
'มาร์ค'ย้ำชัด'จ่ายักษ์'คนสนิท'ตู่-เต้น'
'อภิสิทธิ์' ย้ำชัด 'จ่ายักษ์' คนสนิท 'ตู่-เต้น' ตอกย้ำชุมนุมแดงปี 53 ไม่สงบ ให้โอกาส 'อภินันท์' ทำงาน แนะเปิดพื้นที่สื่อลดขัดแย้ง ชี้มูดีส์ลดความนาเชื่อถือไทย
5 มิ.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงกรณีการจับกุมนายศรชัย ศรีดี หรือจ่ายักษ์ การ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ทีมมือปืนสังหารนายบุญจริง พินิจ หรือ กำนันแดง ว่าเป็นการตอกย้ำการชุมนุมเมื่อปี 2553 ไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ตนพูดมาโดยตลอดว่าความสูญเสียเกิดจากที่มีผู้ติดอาวุธอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม
ดังนั้นการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกมาระบุว่า เป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ขณะนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า เป็นกองกำลังที่ทราบฝ่ายแล้วก็สร้างความรุนแรง ซึ่งนายศรชัยก็เป็นคนใกล้ชิดกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ และนายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำเสื้อแดง เมื่อการชุมนุมจบลงนายศรชัยก็มาเป็นมือปืนรับจ้างในคดีล่าสุด
อย่างไรก็ตามในเรื่องทางคดีก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนคดีของตนก็อยู่ที่ศาล ซึ่งเชื่อว่า อัยการจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน เพราะว่าความผิดเหล่านี้เป็นความผิดต่อแผ่นดินทั้งสิ้น จึงอยากขอให้สังคมช่วยกันจับตา เพื่อเป็นแรงกดดันให้ทุกอย่างมันเดินตรงไปตรงมา เพราะว่าทุกอย่างก็อยู่ในมือของคนที่เขามีอำนาจหน้าที่ในการที่จะทำ ก็คงต้องช่วยกันติดตาม แล้วก็ช่วยกันกระตุ้นให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง
'อภิสิทธิ์' ให้โอกาส 'อภินันท์' ทำงาน แนะ 'เปิดพื้นที่สื่อ' ลดขัดแย้ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กล่าวถึงการโยกย้ายแต่งตั้งตั้งนายอภินันท์ จันทรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ แทนนายธีระพงษ์ โสดาศรี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ว่า ครม.ให้เหตุผลเพื่อความเหมาะสมที่เอานักปกครอง มาเป็นนักประชาสัมพันธ์ ซึ่งทักษะความรู้ก็ไม่ตรงกัน ซึ่งคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเป็นอย่างไร เพราะกระแสข่าวเรื่องนี้มีเยอะว่า เป็นเพราะความสนิทสนมกับแกนนำฝ่ายรัฐบาลบางคน อย่างไรก็ตามภารกิจของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่จะต้องมีแนวทางในการเปิดพื้นที่สื่อตามวิถีทางประชาธิปไตย เพื่อลดความตึงเครียดในสังคม เพราะขณะนี้บ้านเมืองกำลังขัดแย้งกันอยู่ เพราะเราปิดช่องทางของสื่อ ที่ควรจะเป็นสื่อหลักสำหรับทุกคน ไม่ให้ทุกฝ่ายสามารถมาแสดงความคิดเห็นกันได้ในรูปแบบที่เหมาะสม
เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปปาฐกถาที่สภาการหนังสือพิมพ์โลก ระบุว่า สื่อจะต้องมีเสรีภาพ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ ต้องมีความเป็นกลาง มองสถานการณ์สื่อขณะนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีการกดดันสื่อ และรัฐเข้าไปแทรกแซงสื่อเอกชน โดยที่ไม่นับรวมถึงสื่อของรัฐ นี่คือสภาพปัญหาที่นายกฯไม่เล่าให้ฟังซึ่งทุกคนในสังคมนี้ก็ทราบดี ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรต้องถามคนในพื้นที่ ส่วนสื่อต่างชาติจะรู้หรือไม่รู้นั้น อย่าไปคิดว่าเขาไม่รู้นะ นายกฯคิดว่าเขาไม่รู้ จริงๆเขาอาจจะรู้ ว่านายกฯ ไม่รู้ว่าเขารู้
'อภิสิทธิ์' ชี้มูดีส์ลดความนาเชื่อถือไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (มูดีส์) อาจลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย เนื่องจากโครงการจำนำข้าวที่ทำให้ขาดทุนมหาศาลว่า ว่า เรื่องการจัดอันดับของมูดีส์ ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กที่เกี่ยวกับการจำนำข้าว ตนเห็นว่าเรื่องที่ใหญ่กว่าคืออนาคตของข้าว และเกษตรกรไทย ถ้าปล่อยให้ประเทศสูญเสียเงินปีละ 2 แสนล้านบาท ที่ครึ่งหนึ่งตกอยู่กับชาวนา อีกครึ่งหนึ่งตกอยู่กับใครไม่ทราบ แล้วก็มีกระบวนการในการทุจริต พร้อมกับระบบการทำลายระบบการค้าข้าว วันข้างหน้าชื่อเสียง ขีดความสามารถของข้าว และเกษตรกรไทย ที่จะค้าขายก็จะไม่มี เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องมีคำตอบได้แล้ว
'อภิสิทธิ์' แนะ 'เฉลิม' ถอน พรบ.ปรองดอง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ว่ามีบุคคลชื่อย่อ ส. เสือ จ้องล้มรัฐบาล ว่า ตนไม่ทราบ ร.ต.อ.เฉลิมพูดอะไรเยอะมาก หากร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ไม่อยากให้บ้านเมืองมีปัญหาความขัดแย้ง ก็อย่าสร้างปมความขัดแย้งด้วยการเสนอ พรบ.ปรองดองแห่งชาติ พรบ. นิรโทษกรรม เพื่อทำผิดให้เป็นถูก เพิ่มอำนาจของตัวเอง ช่วยเหลือพรรคพวกตัวเอง ถ้ารัฐบาลที่รับเลือกตั้งจากประชาชน พยายามแก้ปัญหาประชาชนก็จะไม่มีปัญหา
"ทั้งนี้ไม่ต้องไปสนใจ ก.ไก่ถึง ฮ.นกฮูก สนใจรัฐบาลดีกว่า ถ้ารัฐบาลลองเอากฎหมาย 7 ฉบับ คือ พรบ.ปรองดอง พรบ.นิรโทษกรรม และรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ออกไป บรรยากาศทุกอย่างก็จะเรียกร้อยดี เพราะรัฐบาลทำงานมา 2 ปี เรื่องที่มีปัญหาจริง ๆ ก็มีเรื่องพวกนี้เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ แม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยบ้าง ก็อยู่ในกรอบปกติของการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นชัดอยู่แล้วว่ายิ่งทำก็ยิ่งขัดแย้ง ไม่เห็นนำไปสู่ความปรองดองตรงไหน ตนและคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อยากย้ำคุณเฉลิม ว่าไม่เคยเรียกร้องการนิรโทษกรรมฝ่ายนักนฝ่ายนี้ ทุกฝ่ายควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
'อภิสิทธิ์' หวั่น 'รัฐบาล' ตกเป็นเครื่องมือโจรใต้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณว่าหากตัวเเทนฝ่ายความมั่นของไทยที่จะมีการพูดคุยกับบีอาร์เอ็นในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ เกี่ยวกับสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องมีการพิจารณาทบทวน ไม่พูดคุยกับบีอาร์เอ็นอีกว่า ตนเห็นด้วยที่จะมีการทบทวนการพุดคุย เพราะถ้าพูดคุยไประดับความรุนแรงไม่ลดลง ทั้งอีกฝ่ายหนึ่งก็ยังมีการเผยแพร่คลิปให้ร้ายฝ่ายไทยผ่านทางโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องข้อเสนอนอกเหนือจากกรอบที่เคยตกลงกันไว้ ก็ไม่สมควรที่จะพูดคุยกันต่อ รัฐบาลไทยควรที่จะเป็นฝ่ายรุกกลับเข้าไป โดยจะต้องเป็นผู้ที่ตั้งเงื่อนไขบ้าง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าการพูดคุยไม่ได้นำไปสู่ความสงบเรียร้อยของคนในพื้นที่ เป็นเพียงเครื่องมือให้คนกลุ่มหนี่งที่มีเป้าหมายทางการเมือง
'มาร์ค' แจง IPU ยัน 'ตู่' ถูกเพิกถอนสิทธิ์ตามกม.
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังการเข้าหารือของนายมาร์ค ทรอเวล (Mr.Mark Trowell) ทนายความจากสหภาพรัฐสภาโลก (IPU) กรณีคดีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ พ้นจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งนายจตุพรร้องไปยังIPUว่าเป็นการเป็นการละเมิดสิทธิ์ว่า ได้ให้ข้อมูลไปว่าข้อกฎหมายที่นำไปสู่การพ้นตำแหน่งของนายจตุพรจากสมาชิกภาพ เพราะนายจตุพรถูกคุมขังโดยหมายศาล ซึ่งเป็นกติกาที่ปฏิบัติกันเสนอภาคกันทุกคน คดีที่นายจตตุพร ถูกคุมขังเป็นเรื่องของการก่อความไม่สงบ ดูจะมีความสับสนกับข้อมูลของฝ่ายรัฐบาล ที่พูดไปถึงคดีการหมิ่นประมาทอะไรแบบนั้น ก็ได้ลำดับเหตุการณ์ให้ฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าความเข้าใจต่างประเทศต่อสถานการณ์การเมืองไทยเป็นอย่างไร เนื่องจากผู้นำประเทศก็เที่ยวไปพูดตามประเทศต่าง ๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ธรรมดา การเมืองบางครั้งก็มีการใส่ความเห็น บางที่ก็เอาข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปให้ แต่เชื่อว่าคนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่องก็น่าจะเข้าใจ แต่เชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็คงจะพูดทำนองเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่ชาย คือพยายามจะทำให้มองเห็นว่าฝ่ายรัฐบาลเป็นตัวตัวแทนประชาธิปไตยที่กำลังถูกคุกคาม อย่างที่พ.ต.ท.ทักษิณพยายามทำมาตคลอดหลายปี
เตรียมแปรญัตติตัดพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน เหลือ 2 แสนล้าน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงการแปรญัติร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทว่า เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะตั้งงบประมาณไปอยู่นอกระบบโดยไม่จำเป็น จึงพยายามแปรญัตติให้กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท กลับเข้ามาสู่การผ่านขั้นตอนการตรวจสอบที่ถูกต้อง ไม่ให้มีการโยกย้ายเงิน ซึ่งอ้างว่ากู้ไปทำอย่างหนึ่งแต่เอาไปทำอย่างอื่น และให้มีหลักประกันเรื่องวินัยทางการคลัง เพราะรัฐบาลอ้างว่ากู้เงินนี้ไปแล้วจะทำให้งบประมาณสมดุลย์ในปี 2560 แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน ส่วนของกรรมาธิการพิจารณาแล้วพบว่าจริงๆ หลังจากไล่สอบถามแล้วโครงการที่มีความพร้อมในการทำจริงน่าจะไม่เกิน 2 แสนล้าน ซึ่งน่าจะเอามาบรรจุใน พรบ. งบประมาณได้เลย เพราะไม่เกินเพดานหนี้ของรัฐบาล



