ข่าว

เครือข่ายพลังใหม่'พีมูฟ'ทางสู้รัฐรังแก

เครือข่ายพลังใหม่'พีมูฟ'ทางสู้รัฐรังแก

04 มิ.ย. 2556

เครือข่ายพลังใหม่'พีมูฟ'ทางสู้รัฐรังแก : ทีมข่าวรายงานพิเศษ


               ที่ผ่านมาชาวบ้านรวมตัวกันต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมจากภาครัฐหลากหลายรูปแบบ ทั้งกลุ่มเล็ก กลุ่มชุมชน กลุ่มจังหวัด หรือจัดตั้งเป็นเครือข่ายภาคต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ปัญหาหรือข้อเรียกร้องมักไม่ได้รับการตอบสนอง โดยอ้างว่าต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการหลายอย่าง กลยุทธ์ที่ใช้บ่อยคือ ส่งตัวแทน “รับเรื่อง-ปลอบขวัญ-ยืดเวลา-ปล่อยหมดแรง” แต่ในวันนี้ชาวบ้านเริ่มรู้ทันว่า หากปล่อยไว้อย่างนี้การต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้คงไม่สำเร็จผล ไม่ว่าปัญหาเขื่อนปากมูล คนพลัดถิ่น กลุ่มโฉนดชุมชน ภาษีที่ดิน พื้นที่เกษตรทำกิน สลัม ฯลฯ

               หลังจากแกนนำภาคประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์จากการชูธงวางแผนต่อสู้ของกลุ่มต่างๆ หันมาจับเข่าคุยกันอย่างจริงๆ จังๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า ทุกเครือข่ายทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ต่างจังหวัดและเมืองหลวง ควรมารวมพลังกันเป็นขบวนการภาคประชาชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดปัญหาใดขอให้ส่งกำลังพลมาร่วมกดดันอย่างพร้อมเพรียง เมื่อกลุ่มใหญ่ขึ้นข้อเรียกร้องอาจได้รับตอบสนองเร็วมากขึ้น และที่สำคัญสื่อมวลชนจะได้สนใจเสนอข่าวแพร่ภาพกระจายออกไปให้สังคมได้รับรู้ความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง

               ดังนั้น "พีมูฟ" หรือ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (People Movement for a Just Society : P-Move) จึงถูกจัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ข้างต้น และนัดเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม วางแผนแยกกันชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล ชาวบ้านกว่า 2,000 คน พร้อมด้วยเสบียงอาหารจากท้องถิ่น เดินทางมาร่วมตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แกนนำครั้งนี้คือเครือข่ายเกษตรกรรายย่อยและคนจนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดในอดีต เช่น กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล ซึ่งรัฐบาลรับปากจะนำเรื่องเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ถือเป็นปัญหาเรื้อรังนานถึง 16 รัฐบาล 13 นายกฯ 

               “ประยงค์ ดอกลำใย” ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม อธิบายว่า กลไกการเคลื่อนไหวจากนี้ไปจะแบ่งเป็น 10 อนุกรรมการ

               1.ด้านกระทรวงทรัพยากรฯ เช่น ปัญหาพื้นที่ทำกินในอุทยานแห่งชาติ ป่าไม้ ป่าสงวน ฯลฯ

               2.ด้านที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย เช่น กรณีคลองสาน ชัยภูมิ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ฯลฯ

               3.ด้านกระทรวงเกษตรฯ เช่น ส.ป.ก. โฉนดชุมชน ฯลฯ

               4.ด้านกระทรวงคมนาคม เช่น ที่ดินการรถไฟ ซึ่งชุมชนหลายแห่งเช่าอาศัยอยู่

               5.โครงการบ้านมั่นคงและธนาคารที่ดิน เกี่ยวกับปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง งบประมาณถูกตัดลงจำนวนมาก และต่อต้านการย้ายความรับผิดชอบจากสถาบันพัฒนาชุมชน (พอช.) ไปอยู่กับการเคหะฯ

               6.ด้านปัญหาโรงไฟฟ้าชีวมวล ต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และควรทำอีไอเอ หรือรายงานสิ่งแวดล้อมทุกแห่ง 7 ปัญหาชาวเล ขณะนี้มี 26 ชุมชนใน

               7.จังหวัดที่ไม่มีที่อยู่อาศัยและไม่มีแหล่งพักให้เรือจอด

               8.ปัญหาคนไร้สัญชาติ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ไทยพลัดถิ่น ลาวอพยพและชนเผ่า

               9.ด้านเหมืองแร่ เพื่อคัดค้านการทำเหมืองแร่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและสภาพแวดล้อม เช่น เหมืองแร่ทองคำ จ.พิจิตร ที่เกิดกากแร่รั่วไหลสู่แหล่งน้ำชุมชน และ

               10.ปัญหาเขื่อนปากมูล ซึ่งเรื้อรังมานานกว่า 20 ปี ชาวบ้านต้องการให้เปิดเขื่อนถาวรเพื่อให้จับสัตว์ปลาและเป็นแหล่งอาหารได้เหมือนเดิม

               “อนุกรรมการทุกชุดมีจุดประสงค์เคลื่อนไหวชัดเจนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น โฉนดชุมชน จะพยายามต่อสู้ให้เป็นของชุมชนอย่างแท้จริง ซื้อขายไม่ได้ แต่เปลี่ยนมือได้เฉพาะสมาชิกในชุมชน ปัญหาไร้ที่ดินเป็นเรื่องใหญ่เกิดขึ้นทั่วประเทศ เช่น การเช่าที่ดินการรถไฟ จากที่ต้องต่อสัญญาทุกปี หรือทุก 5 ปี ก็ขอต่อรองเช่าระยะยาว 30 ปี ถ้าต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อทำโครงการอื่น สามารถมีเงื่อนไขออกได้ก่อนครบ 30 ปี แต่ต้องหาพื้นที่ใหม่ให้เหมาะสมเพื่อย้ายไปอยู่แทน อีกเรื่องที่ต้องกดดันคือ กรณีบ้านมั่นคง รัฐบาลที่แล้วให้งบมา 3,000 ล้าน แต่ถูกตัดเหลือแค่ 500 ล้านบาท ชาวบ้านเคยช่วยกันสร้างหลังละ 1.5 แสน ออกแบบตามความต้องการของแต่ละคน แต่พอมารัฐบาลชุดนี้จะให้การเคหะฯมาสร้างแทน เรามองว่าอาจเปิดทางให้คอร์รัปชั่นง่ายขึ้น ขอให้เข้าใจว่า ทุกอนุกรรมการจะทำงานแบบไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าเสื้อสีไหนก็ตาม เราต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมอย่างแท้จริง” ประยงค์ กล่าวยืนยัน

               ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แกนนำพีมูฟตัดสินใจยุติการชุมนุม หลังจากนายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวแทนรัฐบาล ในการทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) 5 เรื่อง คือ 1.เร่งรัดการออกโฉนดชุมชน พร้อมตั้ง คณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นใหม่ 2.แก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล 3.การใช้ประโยชน์ที่ดิน 4.แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม มี รมช.มหาดไทย เป็นประธานและตัวแทนพีมูฟร่วมเป็นกรรมการ 5.จัดประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน คณะอนุกรรมการประชุมทุก 2 เดือน

               ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของอนุกรรมการพีมูฟทั้ง 10 ชุดนั้น หนึ่งในเรื่องหนักอกมากที่สุดคือ ปัญหาคนไร้บ้าน ดังที่ "ลุงดำ" หรือ "สุทิน เอี่ยมอิน" แกนนำคนไร้บ้านแห่งมหานคร สะท้อนความรู้สึกออกมาว่า ในแต่ละวันรัฐบาลมีปัญหาเร่งด่วนต้องแก้ไขหลายอย่าง แต่จะมีปัญหาใดน่าสงสารเท่ากับเรื่องของคนไม่มีที่ซุกหัวนอน คนจรจัดที่นอนตามข้างถนนหรือใต้ต้นไม้ทุกค่ำคืน กำลังเฝ้ารอว่าใครจะยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตพวกเขา

               "ผลสำรวจเมื่อปี 2544 มีคนไร้บ้านทั่วประเทศ 2-3 พันคน เฉพาะสนามหลวงกับบริเวณใกล้เคียง 500 กว่าคนแล้ว เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี คุณคิดว่าเพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากเท่าไร เราของบแค่ 77 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พวกเขาได้อยู่เป็นจุดใหญ่ๆ แบ่งเป็น กทม. 100 หน่วย ที่เชียงใหม่ 50 หน่วย และที่ขอนแก่นอีก 50 หน่วย แต่ผู้นำของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ยังไม่เข้าใจมิติคนจน ไม่กล้าตัดสินใจว่าจะช่วยอย่างไร มัวแต่อ้างว่าให้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม งบน้ำท่วม 3 แสนล้านอนุมัติไม่ยาก เงินกู้โครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้าน ก็ยังหาได้ แล้วทำไมแค่ 70 กว่าล้านทำไม่ได้ ถ้ายืดเยื้อแบบนี้คงต้องยกระดับการชุมนุมกดดัน อย่าเอาขยะไปยัดใส่ใต้พรม แล้วบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร"

               เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายความรู้สึกผ่านทางสายตาของคนเมือง ที่กำลังมองไปยังชายวัยกลางคนนอนคู้ตัวหลับใหลอยู่ใต้สะพานลอยรถไฟฟ้า สงสัย? สงสาร ? เศร้าใจ ? อเนจอนาถ ?...

               "นพพรรณ พรหมศรี" เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ให้ข้อมูลตัวเลขล่าสุดว่า ทั่วประเทศไทยอาจมีถึง 1.5 หมื่นคน เฉพาะในกรุงเทพฯ นับได้ 1,093 คน คือตัวเลขคนที่ไม่มีบ้านจริงๆ ไม่รวมคนที่มีบ้านแต่มาอาศัยนอนถนนชั่วคราว ปัจจุบันศูนย์พักคนไร้บ้านมีแค่ 3 แห่ง คือ บางกอกน้อย หมอชิต และตลิ่งชัน รับได้ทั้งหมดไม่เกิน 100 คน หมายความว่า มีอีก 900 กว่าคนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ส่วนใหญ่มีอาชีพเก็บของเก่าขาย รับจ้างทั่วไป ขายของเล็กๆ น้อยๆ การสร้างศูนย์ต้องใกล้กับที่พวกเขาทำมาหากิน เคยมีบางคนเสนอให้สร้างที่ราชบุรี หรือกาญจนบุรี แสดงว่ายังไม่เข้าใจวิถีชีวิตพวกเขา บางคนติดเหล้า ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เพราะไม่มีความหวังในชีวิต ไม่มีลูก ไม่มีญาติ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะเข้ามาจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง การสร้างแหล่งพักพิงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะจะกลายเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือพวกเขา

               การเข้าใจปมในอดีตไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาช่วยหาช่องทางแก้ปัญหาของแต่ละคน เป้าหมายสำคัญคือ ให้ความหวังในชีวิตกลับคืนมา แล้วพวกเขาจะไม่กลายเป็น "คนไร้บ้าน" อีกต่อไป !!

............................


(หมายเหตุ : เครือข่ายพลังใหม่'พีมูฟ'ทางสู้รัฐรังแก  :  ทีมข่าวรายงานพิเศษ)