ข่าว

'ย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม'บทเรียนรบ.ปู่

'ย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม'บทเรียนรบ.ปู่

03 มิ.ย. 2556

'ย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม' บทเรียนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ : โอภาส บุญล้อมรายงาน


               กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง กรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ หลังเวลาผ่านไป 1 ปี 8 เดือน

               เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่นายถวิลได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ว่ากระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายกรณีถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรม เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งมีความใกล้ชิดรัฐบาล ได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพราะหลังจากที่ตำแหน่งเลขาฯ สมช.ว่างลง ครม.ก็มีมติโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ในขณะนั้น มาเป็น เลขาฯ สมช. ทำให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้เป็น ผบ.ตร.ในเวลาต่อมา

               "การโยกย้ายดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ที่กำหนดว่า ต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ ภารกิจของรัฐ และยังต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม..จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" นี่คือเหตุผลในคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งของนายกฯ ที่ให้นายถวิลไปปฏิบัติราชการสำนักนายกฯ และให้คืนตำแหน่ง เลขาฯ สมช.ให้แก่นายถวิล โดยเร็ว

               แม้ว่าคำพิพากษาศาลปกครองกลางจะยังไม่มีผลบังคับในกรณีที่นายกฯ ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน ซึ่งล่าสุดนายกฯ ก็มีท่าทีว่าจะยื่นอุทธรณ์ไม่คืนตำแหน่งเลขาฯ สมช.ให้แก่นายถวิลโดยทันที

               แต่เรื่องนี้นายกฯ และ ครม.ต้องพึงระวังด้วยว่า การยื้อเรื่องคืนตำแหน่งออกไปไม่ใช่ผลดีเสมอไป เพราะอาจถูกนายถวิลยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 ได้ และจะเป็นปัญหาใหญ่ต่อรัฐบาล หาก ป.ป.ช.มีมติว่า นายกฯ และครม.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

               สำหรับ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" การโยกย้ายข้าราชการที่อาจเข้าข่ายโยกย้ายไม่เป็นธรรม ไม่ใช่มีเพียงกรณีนายถวิลเท่านั้น

               แต่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็มีเรื่องที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล พ้นจากตำแหน่ง ผอ.องค์การเภสัชกรรม ตามที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข เสนอ

               ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขอ้างถึงมติที่ประชุมบอร์ดองค์การเภสัชกรรมที่ว่า หากให้ นพ.วิทิต เป็น ผอ.เภสัชกรรมต่อไปจะเกิดความเสียหายมากขึ้นกรณีองค์การเภสัชกรรมสั่งซื้อวัตถุดิบพาราเซตามอลมาสำรองฯ และกรณีการก่อสร้างโรงงานผลิตยาพาราเซตามอลล่าช้า จึงเห็นควรเลิกจ้าง นพ.วิทิต

               ขณะที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม ระบุว่า การปลด นพ.วิทิตเป็นส่งสัญญาณว่า การเมืองอาจเข้าแทรกแซงองค์การเภสัชกรรมเพื่อหวังแปรรูปองค์การเภสัชกรรมที่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

               อย่างไรก็ตาม สำหรับ นพ.วิทิต และ นพ.วิชัย ได้ถูกดีเอสไอระบุในผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอลตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ขอให้ดีเอสไอทำการตรวจสอบว่า น่าเชื่อว่ากรณีการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอลขององค์การเภสัชกรรมมีลักษณะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือฮั้วประมูล และมาตรา 157 ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้อง คือ นพ.วิทิต ผอ.องค์การเภสัชกรรม และนพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม โดยดีเอสไอได้รายงานผลการตรวจสอบให้กระทรวงสาธารสุขทราบ เพื่อส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป

               ส่วนอีกกรณีก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากมีข่าวว่า "คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล" ที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ประเมินโครงการจำนำข้าวปี 2554/2555 ว่าจะมีผลขาดทุนราว 2.6 แสนล้านบาท ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทางกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้มีการสับเปลี่ยนภารกิจของรองปลัดคลังใหม่ทันที โดยโยก น.ส.สุภาไปกำกับดูแลงานของสำนักปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แล้วให้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดคลังอีกคน มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวแทน ทั้งนี้ได้มีการระบุเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า ต้องการให้รองปลัดคลังทุกคนได้เรียนรู้งาน

               แต่คนวงในกระทรวงการคลังกลับมองว่า สาเหตุน่าจะมาจากตัวเลขผลดำเนินงานของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล มักมีข่าวออกมาในทำนองว่า มีผลขาดทุนจำนวนมาก ประกอบกับรองปลัดสุภา ที่ดูแลโครงการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว มักจะรายงานตัวเลขอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะตัวเลขการระบายข้าวแบบจีทูจีของกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ชัดเจนว่าได้ระบายขายไปให้ประเทศใด จำนวนเท่าไร ซึ่งทำให้ "ฝ่ายการเมือง" ไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการสลับตำแหน่งของรองปลัดกระทรวงการคลังครั้งนี้

               สำหรับ น.ส.สุภา เคยทำหนังสือถึงส่งตรงถึง พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. ในฐานะที่ น.ส.สุภา เป็นประธานกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากบอร์ด กทค.ลงความเห็นรับรองการประมูล 3จี โดยชี้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ 3จี มีการฮั้วประมูลกันอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (ฮั้วประมูล)

               คำพิพากษาศาลปกครองกลางกรณีย้ายเลขาฯ สมช.จึงเป็น "คดีนำร่อง" ที่รัฐบาลต้องนำไปศึกษาและเอาใจใส่ว่าทุกครั้งที่จะโยกย้ายข้าราชการ จะต้องเป็นไปด้วยความถูกต้อง คลองธรรม มิเช่นนั้นจะกลายเป็น "บูเมอแรง" พุ่งเข้าใส่รัฐบาลได้ในภายหลัง"


ย้อนรอยเส้นทาง"ลับ ลวง พราง"ย้ายถวิล เปลี่ยนศรี เพื่อวงศาคณาญาติ

               "คม ชัด ลึก" ลำดับเส้นทางให้เห็นกันชัดๆ กับการโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเปิดทางให้คนในครอบครัวมาเป็นใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชนิดท้าทายความชอบธรรม

               4 ก.ย.2554 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำหนังสือถึง น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อให้ความเห็นชอบและยินยอมการรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ และในวันเดียวกันนั้น สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรียังได้ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ที่กำกับดูแล สมช.ในขณะนั้น แจ้งว่า น.ส.กฤษณา ให้ความเห็นชอบและยินยอมการรับโอนนายถวิล

               5 ก.ย.2554 น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นชอบและยินยอมการรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

               6 ก.ย.2554 คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง)

               7 ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 ก.ย.2554 ให้นายถวิล ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ

               12 ก.ย.2554 นายถวิลยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ร้องขอความเป็นธรรมจากการถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นคู่กรณี

               10 เม.ย.2555 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ยกคำร้องทุกข์ที่นายถวิล ร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่ามีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม โดย ก.พ.ค.เห็นว่า คำร้องทุกข์ของนายถวิลฟังไม่ขึ้น เพราะเป็นการใช้ดุลพินิจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และการโอนย้ายก็เพื่อประโยชน์ของการบริหารราชการแผ่นดิน

               30 เม.ย.2555 นายถวิลยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ 2 ต่อศาลปกครองกลาง เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 ก.ย.2554 ซึ่งนายถวิลเห็นว่า การโยกย้ายนั้นเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับตำแหน่งใน สมช.แทน เพื่อผลักดันให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. คำสั่งโยกย้ายจึงไม่ใช่เพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ จึงขอให้ศาลปกครองกลางเพิกถอนคำสั่งโยกย้ายดังกล่าว และสั่งให้นายถวิลกลับไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.2554

               31 พ.ค.2556 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า การที่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้นายถวิลไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้นายถวิลพ้นจากเลขาฯ สมช.เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้มีผลย้อนหลังให้นายถวิลกลับไปดำรงตำแหน่งเลขาฯ สมช.ตั้งแต่ 7 ก.ย.2554

...............................

(หมายเหตุ : 'ย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม' บทเรียนรัฐบาลยิ่งลักษณ์  : โอภาส บุญล้อมรายงาน)