ข่าว

พม่ามาแรง

พม่ามาแรง

03 มิ.ย. 2556

พม่ามาแรง : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล


             เพื่อนฝูงหลายคนที่เดินทางไปพม่าในช่วงนี้ กลับมาคุยสู่กันฟังถึงความเปลี่ยนแปลงในพม่าที่ได้ไปพบไปเห็นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่าในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่พม่ายังมีปัญหาภายในอยู่ไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องชนกลุ่มน้อย การเมือง หรือความขัดแย้งทางศาสนา

             พัฒนาการทางเศรษฐกิจของพม่านั้น เกิดจากการที่เวลานี้พม่ากำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งสหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมทั้งบรรดาประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนเอง สถาบันแม็คเคนซีย์ประมาณการว่า พม่าจะมีความเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ.2030 หรือกว่า 4 เท่า ของ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ.2010 ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่า ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และทรัพยากร ซึ่งพม่ามีอยู่อย่างเหลือเฟือ ทั้งนี้ โอกาสของนักลงทุนยังสดใสทั้งในเรื่องของเหมืองแร่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และสาธารณูปโภค ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่น่าจับตามองที่สุด เพราะเชื่อว่านักลงทุนจะย้ายฐานการผลิตจากจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียไปปักหลักในพม่า เนื่องจากค่าแรงที่สูงขึ้นในประเทศเหล่านั้นเป็นปัญหาสำคัญ

             โอกาสดีของพม่าก็คือ โลกในปัจจุบันเป็นโลกในยุคดิจิตอล มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต และระบบบริหารจัดการ ซึ่งพม่าสามารถจะเรียนรู้ได้โดยไม่ยาก และจะส่งผลให้พม่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่สุดของโลก

             ปัจจุบันนี้ พม่ามีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในประเทศเอเชีย หรืออยู่ในระดับเดียวกับนิว เดลีและโยฮันเนสเบิร์ก และเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเศรษฐกิจชะงักงันมาเป็นเวลานับสิบปี จากการคว่ำบาตรของประชาคมโลกและการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างเข้มงวดของรัฐบาลเผด็จการทหาร

             ด้านกำลังการผลิต พม่าใช้แรงานในการผลิตเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ ประชากรพม่าส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนเพียง 4 ปี และมีประชากรเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ ที่มีรายรับเพียงพอจะจับจ่ายใช้สอยข้าวของที่ตนต้องการ เปรียบเทียบกับประชากรในประเทศอื่นๆ ที่มีจำนวน 35 เปอร์เซ็นต์

             พม่าเคยเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งสูงสุดทางเศรษฐกิจในเอเชียอาคเนย์ในยุค 1950 และเริ่มตกต่ำลงภายหลังการปฏิวัติในปี ค.ศ.1962 เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารนำระบอบสังคมนิยมมาใช้ในการปกครองประเทศ ได้ส่งผลให้ในปี ค.ศ.1987 พม่ากลายเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดในโลก ตามมาตรฐานของสหประชาชาติ ซึ่งคำนวณจากดัชนีการพัฒนาทางสังคม-เศรษฐกิจ

             พม่าได้มีการปฏิรูปการเมืองใน ค.ศ.2011 โดยฝ่ายทหารของพม่าได้ถ่ายโอนอำนาจแก่รัฐบาลพลเรือน แต่สิทธิเสรีภาพที่ชาวพม่าได้รับก็ได้สร้างปัญหาแก่พม่าหลายอย่างดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น อย่างไรก็ตาม บรรดานักลงทุนพากันแตกตื่นกับการเข้าไปลงทุนในพม่า ในเดือนเมษายน 2011 ฟอร์ดประกาศการเข้าไปบุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในพม่า ตามมาด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เช่น เป๊ปซี่, โคคา-โคลา, จีอี และคาเทอ์พิลล่าฯ

             จีนนับเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ผูกขาดกิจการต่างๆ ในพม่า ซึ่งสร้างผลประโยชน์มูลค่ามหาศาล ทั้งในเรื่องอัญมณี ไม้สัก น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มานานปี ตามมาด้วยประเทศไทย สำหรับญี่ปุ่นได้ประกาศล้างหนี้เก่าของพม่าหลายพันล้านดอลลาร์ พร้อมกับเสนอให้พม่ากู้เงินก้อนใหม่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

             แม้พม่าจะพลาดโอกาสชื่นชมความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของเอเชียอาคเนย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่สถาบันแม็คเคนซีย์ก็เชื่อมั่นว่า พม่ามีโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่สุดของโลกในอีกไม่นานเกินรอ

             ครับ ผมบอกกับเพื่อนๆ ว่า ดูพม่าแล้ว อย่าลืมมองดูประเทศไทยของเราด้วย และอาจจะเห็นวัฏจักรด้านตรงข้ามกับพม่าได้ชัดเจนขึ้น