระบบราง ทางหลวง ท่าเรือ หากแต่ยังรวมถึงการพัฒนาด่านต่างๆ ที่อยู่ในช่วงท้ายๆ ของโครงการอีกด้วย
ด่านปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่อยู่ในแผนงานพัฒนาการขนส่งระบบทางคู่ภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากสภาพพื้นที่ของด่านในปัจจุบันมีเส้นทางขนส่งสินค้าทางรถไฟ ควบคู่กับขนส่งสินค้าทางรถยนต์ ทำให้มีปริมาณตู้สินค้าเข้าและออกเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้วันนี้ทางการรถไฟฯ ไม่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที ดังนั้นการยื่นเสนอให้มีทางรถไฟทางคู่ จะเป็นผลดีในแง่ของเศรษฐกิจค่อนข้างแน่นอน
นายอนุสิษฐ์ กาญจนพล นักวิชาการศุลกากรชำนาญการพิเศษ ด่านปาดังเบซาร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านด่านปาดังเบซาร์สูงถึง 2-3 แสนล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นรองเพียงด่านสะเดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ด้วยสินค้าส่วนใหญ่เป็นการขนส่งผ่านประเทศมาเลเซียไปยังประเทศที่สามทั้งสิ้น ทั้งในสหรัฐอเมริกา ประเทศแถบยุโรป ญี่ปุ่น และอีกหลายชาติในเอเชีย จุดเด่นดังกล่าวทำให้ด่านปาดังเบซาร์ถูกจับตามองจากผู้ผลิตสินค้าที่มีฐานการผลิตอยู่ในส่วนกลางของประเทศไทย เล็งเห็นว่าด่านแห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในอนาคตหากมีการพัฒนาเป็นระบบรถไฟทางคู่ จะกลายเป็นช่องทางการค้าที่สำคัญที่สุด
สงขลามีจุดแข็งในด้านการขนส่งสินค้าทั้ง 3 ส่วน ทางน้ำคือ ท่าเรือสงขลา ทางอากาศคือท่าอากาศยานสนามบินนาชาติหาดใหญ่ และทางบกมีทั้งรถยนต์ และรถไฟที่เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ สามารถขนส่งสินค้าไปยังประเทศที่สามได้ง่าย ที่สำคัญเส้นทางขนส่งโดยรถไฟถือเป็นบริการขนส่งที่มีต้นทุนต่ำ ประกอบกับประเทศมาเลเซียได้พัฒนาระบบรางรถไฟเป็นระบบรางคู่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ฝั่งประเทศไทยยังเป็นรถไฟระบบรางเดี่ยว ซึ่งนายอนุสิษฐ์เห็นว่า หากไทยยังไม่พัฒนาหรือขยายให้เป็นระบบทางคู่ จะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในฐานะประเทศต้นทางการขนส่งสินค้าผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สาม ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้วต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกที่สุดในไทยอยู่ที่ด่านปาดังเบซาร์นั่นเอง เพราะทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว ทั้งรถไฟซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งให้ผู้ส่งออก ไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือปาล์มผ่านไปทางท่าเรือปีนัง
ก่อนหน้านี้นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ผู้แทนการค้าไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่ด่านปาดังฯ 2ครั้ง เพื่อสำรวจตรวจสอบสภาพความพร้อมของพื้นที่ และให้ความเห็นว่าเป็นจุดที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพสูงพอที่จะผลักดันให้เป็นเมืองค้าชายแดนที่สำคัญ “Border City” เพราะที่นี่เป็นด่านแห่งเดียวซึ่งมีการขนส่งผ่านด่านทั้งทางถนนและระบบราง แม้การขนส่งในภาคอีสานจะมีรถไฟที่หนองคายเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็เป็นเพียงรถไฟโดยสารไม่ใช่รถไฟขนส่งสินค้าเหมือนด่านปาดังเบซาร์ ดังนั้น นี่คือจุดแข็งที่เอกชนและผู้ประกอบการทั้งไทยและเทศมองเห็นตรงกันว่าด่านปาดังเบซาร์จะเป็นช่องทางการค้าที่สำคัญอย่างมาก
“ด่านบ้านจังโหลน หรือด่านสะเดา อ.สะเดา ปัจจุบันเติบโตไปในทิศทางของเมืองท่องเที่ยว มีเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์เกิดขึ้นมากมาย แม้จะมีการขนส่งสินค้าผ่านเข้าออกมากมายในแต่ละปี แต่เป็นการขนส่งผ่านทางรถยนต์เท่านั้น ในขณะที่ด่านบ้านประกอบ อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด่านดุเรียน บุรง(Durian Burang)ของมาเลเซีย ซึ่งพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะมีการร่วมมือของทั้งสองประเทศ ผลักดันให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางยางพารา “Rubber City” ตามนโยบายของทั้งสองชาติ ดังนั้นเมื่อประเมินสภาพของแต่ละพื้นที่เห็นได้ชัดว่าด่านเปดังเบซาร์ มีจุดแข็งทั้งด่านที่มีช่องทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ ซึ่งไม่แออัด แล้วยังมีช่องทางการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เป็น Border City" นายอนุสิษฐ์ กล่าวย้ำ
ด้านนายสมพร สิริโปราณานนท์ ประธานกรรมการบริษัทสงขลาเอ็กซ์เพรส จำกัด ในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ล่าสุดได้หารือร่วมกับ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ผู้แทนหอการค้าไทย เห็นตรงกันว่าด่านปาดังเบซาร์มีความเหมาะสมที่สุดที่จะผลักดันให้เป็นเมืองการค้าชายแดน หรือ “Border City”เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสนับสนุนให้ตัวเลขค้าชายแดนเติบโตได้มากขึ้น ทั้งนี้หากมีการขยายเส้นทางรถไฟรางคู่จะยิ่งเพิ่มศักยภาพทางการค้าผ่านแดนได้มากขึ้นหลายเท่าตัว เพราะการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟจะสามารถเข้าไปถึงท่าเรือปีนัง (Penang Port) ซึ่งจุดนี้คือจุดเด่นที่แตกต่างจากด่านอื่นๆ ดังนั้นการขนส่งสินค้าทางระบบรางรถไฟจะเป็นการขนส่งในรูปแบบ Unlimited แต่ปัญหาในขณะนี้คือระบบรถไฟยังเป็นแบบทางเดียว หากมีทางคู่เชื่อว่าการส่งออก-นำเข้าสินค้าผ่านแดนจะเติบโตกว่านี้ได้อีกแน่นอน
นายสมพร กล่าวว่า ขณะนี้หอการค้าจังหวัดสงขลาได้ร่วมมือกับด่านปาดังเบซาร์ และเทศบาลปาดังเบซาร์ในการร่วมกันจัดหาที่ดินเพื่อเป็นจุดวางเครื่องจักร หัวรถจักร และตู้รถไฟที่เหมาะสม โดยการรถไฟยังมีพื้นที่เพียงพอในการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ เพียงแต่บางช่วงบางตอนยังมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดิน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้มีพื้นที่รองรับชัดเจน จากนั้นจึงเสนอแนวทางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับสูงเพื่อพิจารณาดำเนินการในขั้นต่อไป เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
“ขณะนี้แผนงานของเราเริ่มต้นจากการชงเรื่องเข้าที่ประชุมกรอ.จังหวัด และไปเข้ากรอ.กลุ่มจังหวัด หลังจากนั้นไปครม.เศรษฐกิจ บอร์ดร.ฟ.ท. และผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ซึ่งขณะนี้เดินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น มั่นใจว่าการผลักดันให้ด่านปาดังเบซาร์เป็น “Border City”และมีรถไฟรางคู่คงเป็นสิ่งที่ไม่นานเกินรอแน่นอน”ประธานหอฯ สงขลา กล่าว
เป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ ที่เป็นความหวังหนึ่งว่าจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้และของประเทศไทยให้คึกคักมากยิ่งขึ้น หลังจากที่สามจังหวัดต้องประสบกับภาวะชะงักงันมานานติดต่อกันหลายปี
................................
(หมายเหตุ : 2ล้านล้านปลุกใต้ชูด่านปาดังเบซาร์'Bordercity' เชื่อมรถไฟทางคู่มาเลย์ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน)



